บทที่ 9 ไม่รู้จะพูดอะไร
“จื่อเซวียน เธอรู้ไหม ต่อให้เป็ตระกูลถังแห่งเซ่าโจว ก็ยังไม่กล้าตอแยกับเถ่าแก่หงง่าย ๆ นับประสาอะไรกับพวกเราที่เป็แค่ตระกูลชั้นสาม” โอวหยางรุ่ยยิ้มขมขื่น
ใบหน้าของเจิ้งจื่อเซวียนเปลี่ยนสีไป แสดงสีหน้าไม่อยากเชื่อ “ขนาดตระกูลถังยังไม่กล้ายุ่งเหรอ เป็ไปได้ยังไง?”
“วันนี้เื่คงไม่จบลงง่าย ๆ แน่” โอวหยางรุ่ยถอนหายใจ
เจิ้งจื่อเซวียนรู้ดีถึงความร้ายแรง แต่เธอไม่เชื่อว่าหยวนเทาหงจะกล้าท้าทายกฎหมาย จึงเอ่ยขึ้นว่า “ปล่อยพวกเขาทุกคนไปซะ ไม่อย่างนั้นฉันจะแจ้งตำรวจ”
สิ้นคำพูดนั้น โอวหยางรุ่ยก็สบถในใจว่าแย่แล้ว
เขารู้ดีว่าเจิ้งจื่อเซวียนกำลังคิดอะไรอยู่
แต่คนพวกนี้เป็ถึงลูกน้องของหยวนเทาหง ด้วยอิทธิพลของพวกเขา ต่อให้เป็ตำรวจก็อาจจะไม่กล้าเข้ามายุ่ง
“นี่เธอกำลังขู่เหรอ?” หวังหลงฉีกยิ้มกว้าง แววตาเป็ประกายด้วยอันตราย
เจิ้งจื่อเซวียนสบตากับหวังหลงโดยไม่หวั่นเกรงแม้แต่น้อย "คุณจะมองว่านี่คือการขู่หรือการเตือนก็ได้ สังคมนี้มันมีกฎหมายและระเบียบวินัยนะ"
"กฎหมาย?" หวังหลงหัวเราะเยาะทันที "อยากจะหัวเราะให้ฟันร่วง? ไม่รู้เหรอว่ากฎหมายน่ะ มีไว้รับใช้ผู้มีอำนาจอย่างพวกเรา?"
ใบหน้าอันงดงามของเจิ้งจื่อเซวียนเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย เธอคิดว่าอีกฝ่ายคงจะเกรงกลัวกฎหมายบ้าง แต่ที่ไหนได้เขากลับไม่สะทกสะท้านเลยสักนิด
หวังหลงแสยะยิ้ม “พวกแก ไปลากนังหนูนี่ไปที่โรงแรม เดี๋ยวฉันจะสั่งสอนให้รู้เองว่า ไม่ใช่ใครก็ได้ที่เธอจะมาขู่ได้แบบนี้”
“พี่ใหญ่ เธอยังไม่รู้ความ ผมขอโทษแทนเธอด้วย...”
