สองพี่น้องเดินเข้ามาในร้านผ้าที่เคยมาซื้อผ้าเมื่อวันก่อน เมื่อเดินเข้าไปในร้านพี่สาวคนสวยที่ดูแลสองพี่น้องคราวก่อนก็ออกมาต้อนรับ
“ร้านชิงชิงยินดีต้อนรับเ้าค่ะ” หญิงสาวผู้ดูแลร้านเดินมาต้อนรับลูกค้าทั้งสอง วันนี้ทั้งคู่ใส่ชุดที่ซื้อจากร้านนางด้วย ดูซิใส่สีเดียวกันด้วย น่ารักจริงๆ
“คารวะพี่สาวเ้าค่ะ” หนิงลู่ซือ
“คารวะพี่สาวเ้าค่ะ” หนิงลี่อินทำตามพี่สาวของตนโดยไม่ต้องรอให้พี่สาวบอก
“เรียกข้าว่ามีมี่ก็ได้ คราวที่แล้วข้าลืมบอกชื่อข้าเ้าค่ะ” คราวก่อนเพราะมัวแต่ดีใจที่ตนขายของได้ยอดเยอะ ถึงแม้จะไม่ได้เยอะเท่าคนอื่นแต่นางก็พอใจแล้ว
“เ้าค่ะพี่สาวมี่ วันนี้ข้าอยากได้ผ้าฝ้ายเนื้อหยาบสีขาวแบบบาง และผ้าฝ้ายเนื้อหยาบสีขาวแบบหนา ท่านมีหรือไม่เ้าคะ”
“มีเ้าค่ะ เดี๋ยวข้าไปหยิบมาให้ท่านดูนะเ้าคะ” มีมี่เดินไปหยิบผ้าฝ้ายเนื้อหยาบมาให้ลูกค้าดู “นี่เ้าค่ะ ถ้าเป็ผ้าฝ้ายเนื้อหยาบแบบบางราคาพับละ 40 อีแปะ แต่ถ้าแบบหนาราคาจะอยู่ที่พับละ 80 อีแปะเ้าค่ะ” มีมี่แจ้งราคาผ้าแก่ลูกค้า
หนิงลู่ซือหยิบผ้าทั้งสองแบบขึ้นมาดู เอาแบบนี้ก็คงพอ “ข้าเอาผ้าฝ้ายเนื้อหยาบแบบบาง 10 พับ และเนื้อหยาบแบบหนา 5 พับเ้าค่ะ”
“เ้าค่ะ เดี๋ยวข้าไปหยิบมาให้ แล้วท่าน้าอย่างอื่นด้วยหรือไม่เ้าคะ”
“อาอินเ้าอยากได้อะไรหรือไม่” ถึงน้องสาวจะบอกว่าไม่อยากได้อะไร แต่เมื่อนางหันไปมองก็พบว่าสายตาของน้องสาวหยุดอยู่ที่ชุดสีม่วงอ่อนชุดหนึ่ง สงสัยจะเพิ่งเอามาวาง วันก่อนไม่เห็นมีชุดนี้เลย
“ไม่อยากได้เ้าค่ะ” ปากบอกว่าไม่ แต่ตายังจ้องไปทางชุดนั้นไม่วางตา
“พี่สาวมี่เ้าคะ ชุดสีม่วงชุดนั้นราคาเท่าไหร่เ้าคะ” หนิงลู่ซือตัดสินใจถามราคา จะซื้อชุดให้น้องสาวสักชุดไม่ใช่ปัญหาสำหรับนางเลย
“ถือว่าท่านมีสายตาที่ดีทีเดียวเ้าค่ะ ชุดนั้นเพิ่งจะนำมาวางขายวันนี้ ตัวชุดทำจากผ้าฝ้ายเนื้อดี ราคาของชุดนี้อยู่ที่ 500 อีแปะเ้าค่ะ” ถือว่าราคาแรงเหมือนกันนะเนี่ย แต่เนื้อผ้าดูจากสายตาก็รู้แล้วว่าดีกว่าที่ซื้อครั้งก่อนมากทีเดียว เพราะพี่สาวมี่บอกว่าใช้ผ้าฝ้ายเนื้อดีในการตัดเย็บ
