จักรพรรดิเพลิงทะยานสวรรค์

    ตอนที่ 41 ข้ายังไม่รับอาจารย์ตอนนี้น่ะขอรับ

    ในยามนี้ทั้งท้องฟ้าและพื้นที่โดยรอบราวกับถูกย้อมด้วยแสงสีเหลืองทองจนแทบจะไม่สามารถมองเห็นสิ่งใดได้อย่างแจ่มชัด เสียงของเสวี่ยอวี๋ก็ร้องดังขึ้นในโสตประสาทของฉินหยางด้วยความแตกตื่นในทันที


    "ไม่ดีแล้ว นี่มันจะเป็นการเปิดเผยความสามารถของเจ้ามากเกินไป รีบระงับพลังเร็วเข้า"


    "เจ้าวางใจ นี่เป็นความตั้งใจของข้าเอง"


    ฉินหยางที่ได้ยินเสียงรนรานของเสวี่ยอวี๋ก็ส่งกระแสเสียงตอบกลับอย่างยิ้ม ๆ เพื่อคล้ายความตื่นตระหนกของเสวี่ยอวี๋ลง


    "ความตั้งใจของเจ้า? หมายความว่าเช่นไร"


    เสวี่ยอวี๋ส่งกระแสเสียงถากลับด้วยความไม่เข้าใจ ในระหว่างที่ทั้งสองกำลังสนทนากันผ่านกระแสเสียงในตอนนั้นเอง


    ศิลาอัคคีก็ยังคงเปล่งแสงสีเหลืองทองออกมาอย่างเจิดจ้า แต่ไม่นานนักก็เกิดเรื่องราวที่ทำให้ชายชรานามเฉินเทียนต้องตื่นตะลึงอีกครั้ง


    แสงสว่างสีเหลืองทองที่สาดแสงออกมาเริ่มกระพริบวาบก่อนที่สีของแสงสว่างที่ศิลาอัคคีเปล่งออกมาเหมือนจะเริ่มแปรเปลี่ยนไปอีกครั้ง


    ชายชรานามเฉินเทียนที่ลุกขึ้นจากที่นั่งจ้องมองเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยแววตาตื่นตกใจเมื่อสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของศิลาอัคคีอีกครั้งหัวใจของเขาก็เต้นระรัวขึ้นอย่างหนัก


    "นี่หรือว่าเขาจะเป็นผู้ที่มีพรสวรรค์ระดับราชางั้นรึ? เรื่องแบบนั้นมัน...."


    ชายชรากล่าวพึมพำขึ้นเมื่อเริ่มสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับก้อนศิลาบนเวทีประลอง


    ในอีกมุมภายในหมู่ฝูงชนข้างล่างเวทีที่ต่างก็หลับตาเพราะแสงสว่างที่เจิดจ้ามีชายชราอีกคนที่ผมพันกันยุ่งเหยิงและสวมเสื้อผ้าขาด ๆ กำลังยืนจ้องมองเห็นการที่เกิดขึ้นด้วยดวงตาที่เบิกโพรงไม่ต่างกัน ซึ่งเขาก็คือขอทานชราสติไม่ดี ที่วางขายสมุนไพรเหี่ยว ๆ ข้างทางที่ฉินหยางซื้อสมุนไพรมาก่อนหน้านี้


    "เด็กคนนี้...หรือว่าเขาจะเป็น..."


    จู่ ๆ ขอทานชราพึมพำประโยคที่มีแต่เขาที่เข้าใจออกมาเสียงเบา สายตาของเขายังคงจ้องมองฉินหยางที่ยืนอยู่บนเวทีอย่างไม่วางตา


    ส่วนฉินหยางในตอนนี้มุมปากเขาเผยรอยยิ้มขึ้นมาจาง ๆ ก่อนจะโคจรลมปราณระงับพลังของเขาเอาไว้ทำให้แสงสว่างสีเหลืองทองที่กำลังจะแปรเปลี่ยนไปกลับมาเป็นปกติดังเดิม