โอวหยางรุ่ยพูดยังไม่ทันจบ หวังหลงก็ตัดบทเขาขึ้นมาทันทีว่า "ไสหัวไป ไม่อย่างนั้นแกก็นอนเป็ศพอยู่ที่นี่แหละ"
เมื่อได้ยินดังนั้น สีหน้าของโอวหยางรุ่ยเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด เขากำลังคิดอยู่ว่าจะพาเจิ้งจื่อเซวียนหนีออกไปด้วยกำลังดีหรือไม่
เขาได้ตัดสินใจไว้แล้วว่าเจิ้งจื่อเซวียนคือสมบัติของตน ต้องไม่ให้ใครแตะต้องได้แม้แต่นิดเดียว
แต่ถ้าหากทำให้ลูกน้องของหยวนเทาหงไม่พอใจเพราะเื่นี้ ก็คงไม่คุ้มแน่
ขณะที่เขากำลังลังเลอยู่นั้น หวังหลงก็พูดขึ้นว่า “เฮ้ย! ไปเอาตัวนังนั่นมา คืนนี้ฉันจะสอนมันเองว่าการเป็ผู้หญิงน่ะเขาทำกันยังไง”
เสียงพูดยังไม่ทันขาด ชายร่างใหญ่หลายคนก็พุ่งตัวเข้าหาเจิ้งจื่อเซวียนในทันที
แต่เธอหาได้กลัวไม่ หากอีกฝ่ายกล้าทำอะไรกับตัวเธอจริง ๆ เธอยอมตายดีกว่าที่จะก้มหัวยอมแพ้
“ห้ามแตะต้องเธอ ส่วนคนอื่นก็… ตามสบาย”
ในขณะนั้นเอง เงาจากร่างหนึ่งก็ค่อย ๆ เดินออกมาจากตรอก
เมื่อเห็นว่าคนที่เดินมาคือเฉินอวี่ เจิ้งจื่อเซวียนก็รู้สึกผิดขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
"นายรอฉันอยู่ทั้งคืนเลยเหรอ?" เจิ้งจื่อเซวียนกล่าวด้วยความรู้สึกผิด
เมื่อเห็นหน้าผู้มาใหม่ หวังหลงก็ยิ้มอย่างนึกสนุก “ไอ้หนู แกเป็ใคร มีสิทธิ์อะไรมาพูดแบบนี้กับข้า?”
“ก็เป็คนที่นายไม่มีปัญญาทำอะไรได้ เหตุผลนี้พอไหม?” เฉินอวี่เอ่ยอย่างเรียบเฉย
เมื่อคำพูดจบลง ทุกคนก็ส่งเสียงฮือฮา
ทุกคนมองเฉินอวี่ด้วยสายตาเหมือนมองคนปัญญาอ่อน
นั่นมันคือลูกน้องของหยวนเทาหงนะ!
แม้แต่โอวหยางรุ่ยและหลิวเยี่ยนหลงยังไม่กล้าแม้แต่จะผายลม
มันเป็ใครกัน ถึงได้วางอำนาจบาตรใหญ่แบบนี้?
แววตาของหวังหลงวาวโรจน์ด้วยความอำมหิต "ปัญญาทำอะไรได้?"
"ถ้าเทียบกับขี้แพ้สองคนนั้น เอ็งกล้ากว่าเยอะเลย"
“เห็นแก่ความกล้าของเอ็ง ทิ้งแขนซ้ายไว้ข้างหนึ่ง แล้วไสหัวไปซะ!”
คำพูดยังไม่ทันสิ้นเสียง บรรดาชายร่างใหญ่ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ หวังหลงก็เดินตรงเข้าหาเฉินอวี่ทันที
“เฉินอวี่! นายจะอวดดีไปถึงไหน? อยากตายนักหรือไง รีบหนีไปเร็วเข้า!” เจิ้งจื่อเซวียนรีบร้องบอก
“ไอ้หนู โทษฐานที่แกปากดีเกินไป คราวหน้าจำไว้ล่ะว่าต้องหัดลืมตาดูโลกซะบ้าง อย่าริอาจไปหาเื่คนที่ไม่ควรหาเื่”
ชายร่างใหญ่พูดจบ ก็พุ่งตรงเข้าหาเฉินอวี่อย่างดุดัน
ทว่า ใบหน้าของเฉินอวี่ยังคงเรียบเฉย ไม่มีความหวั่นไหวแม้แต่น้อย “ทำไมถึงต้องรนหาที่ตายกันนักนะ?”
พูดจบ เฉินอวี่ก็ลงมือ
ปัก! ปัก! ปัก!