“ข้าเอาชุดสีม่วงตัวนั้นด้วยเ้าค่ะพี่สาวมี่ แล้วก็เอาผ้าผูกผมสีเดียวกันกับชุด 2 เส้นเ้าค่ะ”
“พี่ใหญ่ข้าไม่เอาเ้าค่ะ ชุดที่ซื้อไปข้ายังใส่ไม่ครบเลยนะเ้าค่ะ” หนิงลี่อินบอกพี่สาว
“เ้าไม่อยากได้ แต่พี่ใหญ่อยากซื้อให้เ้า” หนิงลู่ซือยกมือขึ้นลูบหัวน้องสาวด้วยความเอ็นดู “ถือว่าพี่ใหญ่ซื้อเป็รางวัลให้เ้า ที่วันนี้ช่วยพี่ใหญ่ขายของ”
“ขอบคุณเ้าค่ะพี่ใหญ่” เด็กน้อยยิ้มแก้มแทบปริ นางได้ชุดสวยๆ เพิ่มอีกหนึ่งชุดแล้ว ต่อไปนางจะช่วยพี่ใหญ่ทำงานให้สุดความสามารถเลย!
“พี่สาวมี่ข้าเอาชุดสีม่วงสำหรับอาอิน 1 ชุด ผ้าผูกผม 2 เส้น และผ้าฝ้ายเนื้อหยาบแบบบาง 10 พับ แบบหนา 5 พับ เ้าค่ะ”
“ได้เ้าค่ะ” มีมี่รีบไปจัดสินค้ามาให้ลูกค้าตามที่ลูกค้า้า ถึงคราวนี้ยอดจะไม่เท่ากับคราวก่อนแต่นางก็เข้าใจได้ เพราะทั้งสองเพิ่งซื้อผ้าร้านนางไปเมื่อไม่กี่วันนี้เอง
หนิงลู่ซือเดินมาที่จุดชำระเงิน ไม่นานพี่สาวมี่ก็เดินกลับมาพร้อมของที่นางสั่ง
“ท่านตรวจดูสินค้าก่อนได้เลยนะเ้าคะ” มีมี่ยื่นผ้ามาตรงหน้าหนิงลู่ซือ นางก็ตรวจดูว่าถูกต้องตามที่้าหรือไม่ หรือมีอะไรที่ต้องปรับแก้หรือไม่ เมื่อเห็นว่าทุกอย่างเรียบร้อยดีก็ดันกลับไปให้มีมี่คิดเงิน
“เรียบร้อยดีเ้าค่ะ พี่สาวมี่คิดเงินได้เลยเ้าค่ะ”
“สินค้าทั้งหมดจะมีชุดสีม่วง 1 ชุด ราคา 500 อีแปะ ผ้าผูกผม 2 เส้น เส้นละ 10 อีแปะ ผ้าฝ้ายเนื้อหยาบแบบบาง 10 พับ ราคาพับละ 40 อีแปะ แบบหนา 5 พับ พับละ 80 อีแปะ เป็เงินทั้งสิ้น 1 ตำลึง 320 อีแปะ แต่ผ้าผูกผมข้าจะแถมให้ ไม่คิดเงินเ้าค่ะ”
“ไม่เอาเ้าค่ะ ไม่ต้องแถมข้า ของซื้อของขายจะมาแถมให้บ่อยๆ ได้เช่นไรเ้าคะ คราวก่อนท่านก็แถมไปให้แล้วตั้ง 10 เส้น” ของซื้อของขายจะมาแถมกันทุกครั้งได้อย่างไร “นี่เ้าค่ะเงิน” หนิงลู่ซือยื่นเงินตำลึงเงินและเหรียญอีแปะให้พี่สาวมี่ ก่อนจะรับถุงใส่ผ้าจากพี่สาวมี่มาถือไว้ และยื่นถุงใส่ชุดสีม่วงให้หนิงลี่อินเป็คนถือ