    ชายชรานามเฉินเทียนและขอทานชราที่น่าจะเป็นเพียงสองคนที่มองเห็นสถานการณ์ตรงหน้าได้ชัดเจนที่สุด เมื่อเห็นว่าแสงสีเหลืองทองที่กำลังจะแปรเปลี่ยนไปได้กลับมาเป็นปกติก็ผ่อนลมหายใจออกมาด้วยความโล่งอก แต่สายตาที่ดูตื่นตกใจของพวกเขาก็ยังคงไม่จางหายไปแต่อย่างใด


    ยังโชคดีที่ฉินหยางโคจรพลังปราณระงับพลังของเขาเอาไว้ได้ก่อน เพราะไม่เช่นนั้นระดับพรสวรรค์ของเขาคงจะพุ่งไปจนถึงระดับที่เหนือกว่านี้อีกก็เป็นได้


    แต่หามีใครรู้ไม่ว่า..พรสวรรค์ที่ฉินหยางครอบครองอยู่นั้นไม่ใช่สิ่งที่ก้อนศิลาเช่นนี้จะสามารถวัดได้ เพราะว่าฉินหยางนั้นเป็นตัวตนที่เกิดมาเพื่อท้าทายสวรรค์และอยู่เหนือเหล่าผู้คนทั้งมวล


    หลังจากที่ฉินหยางระงับพลังปราณของเขาเอาไว้แล้วเขาก็ค่อย ๆ ดึงมือออกจากก้อนศิลาอย่างช้า ๆ ทันใดนั้นแสงสว่างสีเหลืองทองที่เคยสาดแสงสีทองเจิดจ้าก็ค่อย ๆ หรี่แสงลงและดับหายไปในที่สุด


    บรรยากาศโดยรอบกลายเป็นเงียบสงัด ไม่มีผู้ใดเอ่ยออกมาแต่คำเดียว ได้ยินเพียงเสียงลมหายใจของผู้คนที่ต่างกำลังตกตะลึงกับภาพเหตุการณ์ก่อนหน้าเท่านั้น


    ฉินหยางแสร้งหันหน้ามองใบหน้าตกตะลึงของผู้คนพร้อมทั้งปั้นสีหน้าเป็นตื่นตกใจแล้วพูดขึ้นว่า...


    "ผู้อาวุโสเอ่อ..นี่มันเกิดอะไรขึ้น? ข้าทำสิ่งใดผิดไปงั้นรึ?"


    ฉินหยางหันไปกล่าวถามกับชายวัยกลางคนที่สวมชุดเทาด้วยสีหน้างุนงงและแตกตื่นในเวลาเดียวกัน ชายวัยกลางคนกลับยังคงเหม่อลอยกับเหตุการณ์ก่อนหน้าไม่ได้ยอนสิ้งที่ฉินหยางเอ่ยถามและยังคงไม่ได้สติกลับคืนมา 


    "อะแฮ่มม ผู้อาวุโสคือว่า.."


    ฉินหยางแสร้งทำเป็นกระแอมไออีกครั้ง จนในที่สุดชายวัยกลางคนก็รู้สึกตัวตื่นขึ้นจากภวังค์พลางจ้องมองไปยังใบหน้าของฉินหยางอย่างไม่อยากจะเชื่อในสายตาตนเอง


    "ผู้อาวุโส สรุปว่าข้ามีพรสวรรค์ระดับใดงั้นรึ? "


    ฉินหยางแสร้งกล่าวถามด้วยท่าทีไม่มั่นใจในตัวเอง


    ชายวัยกลางคนได้ยินคำถามของฉินหยางก็รวบรวมสติด้วยการหายใจเข้าไปเฮือกใหญ่ก่อนจะกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักว่า


    "พะ...พรสวรรค์ระดับตำนาน....ผ่าน!!!"


    คำพูดของชายวัยกลางสะท้อนดังก้องไปมาในหูของทุกคนและได้ยินกันอย่างแจ่มชัด แต่หลังจากนั้นบรรยากาศโดยรอบที่คาดว่าจะอื้ออึงไปด้วยเสียงผู้คนกลับเงียบสงัดจนได้ยินแม้แต่เสียงเข็มหล่น


    "ระดับตำนาน? มันคือสิ่งใดกัน ไม่ใช่ว่ามีเพียงระดับ 1-9 เช่นนั้นหรอกรึ?"