เพียงแค่ไม่กี่ท่วงท่า ชายร่างใหญ่หลายคนก็ล้มลงกองอยู่กับพื้นราวกับสุนัข
ชั่วพริบตา ทุกคนในที่นั้นถึงกับช็อก
สายตาที่ไม่อยากจะเชื่อทุกคู่ต่างจับจ้องไปที่เฉินอวี่
“นี่ใช่เฉินอวี่จริง ๆ เหรอ?” เจิ้งจื่อเซวียนยืนอึ้ง ทำอะไรไม่ถูก
"ยืนงงอยู่ทำไม ไปได้แล้ว อยากให้ลุงเฉินเป็ห่วงหรือไง?" เฉินอวี่พูดอย่างเฉยเมย
“แล้วนายล่ะ?” เจิ้งจื่อเซวียนถามด้วยความกังวล
เมื่อเห็นเจิ้งจื่อเซวียนแสดงความเป็ห่วงเฉินอวี่ โอวหยางรุ่ยก็รู้สึกอิจฉาตาร้อนขึ้นมาทันที
"พวกนั้นยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของฉันหรอก" เฉินอวี่พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ราวกับว่ามันเป็เพียงเื่เล็กน้อยที่ไม่สำคัญอะไรเลย
“นายจะบ้าเหรอ? ต่อให้นายสู้เก่งแค่ไหน นายจะสู้คนเยอะขนาดนี้ได้ยังไง? ต่อให้นายมีความกล้า แต่นายรู้ไหมว่านายกำลังเผชิญหน้ากับอะไรอยู่?” เจิ้งจื่อเซวียนส่ายหัวและถอนหายใจ เธอรู้สึกทั้งผิดหวังและจนใจกับการกระทำของเฉินอวี่
เธอรู้ดีว่าสถานการณ์ในตอนนี้วิกฤตแค่ไหน
การที่เฉินอวี่ออกมารับหน้าแทน จะมีประโยชน์อะไร
ก็แค่ยื้อเวลาออกไปเท่านั้น
ท้ายที่สุดแล้ว ผลลัพธ์ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้อยู่ดี
การที่เฉินอวี่เสนอหน้าออกมามันจะมีประโยชน์อะไร?
หวังหลงเริ่มเครียด “ที่แท้ก็พวกมีวิชางั้นเหรอ แต่อย่าคิดว่าจะมาซ่าได้ตามใจชอบนะ ข้าไม่เชื่อหรอกว่าเอ็งคนเดี๋ยวจะสู้ลูกน้องข้าทั้งฝูงได้... พวกเอ็ง ลุย!”
ชายกว่ายี่สิบคนพร้อมกันหยิบกระบองเหล็กออกมา แล้วพุ่งเข้าหาเฉินอวี่
“เฉินอวี่ หนีไป!” เจิ้งจื่อเซวียนะโลั่น
เฉินอวี่ไม่ได้แสดงปฏิกิริยาใด ๆ สายตากวาดมองไปยังทุกคน แล้วกล่าวออกมาเพียงสี่คำ "รนหาที่ตาย"
สิ้นคำ ร่างของเฉินอวี่ก็กลายเป็เงาพุ่งเข้าใส่ฝูงชน
ปัก ปัก ปัก...