“วันนี้ข้าขอตัวกลับก่อนนะเ้าคะ ลาแล้วเ้าค่ะ” หนิงลู่ซือกล่าวลามีมี่
“อาอินลาพี่สาวมี่เ้าค่ะ” เด็กน้อยค้อมตัวบอกลาพี่สาวคนสวยใจดี มือทั้งสองข้างกอดถุงผ้าชุดใหม่ไว้แน่น สร้างความเอ็นดูให้กับหนิงลู่ซือและมีมี่ยิ่งนัก
“จ้า ไว้มาซื้อชุดที่ร้านพี่สาวอีกนะเ้าตัวเล็ก” มีมี่อดใจไม่ไว้ยื่นมือไปลูบหัวเด็กน้อย
“เ้าค่ะ”
ออกจากร้านผ้าแล้วสองพี่น้องก็ไปยังร้านขายเครื่องปรุง หนิงลู่ซือซื้อน้ำตาลเพราะน้ำตาลเป็วัตถุดิบหลักในการทำถังหูลู่ ทั้งยังซื้อเครื่องปรุงเพิ่มอีกด้วย
เมื่อได้ของครบแล้วทั้งคู่ก็เดินกลับหมู่บ้านซาน ระหว่างทางได้แวะซื้อซาลาเปากินกันคนละลูก
กว่าจะถึงบ้านก็ปลายยามอู่แล้ว ส่วนเ้าตัวน้อยนั้นหลับไปแล้ว ถึงแม้ว่าจะหลับแต่มือก็ยังกอดถุงผ้าไม่ยอมปล่อยสงสัยจะชอบจริงๆ หนิงลู่ซือไม่อยากจะปลุกน้องสาวจึงตัดสินใจอุ้มเข้าไปนอนในห้อง
พาน้องสาวเข้าห้องนอนเรียบร้อยแล้ว นางก็เดินมายกของลงจากรถเข็นเพื่อจะได้นำรถเข็นไปคืนท่านป้าหลิน แต่คงต้องเอาไปคืนหลังจากที่น้องสาวตื่นแล้ว เพราะนางไม่อยากปล่อยให้น้องสาวอยู่บ้านเพียงลำพัง
หนิงลู่ซือไม่อยากปล่อยเวลาไปเฉยๆ จึงเริ่มเอาถั่วเขียวมาแช่น้ำทิ้งไว้ จะแช่ประมาณ 5 ชั่วยาม (1 ชั่วยาม เท่ากับ 2 ชั่วโมง) ก็ได้ แต่นางจะแช่ทิ้งไว้ข้ามคืนไปเลย แช่ถั่วเขียวเสร็จก็มานั่งตัดผ้าขาว เหลาไม้ไผ่ที่จะใช้เสียบถังหูลู่ และจะใช้สำหรับคั่นตะกร้าเพาะถั่วงอก เพราะนางจะวางตะกร้าซ้อนกันเป็ชั้นๆ เพื่อให้ส่วนของรากงอกออกรูตะกร้า โดยใช้ไม้คั่นระหว่างตะกร้าชั้นล่างกับตะกร้าชั้นบน
กว่าทุกอย่างจะเสร็จก็ปลายยามเซินแล้ว หนิงลี่อินเดินสะลึมสะลือออกจากห้องนอนมา ได้กลิ่นอะไรหอมๆ ลอยออกมาจากห้องครัวจึงเดินไปทางห้องครัว เห็นพี่สาวกำลังยุ่งกับการทำมือเย็น
“พี่ใหญ่ท่านทำอันใดเ้าคะ”