    หลินลู่เฟยที่ยืนอยู่บนเวทีด้วยสีหน้าตกตะลึงไม่ต่างจากคนอื่น ๆ กล่าวถามทำลายความเงียบลงด้วยสีหน้าไม่ค่อยอยากยอมรับ


    ผู้คนที่ได้ยินคำถามที่หลินลู่เฟยถามต่างก็พยักหน้าเห็นด้วยก่อนจะเกิดเสียงซุบซิบกันเสียงดังระงมในเวลาต่อมา


    "เงียบ!!!"


    เสียงของชายชรานามเจียงเฉินกล่าวขึ้นเสียงเรียบแต่เสียงของเขากลับดังก้องจนผู้คนที่พูดคุยซุบซิบกันต่างต้องเอามืออุดหูด้วยความเจ็บปวด


    "เรื่องนี้ข้าจะเป็นคนอธิบายให้พวกเจ้าฟังเอง"


    ชายชรายืนหลังตรงเอามือไขว้หลังพลางกล่าวขึ้นจากที่นั่งพิเศษที่ตนอยู่และพูดขึ้นว่า


    "ความจริงแล้วศิลาอัคคีนั้นสามารถวัดระดับพรสวรรค์ของผู้ที่ใช้ปราณอัคคีได้ทั้งหมด 12 ระดับ หาใช้ 9 ระดับอย่างที่พวกเจ้าทราบไปก่อนหน้านี้ แต่เรื่องนั้นก็เป็นความผิดของทางเราเแงที่ไม่คิดจะกล่าวอธิบายให้ละเอียด แต่พวกเจ้าคงทราบกันดีว่าระดับพรสวรรค์ที่ 1-9 ศิลาจะเรืองแสงสีแดงออกมาในระดับความสว่างที่แตกต่างกัน แต่นอกเหนือจาก 9ระดับนั้นแล้วยังมีระดับที่เหนือขึ้นไปกว่านั้นอีก 3 ระดับคือ ระดับตำนาน ระดับราชาและระดับจักรพรรดิ"


    พูดถึงตรงนี้ชายชราก็เงียบไปสักพักก่อนจะเปิดฉากพูดต่ออีกว่า


    "ซึ่งระดับเหล่านี้จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะเป็นการบ่งบอกว่าเจ้ามีขีดความสามารถที่จะเป็นผู้วิเศษที่จะก้าวขึ้นไปถึงระดับใด โดยแสงสีทองที่ปรากฏขึ้นมาก่อนหน้านี้ถูกเรียกว่าระดับตำนาน ซึ่งเป็นผู้ที่มีพรสวรรค์ที่หาได้ยากยิ่ง แม้ในดินแดนที่แข็งแกร่งระดับต้น ๆ เองก็ตาม


    ชายชรากล่าวพลางปรายตามองไปยังฉินหยางด้วยสายตาชื่นชมและสนใจ


    แต่หลังจากที่ผู้คนโดยรอบได้ยินว่าพรสวรรค์ระดับตำนานนั้นยิ่งใหญ่เพียงใดต่างก็ระเบิดเสียงฮือฮาออกมากันระงมพลางใช้สายตาทั้งอิจฉา ตกตะลึง ไม่อยากจะเชื่อและชื่นชมมองไปยังฉินหยางที่ยืนอยู่บนเวทีกันเป็นตาเดียว


    ฉินหยางเองก็แสร้งทำเป็นตกตะลึงและไม่อยากจะเชื่อแต่ความจริงแล้วเรื่องราวทั้งหมดนี้กลับเป็นแผนการณ์ที่เขาวางแผนไว้ตั้งแต่แรก


    "นี่เป็นแผนของเจ้างั้นสินะ"


