จารึกที่ 109 : ชื่อเสียงที่เริ่มขจรขจาย : ฉายา 'ภูตพิทักษ์หน้าเลือด'
เมื่อแสงตะวันสาดส่องกระทบยอดหญ้า น้ำค้างเริ่มเหือดแห้ง
ณ ตลาดการค้าศิษย์สายนอก สำนักหมึกวารี
ข่าวลือในยุทธภพนั้นแพร่สะพัดไวยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง โดยเฉพาะข่าวลือที่เกี่ยวข้องกับเงินทองและเรื่องราวพิสดาร
เพียงไม่กี่วันหลังจากเหตุการณ์ในจวนตระกูลเฟิง ชื่อของ อาเจีย ก็กลายเป็นหัวข้อสนทนาอันร้อนแรงที่สุดในโรงน้ำชาและตลาดศิษย์สายนอก ไม่ใช่ในฐานะยอดฝีมือผู้เก่งกาจ แต่ในฐานะ...
"เฮ้ย! เจ้าได้ยินไหม? เรื่อง 'ภูตพิทักษ์หน้าเลือด' น่ะ?" ศิษย์สายนอกคนหนึ่งกระซิบกระซาบกับเพื่อน
"ได้ยินสิ! เขาว่ากันว่า มันเป็นศิษย์สายนอกที่เลี้ยง 'ปีศาจหิน' ไว้ใช้งาน แถมยังหน้าเลือดสุดๆ! ใครมีปัญหาอะไรจ้างมันได้หมด ทั้งตามหาของหาย ปราบสัตว์อสูร หรือแม้แต่คุ้มกัน... แต่มันคิดราคาขูดรีดชนิดที่ว่าต้องขายกางเกงในจ่าย!"
"แต่ข้าได้ยินมาว่า ฝีมือมันของจริงนะ... ขนาดนักฆ่าระดับ 'เงาโลหิต' ยังโดนมันหลอกจนหมดตัว แถมยังโดนแมงมุมปีศาจของมันกัดจนเดี้ยง!"
อาเจียเดินผ่านวงสนทนานั้นมาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม (แบบฝืนๆ)
'ภูตพิทักษ์หน้าเลือด... ฉายาบ้าบออะไรกัน! ข้าแค่ทำมาหากินสุจริต(แกมโกง)เท่านั้นเอง!'
แต่ถึงจะบ่น ในใจเขากลับเบิกบานยิ่งนัก เพราะฉายานี้ดึงดูด 'ลูกค้า' เข้ามาหาเขาไม่ขาดสาย
"ศิษย์พี่อาเจีย! ช่วยข้าด้วย! แมววิญญาณของข้าหายไปในป่าหลังเขา ข้าจ่ายท่านห้าสิบตำลึงเงิน!"
"ศิษย์พี่! ข้าถูกศิษย์พรรคกระบี่รังแก ท่านช่วยไป 'สั่งสอน' พวกมันหน่อยได้ไหม? ข้าให้หนึ่งตำลึงทอง!"
อาเจียนั่งอยู่บนแคร่ไม้ไผ่หน้าร้านขายยันต์ (ที่เขาเพิ่งมาเซ้งที่ต่อเพื่อเปิดเป็นสำนักงานชั่วคราว) มือข้างหนึ่งดีดลูกคิด แกรก แกรก อย่างชำนาญ อีกข้างจดบันทึกยิกๆ
"ใจเย็นๆ เข้าคิวมา! เรื่องแมวห้าสิบตำลึง... แพงไปหน่อยสำหรับงานวิ่งไล่จับ ลดให้เหลือสี่สิบ แต่ข้าขอขนแมววิญญาณครึ่งหนึ่งเป็นค่าตอบแทนเสริม!"
"ส่วนเรื่องตบตีชาวบ้าน... ข้าไม่รับงานใช้ความรุนแรง! ...เว้นแต่เจ้าจะเพิ่มให้เป็นสามตำลึงทอง แล้วข้าจะไป 'เจรจา' ให้!"