“อาอินตื่นแล้วหรือ ไปล้างหน้าล้างตาก่อน แล้วไปให้อาหารไก่ด้วยนะ เดี๋ยวพี่ใหญ่ทำกับข้าวเสร็จเราจะไปบ้านท่านป้าหลินกัน เอารถเข็นไปคืนและเอากับข้าวไปให้ท่านป้าหลิน”
“เ้าค่ะ” หนิงลี่อินเดินไปล้างหน้าล้างตาข้างหลังบ้าน เสร็จแล้วก็ไปให้อาหารไก่ที่เล้า
“พี่สาวท่านทำอันใดกับข้าวเ้าคะ ทำไมมันถึงดูน่ากินเช่นนี้” หนิงลี่อินที่ทำงานของตนเองเสร็จแล้ว เดินกลับเข้ามาในครัว ชี้ไปที่ข้าวสีสันน่ากิน มีทั้งเนื้อ ทั้งผัก ในจานเดียวกัน ว่าแล้วก็หิวขึ้นมาเลย
“สิ่งนี้เรียกว่าข้าวผัดหมู ส่วนสิ่งนี้เรียกว่าต้มจืดกระดูกหมู ซดร้อนๆ คล่องคอนัก”
“ข้าหิวขึ้นมาทันทีเลยเ้าค่ะ”
“งั้นเรารีบไปบ้านท่านป้าหลินกันเถอะ จะได้รีบกลับมากินข้าวเย็น”
“ท่านป้าหลินเ้าคะ ท่านป้าหลิน”
“เอ้า อาซือ อาอิน เข้ามาๆ” เว่ยิกลับมาจากให้อาหารไก่ ได้ยินเสียงใครมาะโอยู่หน้าบ้านจึงเดินออกมาดู ก็พบเข้ากับสองพี่น้องตระกูลหนิง คนน้องนั่งอยู่บนรถเข็นมีพี่สาวค่อยเข็นรถ
“สวัสดีเ้าค่ะพี่ชายิ ข้าเอารถเข็นมาคืนและก็เอากับข้าวมาฝากเ้าค่ะ”
“ท่านแม่ไม่อยู่หรอกไปบ้านท่านตานะ”
“งั้นข้าฝากของให้ท่านป้าด้วยนะเ้าคะ” หนิงลู่ซือยื่นตะกร้าด้านในมีกล่องอาหารอยู่ 2 กล่อง
“ได้ๆ ขอบใจเ้ามากนะ” เว่ยิรับตะกร้ามาจากหญิงสาว เหมือนเขาจะได้กลิ่นหอมๆ ลอยออกมาจากกล่องข้าวด้วย
“อ๋อ จริงสิพี่ชายิ ท่านพอจะทราบไหมเ้าคะว่าข้าจะหาซื้อรถเข็นแบบนี้ได้จากที่ไหน” นางคงต้องไปขายของในเมืองบ่อยๆ จะให้มายืมของท่านป้าหลินตลอดก็คงไม่ดีนัก
“บ้านท่านลุงเหลียงทำรถเข็นแบบนี้ขาย เ้าจะลองไปดูหรือไม่เดี๋ยวพี่พาไป” เว่ยิบอก
“จะเป็การรบกวนพี่ชายิหรือไม่เ้าคะ”
“ไม่รบกวนๆ เดี๋ยวพี่เอาของไปเก็บก่อนเ้ารอพี่สักครู่” เว่ยิรีบเอาของไปเก็บไว้ในบ้าน ไม่ลืมที่จะร้องบอกน้องชายที่อยู่หลังบ้านว่าเขาจะพาหนิงลู่ซือกับหนิงลี่อินไปบ้านท่านลุงเหลียง
“ไปกัน” ทั้ง 3 คน เดินไปยังบ้านลุงเหลียง
“ท่านลุงเหลียงขอรับอยู่หรือไม่”