    เสวี่ยอวี๋ที่อยู่ในไข่มุกจิตวิญญาณก็เหมือนจะมองออกเลยเอ่ยถาขึ้นด้วยน้ำเสียงแฝงความชื่นชมเล็กน้อย


    "ถูกต้องนี่เป็นแผนการณ์ของข้าเอง..มารอดูกันเถอะว่าเหยื่อจะติดกับหรือไม่"


    ฉินหยางแสยะยิ้มด้วยความพึ่งพอใจออกมาพลางกล่าวกับเสวี่ยอวี๋


    "เจ้ามีแผนการณ์อันใด บอกข้ามาเดี๋ยวนี้"


    แต่ไม่ทันที่เสี่ยอวี๋จะพูดจบ


    เสียงของชายชราก็ดังขึ้นพูดกับฉินหยางว่า


    "เด็กน้อยเจ้ามีชื่อว่าอะไร..."


    ชายชรากล่าวถามด้วยรอยยิ้มแต่สายตาของเขาบ่งบอกถึงความตื่นเต้นที่ส่งผ่านออกมาอย่างปิดไม่มิด


    "เหยื่อติดกับแล้ว.."


    ฉินหยางแสยะยิ้มในใจเมื่อที่ได้ยินเสียงของชายชรา แต่เขาก็ปั่นหน้าทำเป็นตื่นตกใจและตอบกลับเสียงติด ๆ ขัด ๆ ราวกับกำลังมีท่าทีหวาดกลัวเล็กน้อยว่า


    "ผะ...ผู้น้อยมีนามว่าฉินหยางขอรับ"


    ชายชราเห็นท่าทีหวาดกลัวของฉินหยางก็หัวเราะออกมาเบา ๆ เขาจ้องมองไปยังฉินหยางด้วยปววตาตื่นเต้นดีใจก่อนจะเอ่ยออกมาตรง ๆ ว่า


    "เจ้าสนใจจะมาเป็นศิษย์ของข้าหรือไม่?"


    คำพูดดังกล่าวของชายชรายิ่งทำให้บรรยากาศที่เงียบสงัดกลายเป็นเงียบสงัดมากกว่าเดิม ทุกคนในที่นี้ต่างมีสีหน้าตื่นตกใจและไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ตนได้ยิน ไม่เว้นแม้แต่มู่หลงเสวี่ยนและเจียงเฉินที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ชายชราเองก็มีสีหน้าไม่อยากจะเชื่อเช่นเดียวกัน


    "เอ่ออ..ผู้อาวุโสคือว่า..."


    ฉินหยางมีท่าทีตะกุกตะกักเหมือนจะกล่าวบางอย่างแต่ก็ไม่กล่าวออกมา


    "ทำไมเจ้ามีอะไรงั้นรึ?"


    ชายชราเห็นท่าทีแปลก ๆ ของฉินหยางจึงเอ่ยถามขึ้นด้วยความไม่สบอารมณ์เล็กน้อย เพราะหากเป็นผู้อื่นที่ได้ยินว่าตนจะรับเป็นศิษย์คนผู้นั้นต้องวิ่งคลานเข่าเข้ามาโขกศีรษะคาราวะเขาเป็นอาจารย์ไปตั้งนานแล้ว 


    "เอ่อ..คือว่า..ข้ายังไม่รับอาจารย์ในตอนนี้น่ะขอรับ"


    คำตอบของฉินหยางเป็นดั่งคลื่นยักษ์ที่สาดซัดเข้าไปในใจผู้คนอย่างบ้าคลั่งและบางคนแทบจะกรีดร้องออกมาในความโง่เขลาของเขาและอยากจะกระโจนขึ้นไปตบตีเขาให้ตายบนเวทีในทันที


    ชายชราเองเมื่อได้ยินดังนั้นก็ราวกับโดนมือใหญ่หน้าอย่างจัง ใบหน้าที่เคยยิ้มแย้มเมื่อก่อนหน้ากลายมืดทะมึนขึ้นมาในทันที....




    คล้ายกับเรื่องจักรพรรดิเพลิงทะยานสวรรค์ ที่คุณอ่าน