เจ้าถุงเงิน นอนผึ่งพุงอยู่บนกองเหรียญที่ลูกค้าเอามามัดจำ มันดูมีความสุขยิ่งกว่าเจ้าของเสียอีก ส่วน เจ้าสัว (ในร่างหุ่นหินพอกโคลน) ยืนนิ่งเป็นยามเฝ้าหน้าร้าน แผ่รังสีอำมหิตจนไม่มีใครกล้าเบี้ยวเงิน
ทว่า ความโด่งดังย่อมมาพร้อมกับความหมั่นไส้
"หลีกทาง!"
เสียงตะโกนหยาบคายดังขึ้น พร้อมกับร่างของศิษย์สายในกลุ่มหนึ่งเดินแหวกฝูงชนเข้ามา นำทีมโดยชายหนุ่มร่างยักษ์ที่สะพายดาบใหญ่ไว้กลางหลัง
จางหู่ ศิษย์สายในลำดับท้ายๆ ผู้มีนิสัยอันธพาล เขาจ้องมองอาเจียด้วยสายตาดูถูกเหยียดหยาม
"นี่น่ะรึ? 'ภูตพิทักษ์' ที่พวกเจ้าลือกัน? ดูยังไงก็แค่พ่อค้าหน้าเลือดที่อาศัยของวิเศษหากิน!"
จางหู่กระแทกเท้าเดินมาหยุดตรงหน้าอาเจีย แล้วถ่มน้ำลายลงพื้น ถุย!
"เฮ้ย! ไอ้หนู... ได้ข่าวว่าเจ้าแย่งลูกค้าข้าไปหมด ข้าเคยรับจ้างคุ้มกันศิษย์สายนอก แต่พอเจ้าโผล่มา งานข้าหดหาย... จะรับผิดชอบยังไง?"
อาเจียหยุดมือที่ดีดลูกคิด ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมอง
"อ้าว... ศิษย์พี่จาง... การค้าเสรีนะขอรับ ลูกค้าเขาเลือก 'คุณภาพ' มากกว่า 'ขนาดตัว' นี่นา... ข้าจะไปบังคับเขาได้ยังไง?"
"ปากดี!" จางหู่คำราม ง้างหมัดลุ่นๆ หมายจะสั่งสอน
วูบ!
ยังไม่ทันที่หมัดจะถึงตัวอาเจีย เงาทะมึนขนาดใหญ่ก็ก้าวเข้ามาขวาง
เจ้าสัว ขยับตัวเพียงก้าวเดียว แต่แรงกดดันที่แผ่ออกมาจากร่างหินนั้นหนักหน่วงจนจางหู่ชะงัก
"จะเล่นกับ 'ลูกน้อง' ข้าหรือขอรับ?" อาเจียยิ้มเย็น "ค่ารักษาพยาบาลในสำนักช่วงนี้แพงนะ... คิดดีๆ"
จางหู่กัดฟันกรอด เขาสัมผัสได้ถึงอันตรายจากหุ่นเชิดตัวนี้ แตศักดิ์ศรีมันค้ำคอ
"ฝากไว้ก่อนเถอะ! ได้ข่าวว่าเจ้าจะลงสอบคัดเลือกหอคัมภีร์ชั้นในด้วยใช่ไหม? ...ในสนามสอบ ข้าจะทุบเจ้าและหุ่นกระป๋องนี่ให้แหลกคามือ!"
จางหู่สะบัดหน้าเดินจากไปพร้อมพรรคพวก ทิ้งให้อาเจียมองตามด้วยสายตาเบื่อหน่าย
"เฮ้อ... ลูกค้าหายหมด" อาเจียบ่นอุบ "มู่เฉิน... ดูท่าการสอบครั้งนี้คงไม่ได้มีแค่ข้อสอบข้อเขียนซะแล้วสิ"