เว่ยิะโเรียกท่านลุงเหลียงอยู่หน้ารั้วบ้าน รอไม่นานก็มีชายชราอายุไม่น่าจะต่ำกว่า 50 ปี เดินออกมาจากในบ้าน
“อาิ เ้ามีอันใดหรือไม่” ปากถาม ส่วนมือเปิดประตูให้แขกเข้ามาในบ้าน
“ข้าพาน้องสาวมาสั่งซื้อรถเข็นจากท่านขอรับ” เว่ยิชี้แจงเหตุผลที่มาในวันนี้ เหลียงเซาจึงหันไปมองหนึ่งหญิงสาว หนึ่งเด็กหญิงที่ใส่ชุดสีเดียวกัน
“คารวะท่านลุงเหลียงเ้าค่ะ” หนิงลู่ซือกับหนิงลี่อินกล่าวขึ้นพร้อมกัน
“ตามสบายๆ เ้าอยากได้รถเข็นหรือ”
“เ้าค่ะ ข้าอยากได้รถเข็นสักคัน เพื่อใช้ใส่ของเข้าไปขายในเมืองเ้าค่ะ”
“อืม ตามข้ามาๆ พวกเจาโชคดีมาก ตอนนี้ข้ามีรถเข็นที่เพิ่งทำเสร็จอยู่ 1 คัน” เหลียงเซาพาทั้ง 3 คนเดินไปที่ไว้รถเข็น เมื่อหลายวันก่อนเขาทำรถเข็นเพื่อจะใช้งาน เพิ่งทำเสร็จวันนี้ ยังไม่ทันได้ใช้งานก็มีคนมาขอซื้อเสียแล้ว แต่ไม่เป็ไรเขาขายคันนี้แล้วค่อยทำคันใหม่ก็ได้
“ท่านลุงเหลียงขายอย่างไรเ้าคะ”
“ข้าขายรถเข็นคันละ 500 อีแปะ ถ้าเ้าคิดว่าแพงข้าสามารถลดให้ได้นิดหน่อย” เหลียงเซาบอกราคาแก่หนิงลู่ซือ
“ไม่แพงเลยเ้าค่ะ รถเข็นที่ท่านลุงทำถือว่าเป็งานฝีมือ ไหนจะต้องใช้ความประณีตอีก ราคานี้ถือว่าคุ้มมากๆ เ้าค่ะ” สิ่งไหนที่เป็ฝีมือ ใช้ความสามารถ เราไม่ควรไปด้อยค่าของสิ่งนั้น “ข้าซื้อรถเข็นคันนี้เ้าค่ะ”
เมื่อการตกลงซื้อขายเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทั้ง 3 คนก็เดินกลับบ้านของตนทันที
“ขอบคุณพี่ชายิมากนะเ้าคะที่พาข้าไปซื้อรถเข็น” ตอนนี้เดินมาถึงบ้านของเว่ยิแล้ว
“ไม่เป็ไรเื่เล็กน้อย พวกเ้ารีบกลับเถิดฟ้าเริ่มมืดแล้ว หรือจะให้ข้าไปส่งหรือไม่” เว่ยิขันอาสาเห็นฟ้าเริ่มมืดก็กลัวสองพี่น้องจะเป็อันตราย
“ไม่เป็ไรเ้าค่ะ ข้ากลับเองได้ งั้นข้าขอตัวกลับก่อนนะเ้าคะ”
“เสี่ยวอินขอตัวลาก่อนเ้าค่ะพี่ชายิ”
“อร่อย!” กินอาหารเย็นที่แสนอร่อยแล้ว ก็ยังมีถังหูลู่ให้กินล้างปากด้วย ถูกใจหนิงลี่อินยิ่งนัก!