เพียงพริบตาเดียว คนยี่สิบกว่าคนที่ดูนักเลงโตเมื่อกี้ ลงไปนอนร้องโอดครวญอยู่บนพื้นกันหมด
คราวนี้ สายตาที่ทุกคนมองเฉินอวี่ก็เปลี่ยนไปอีกรอบ
ทุกคนล้วนมองเขาเหมือนตัวประหลาด
โดยเฉพาะโอวหยางรุ่ยที่ถึงกับหน้ากระตุก เขาพึมพำออกมาว่า “ขนาดเป็ฉัน เจอคนยี่สิบคนรุมแบบนี้ยังเอาตัวไม่รอดเลย”
“นี่น่ะเหรอที่นายมั่นใจนักหนา? สู้เก่งแล้วไงล่ะ? ฝั่งนั้นเขามีพวกพ้องตั้งมากมาย” เจิ้งจื่อเซวียนส่ายหน้าถอนหายใจอย่างระอา
หวังหลงเริ่มหน้าถอดสี "ดูเหมือนข้าจะประเมินเอ็งต่ำเกินไป"
"พี่ จะทำยังไงดีพี่?" หวังหู่ยืนอยู่ข้าง ๆ พูดด้วยความหวาดหวั่น
“ไม่รู้เว้ย! ดูท่าทีไปก่อน!” หวังหลงกล่าวอย่างหัวเสีย เขาคิดไม่ถึงว่าเฉินอวี่จะเก่งขนาดนี้
เดิมทีนึกว่าเฉินอวี่จะโดนซ้อมจนพิการ ที่ไหนได้ แค่ไม่กี่นาที ลูกน้องยี่สิบกว่าคนร่วงหมด
ทุกคนในที่นั้นต่างตกตะลึงจนไม่อยากจะเชื่อ
เจิ้งจื่อเซวียนรู้สึกราวกับกำลังฝันอยู่
เธอแอบหยิกต้นขาตัวเองอย่างแรง ความเ็ปที่รุนแรงทำให้เธอรู้ว่านี่ไม่ใช่ความฝัน
‘นี่คือเหตุผลที่ทำให้นายกล้าเมินทุกคนงั้นเหรอ? แต่มันจะมีประโยชน์อะไรล่ะ?’
‘สังคมสมัยนี้เขาไม่ได้ใช้กำลังตัดสินกัน แต่เขาใช้เส้นสายและการวางตัว ต่อให้นายสู้เก่งแค่ไหน เจออาวุธสมัยใหม่เข้าไป นายก็จบอยู่ดี’ เจิ้งจื่อเซวียนคิดในใจพลางส่ายหัวอย่างเงียบ ๆ
จงมู่หย่าหันไปเห็นหลิวเยี่ยนหลงที่หน้าซีดเผือดจนสลบเพราะความเ็ป
สายตาของเธอก็หันไปจ้องเฉินอวี่ที่ยืนเด่นเป็สง่าอยู่เพียงผู้เดียว
ความโกรธพุ่งปรี๊ดขึ้นมาทันที
ถ้าเมื่อกี้เฉินอวี่รีบช่วย หลิวเยี่ยนหลงก็คงไม่ต้องแขนหัก!
เฉินอวี่กวาดสายตามาที่เจิ้งจื่อเซวียนแล้วขมวดคิ้ว “ทำไมยังไม่ไปอีก?”
"นายรอฉันอยู่ทั้งคืนเลยเหรอ?" เจิ้งจื่อเซวียนถามขึ้นมา
"ฉันสัญญากับลุงเฉิงไว้แล้วว่าจะส่งเธอกลับบ้าน ฉันจะไม่ผิดคำพูดของตัวเองเด็ดขาด" เฉินอวี่พูดด้วยน้ำเสียงเ็า
"แค่นั้นเองเหรอ?" ในใจของเจิ้งจื่อเซวียนรู้สึกผิดหวังอยู่บ้าง
“นายก็เก่งขนาดนี้ ทำไมเมื่อกี้ไม่ยอมช่วย!”
“ถ้านายรีบลงมือ เยี่ยนหลงก็คงไม่ต้องแขนหัก!”
“ทั้งหมดมันเป็ความผิดของนาย นายต้องรับผิดชอบ!”