“เดี๋ยวกินเสร็จแล้วก็ไปอาบน้ำ พี่ใหญ่ทำตรงนี้เสร็จก็จะไปอาบน้ำนอนแล้วเช่นกัน” วันนี้เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว อีกทั้งพรุ่งนี้ยังต้องตื่นเช้ามาทำถังหูลู่เข้าไปขายในเมืองอีก
ตอนนี้นางกำลังล้างผิงกั่วและซานจาป่าที่แยกไว้สำหรับทำถังหูลู่มีอย่างละ 1 ตะกร้า โดยซานจาป่านั้นหนิงลู่ซือกับหนิงลี่อินช่วยกันเสียบไม้ไว้เรียบร้อยแล้วได้มากถึง 100 ไม้เลยทีเดียว ส่วนผิงกั่วต้องหั่นเป็ชิ้นๆ แล้วค่อยเสียบไม้ แต่นางจะหั่นและเสียบในวันพรุ่งเนื่องจากถ้าทำไว้ในคืนนี้ผลผิงกั่วจะดำได้
หัวถึงหมอนสองพี่น้องก็สลบไปในทันที ต้องรีบพักผ่อนจะได้มีแรงในการทำงานต่อไป
ยามโฉ่ว (01.00-02-59 น.)
วันนี้หนิงลู่ซือต้องตื่นเร็วเป็พิเศษ เพราะนางต้องหั่นผิงกั่วออกเป็ชิ้นๆ นำมาเสียบไม้รอเคลือบน้ำตาล ผิงกั่วเสียบไม้มีทั้งหมด 200 ไม้ ทำผิงกั่วเสร็จแล้วก็ต้มน้ำให้เดือด เมื่อเดือดแล้วจึงเทน้ำตาลลงไป คนไปเรื่อยๆ จนสีของน้ำตาลกลายเป็สีเหลืองอ่อนๆ เมื่อน้ำตาลได้ที่แล้วนำผิงกั่วและซานจาป่าจุ่มลงไปเคลือบน้ำตาล และนำมาพักไว้ในถาดที่เตรียมไว้
กว่าทุกอย่างจะเสร็จเรียบร้อยก็ล่วงเลยมาจนถึงยามเหม่า เงยหน้าขึ้นมาหลังจากวางซานจาไม้สุดท้ายก็พบใบหน้าเล็กๆ ยืนขยี้ตาอยู่ตรงประตูห้องครัว
“ถ้าง่วงก็ไปนอนอีกสักหน่อยดีหรือไม่” น้องสาวนางเพิ่งจะ 5 หนาว จะนอนตื่นสายสักหน่อยก็ไม่เป็อันใดหรอก
“ไม่เ้าค่ะ เดี๋ยวข้าขอไปเก็บไข่ไก่และให้อาหารไก่ก่อนนะเ้าคะ” จะให้นอนต่อได้อย่างไร พี่สาวนั่งทำงานงกๆๆ นางก็ต้องทำงานด้วยสิ
“เก็บไข่เสร็จแล้วเ้าค่ะ” หนิงลี่อินเดินมาพร้ะกร้าใบเล็กที่ใส่เก็บไข่ นำไข่ที่เก็บได้ไปใส่ไว้ในตะกร้าใบใหญ่อีกใบที่มีไข่อยู่ก่อนแล้วหลายฟอง
“อย่าลืมให้อาหารไก่ด้วยนะอาอิน” หนิงลู่ซือกำลังยุ่งอยู่หน้าเตา วันนี้นางทำโจ๊กหมูเป็มื้อเช้า
“เ้าค่ะ เดี๋ยวข้าไปให้อาหารไก่ก่อนเ้าค่ะ” กล่าวจบก็วิ่งปรู๊ดไปให้อาหารไก่ จะได้กลับมากินข้าวเช้าไวๆ นางได้กลิ่นหอมๆ ลอยมาแตะจมูกอีกแล้ว
“อาอินมากินข้าวได้แล้ว” เห็นนางสาวไปให้อาหารไก่นานจึงะโเรียกให้มากินข้าว
“มาแล้วเ้าค่า” ไม่ต้องรอให้พี่สาวเรียกซ้ำ หนิงลี่อินก็รีบวิ่งมาอย่างไว
“วันนี้พี่ใหญ่ทำโจ๊กหมูใส่ไข่ และยังมีเนื้อหมูแดดเดียวทอดด้วย ลองชิมดูสิ อย่าลืมเป่าไล่ความร้อนด้วยเล่า”
หนิงลี่อินพยักหน้ารับอย่างเชื่อฟัง ตักข้าวคำโตที่มีหมูอยู่ในช้อนขึ้นมาเป่าตามที่พี่สาวบอก สุดท้ายก็ส่งเข้าปากเคี้ยวอย่างอร่อย
“เหตุใดพี่ใหญ่ทำอะไรก็อร่อยไปทุกอย่างเลยเ้าคะ” ยกยอพี่สาวสักหน่อยเดี๋ยวจะได้ขอกินถังหูลู่สักไม้
“ก็พี่ใหญ่บอกแล้วว่าพี่ใหญ่เก่ง”
“ใช่เ้าค่ะ พี่ใหญ่เก่งที่สุด” หนิงลู่ซือขมวดคิ้ว ปกติน้องสาวตัวน้อยของนางไม่มีทางพูดแบบนี้แน่
“อาอินเ้าจงบอกพี่ใหญ่มาว่าเ้า้าสิ่งใด”
“แฮะๆ ข้าอยากกินถังหูลู่อีกเ้าค่ะ”
“ได้สิ พี่ใหญ่ให้เ้ากินได้ 1 ไม้ถ้วน!”
กว่าสองพี่น้องตระกูลหนิงจะได้เข้าเมืองก็ยามเฉินแล้ว ชาวบ้านหมู่บ้านซานหลานคนก็เดินทางเข้าเมืองด้วยเช่นกัน บางคนไปขายของ บางคนไปหางาน บางคนก็ไปเที่ยวเล่น
หลายคนมองมาที่รถเข็นของสองพี่น้อง ในรถเข็นมีถังไม้ขนาดกลางถึง 4 ถัง ไหนจะถาดที่มีผ้าคลุมอย่างมิดชิดอีกหลายถาด มีเด็กสาวในชุดสีฟ้านั่งอยู่บนรถเข็น
“พวกเ้าจะเข้าไปขายของในเมืองหรือ” ยายหลี่คันปากยิกๆ ทนไม่ได้ต้องเข้ามาสอบถาม ด้วยความอยากรู้อยากเห็น นางเห็นสองพี่น้องเข้าเมืองไปขายของหลายครั้งแต่ไม่รู้ว่าขายอะไร ทำไมถึงมีเงินซื้อชุดใหม่ และคาดว่าน่าจะซื้อหลายชุด เพราะแต่ละครั้งที่เจอสองพี่น้องไม่เคยใส่ชุดซ้ำกันเลย
หนิงลู่ซือที่กำลังเข็นรถเข็นอยู่จึงหยุดรถแล้วหันไปทางยายหลี่ที่เข้ามาถามตน แต่ตามองของในรถเข็นของนางไม่วางตา “เ้าค่ะ ข้ากับน้องสาวจะเข้าไปขายของในเมือง ท่านป้ามีอันใดหรือไม่เ้าคะ”
“ไม่มีอันใดหรอกข้าก็แค่อยากรู้ว่าเ้าเอาอะไรไปขายในเมืองหรือ”
“อ๋อ วันนี้ข้านำปลากับถังหูลู่ไปขายเ้าค่ะ”
ปลากับถังหูลู่หรือ ขายแค่นี้ก็ได้เงินมากแล้วหรือ ยายหลี่ยังสงสัย “ถ้าท่านป้าไม่มีอันใดแล้วข้าขอตัวก่อนนะเ้าคะ” ไม่อยู่ให้ยายหลี่ถามต่อ หนิงลู่ซือก็เข็นรถที่มีหนิงลี่อินนั่งอยู่ตรงไปยังประตูเมือง
**************************************************
่นี้ก็อาจจะยังวนเวียนกับการขายของของสองพี่น้องตระกูลหนิงนะเ้าคะ เพราะอย่างที่บอกว่าพวกนางกำลังสร้างเนื้อสร้างตัวเ้าค่ะ