จงมู่หย่าพุ่งไปชี้หน้าด่าเฉินอวี่ฉอด ๆ
"มู่หย่า เธอทำอะไรน่ะ?" เจิ้งจื่อเซวียนรู้สึกอึ้งจนพูดไม่ออก
แม้แต่คนอื่น ๆ ยังรู้สึกอายแทนกับตรรกะพัง ๆ ของจงมู่หย่า
หวังหลงที่ทนดูไม่ไหวแล้วจึงพูดว่า “ยัยนั่นสมองมีปัญหาหรือเปล่า? ไม่รู้จักสำนึกบุญคุณยังไม่พอยังจะไปด่าผู้มีพระคุณอีก”
มันเหมือนกับเื่ที่คนแก่เสี่ยงชีวิตช่วยเด็กจมน้ำ แต่พอเด็กตายเพราะจมน้ำนานเกินไป พ่อแม่เด็กกลับไปโทษคนแก่ ว่าช่วยช้าแล้วจะเรียกค่าเสียหาย
เพราะทนแรงกดดันไม่ไหว คนแก่จึงยอมจ่ายเงินชดเชยเพื่อจบเื่
การใช้นิทานเื่ ‘ชาวนากับงูเห่า’ มาเปรียบกับจงมู่อวี่นั้นไม่ได้เกินเลยความจริงแม้แต่น้อย
เฉินอวี่ถามกลับนิ่ง ๆ “ฉันสนิทกับเธอเหรอ?”
“เื่ที่เธอเป็คนก่อ แต่จะให้เพื่อนมารับผิดชอบแทน พอไม่ได้ดั่งใจก็มาลงที่ฉัน”
“จริง ๆ ก็แค่เธอปัดความรับผิดชอบ เพราะกลัวที่บ้านหลิวเยี่ยนหลงจะเอาเื่เธอ เธอเลยต้องหาแพะรับบาป เพื่อที่จะได้เกาะคนรวยต่อไปได้แบบไม่รู้สึกผิดใช่ไหมล่ะ?”
"ฉันพูดถูกหรือเปล่า?"
เฉินอวี่ยิ่งพูดออกมา จงมู่หย่าก็หน้าซีดลงเท่านั้น
เพราะสิ่งที่เฉินอวี่พูดนั้นถูกต้องทุกประการ
เธอกลัวว่าครอบครัวของหลิวเยี่ยนหลงจะโยนความผิดทั้งหมดมาใส่ตัวเอง
"พูดเพ้อเจ้อ!" บางทีอาจเป็เพราะความกลัวที่มากเกินไป จงมู่อวี่จึงทรุดตัวลงอย่างอ่อนแรง ล้มลงนอนกับพื้นแล้วร้องไห้โฮ
เฉินอวี่แค่นหัวเราะ มองจงมู่หย่าที่หมดสภาพอยู่แทบเท้า: “ในสายตาฉัน... เธอมันก็แค่เศษฝุ่น ไม่ได้มีค่าอะไรเลย”
ประโยคเพียงประโยคเดียวนั้น ราวกับฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้เธอไม่มีคำโต้แย้งใด ๆ เหลืออีกต่อไป
"เฉินอวี่หยุดพูดได้แล้ว" เจิ้งจื่อเซวียนขัดจังหวะไม่ให้เฉินอวี่พูดต่อไป
เฉินอวี่ก็ี้เีสนใจพวกมดตัวเล็ก ๆ พวกนี้อยู่แล้ว เขาหันมองไปที่เจิ้งจื่อเซวียนแล้วพูดว่า "ถ้าเธอกลับบ้านดึกกว่านี้ลุงเฉิงคงต้องตำหนิฉันแน่"
เฉินอวี่เอามือทั้งสองข้างสอดเข้ากระเป๋า แล้วก็เดินจากไป
เจิ้งจื่อเซวียนมองจงมู่หย่าที่ร้องไห้หนักมากแวบหนึ่ง ก่อนจะรีบตามเฉินอวี่ไป
โอวหยางรุ่ยกำหมัดแน่นทั้งสองข้าง "เดิมที่คิดว่าแกเป็แค่คนไร้ค่า ไม่คาดเลยว่าจะสู้ได้เก่งขนาดนี้ ซ่อนคมเล็บไว้ดีเหลือเกิน"
“แต่คิดว่าแค่นี้ฉันจะกลัวเหรอ?”
“โลกนี้เขาไม่ได้ใช้วิธีต่อยตีแก้ปัญหาหรอก เขาใช้ ‘อำนาจ’ เว้ย!”