“ข้าจะระวัง พาข้าไปเถิด” เฉินอี้กล่าวด้วยความร้อนใจ
อาหลิ่งแม้จะหน้านิ่วคิ้วขมวดแต่ก็นำทางเขาไปโดยดี
หูยี่เป็นสมุนไพรหาง่ายจัดเป็นวัชพืชที่มีประโยชน์ทางยา ใบสามารถห้ามเลือดได้ผลชะงัดช่วยสมานแผล แก้อักเสบ ซึ่งช่วงนี้ต้นหูยี่จะขึ้นค่อนข้างมากเพราะอากาศแห้งและเย็น
เมื่อถึงริมผาเฉินอี้ค่อยๆ ก้าวเดินอย่างระมัดระวังตามทางที่อาหลิ่งบอก หินริมผาค่อนข้างลื่นและอันตรายมาก ต้นหูยี่ก็อยู่ไกลเกินเอื้อมเฉินอี้จึงใช้มือข้างหนึ่งจับต้นไม้ที่อยู่ใกล้ๆ และยื่นมือออกไปเพื่อเด็ดใบหูยี่เขาคว้ามาได้กิ่งหนึ่งจึงรีบหักออกและกำลังจะก้าวขึ้นจากริมผาแต่เท้ากลับลื่นจนเสียหลักโชคดีที่มืออีกข้างยังยึดต้นไม้ไว้ได้ จึงถูกหินบาดที่ขาเท่านั้น
“เฉินอี้! ท่านเป็นอันใดหรือไม่” อาหลิ่งตกใจมาก
“ไม่เป็นไร รีบไปหาชายคนนั้นกันเถิด”เฉินอี้กลับมายืนบนพื้นที่มั่นคงได้อีกครั้งก็รู้สึกโล่งใจและรีบเดินกลับไปหาชายคนนั้นเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บให้เขา
จินลี่หยางกับจางฝูลู่ขอเข้าไปพูดคุยกับเถ้าแก่ฉินเมื่ออธิบายเรื่องราวให้เถ้าแก่ฉินฟังแล้วเขาก็รับปากว่าจะเก็บเรื่องนี้เป็นความลับจนกว่าจินลี่หยางจะสืบหาตัวคนร้ายได้จินลี่หยางขอบคุณเถ้าแก่ฉินที่เข้าใจ
“ไม่เป็นไร ใต้เท้า มีอันใดก็ช่วยๆ กัน คดีจะได้คลี่คลายโดยเร็ว”
“ถ้าเช่นนั้น พรุ่งนี้ยามซื่อเมื่อคนงานของท่านมาครบแล้วข้าจะเข้ามาอีกครั้งขอรับ” จินลี่หยางกล่าว
เถ้าแก่ฉินพยักหน้า
เมื่อออกจากโรงไม้ไฉกังจินลี่หยางก็จะเดินทางไปคุยกับเถ้าแก่โรงไม้ยิ่งมู่ด้วยอีกที่หนึ่ง
“จางฝูลู่ เจ้ากลับบ้านไปก่อนเถิด คนร้ายยังไม่รู้ว่าเป็นใครเจ้าเข้ามายุ่งเกี่ยวมากเกินไปเจ้าอาจจะมีอันตรายได้”จินลี่หยางกล่าวด้วยความเป็นห่วง
จางฝูลู่พยักหน้า“ข้าเข้าใจขอรับ ใต้เท้าจิน เช่นนั้นข้ากลับก่อนก็แล้วกัน”
“ดูแลเฉินอี้ด้วยนะ คนๆ นั้นยิ่งจะอยู่ไม่สุขอยู่ด้วย”จินลี่หยางกล่าวยิ้มๆ จางฝูลู่เขม่นตามองเขาเล็กน้อยแต่มิได้จริงจัง
“ใต้เท้าจินมิต้องเป็นห่วงขอรับ ข้าดูแลของข้ามาแต่ไหนแต่ไรแล้ว”จางฝูลู่หันหลังเดินไป จินลี่หยางยิ้มมุมปาก เหอผิงมองทั้งสองคนแล้วก็แอบส่ายหน้า
เฉินอี้แบกชิงจีไว้บนหลังและค่อยๆ เดินลงจากเขา เหงื่อผุดพราวเต็มใบหน้า อาหลิ่งมองเฉินอี้ด้วยความเป็นห่วงนางทัดทานเขาแต่แรกแล้วแต่เฉินอี้ไม่ฟัง ยืนยันต้องพาชายคนนี้ลงเขาไปให้ได้
“อย่างน้อยก็หาคนมาช่วยเขาเถิด ท่านพาเขาไปเองเช่นนี้ท่านจะไม่ไหว”อาหลิ่งกล่าวขณะที่เฉินอี้พยายามแบกชิงจีขึ้นหลัง เลือดเปรอะเปื้อนเสื้อผ้าไปหมดทั้งสองคน
“กว่าจะหาคนมาช่วยได้อาจจะช้าเกินไป เขาเสียเลือดไปมากแล้ว”เฉินอี้แบกชิงจีแล้วออกเดิน เขาต้องพยายามพาชายคนนี้ไปให้ถึงมือหมอให้ได้
“อาหลิ่ง นำทางให้ข้าเร็วเข้า!” เฉินอี้กัดฟันพูดอาหลิ่งทำอันใดไม่ได้จึงต้องเคลื่อนกายนำหน้าเขาไป
เมื่อลงจากเขามาได้เฉินอี้ก็ไปขอความช่วยเหลือจากคนในบ้านหลังแรกที่เขาพบแต่กลับถูกปฏิเสธเพราะเจ้าของบ้านรู้สึกกลัว
กว่าจะมีคนยอมช่วยก็คือบ้านหลังที่สี่ซึ่งเป็นตายายชราคู่หนึ่งเฉินอี้จึงฝากชิงจีไว้ส่วนตนเองรีบเดินเข้าเมืองเพื่อไปหาจินลี่หยาง
เฉินอี้รู้สึกเจ็บหน้าอกเล็กน้อยจึงหยุดพักครู่หนึ่งและรีบจ้ำขาเดินต่อไปโดยมิได้สนใจอาการของตนเอง
แต่เมื่อไปถึงกองทหารรักษาเมืองปรากฏว่าจินลี่หยางไม่อยู่เพราะเขาออกไปสืบคดีเฉินอี้จึงขอร้องให้ส่งทหารตามเขามาสองคนเพื่อไปช่วยผู้บาดเจ็บแต่ตอนนี้ทหารในกองทหารล้วนมีหน้าที่กันหมด เหลือทหารอยู่เวรเพียงคนเดียว
เฉินอี้จึงทำได้เพียงฝากข้อความไว้ให้จินลี่หยางเท่านั้นส่วนตัวเขาวิ่งไปที่ร้านยาไท่อันถังเพื่อไปหาเถ้าแก่ถังให้เขาช่วยมาดูอาการ คนเจ็บ แต่เมื่อไปถึงเถ้าแก่ถังก็ไม่อยู่เหมือนกันเฉินอี้จึงทำได้เพียงซื้อยาที่ต้องใช้และเดินกลับไปที่บ้านหลังนั้นอีกครั้ง
“เหตุใดไม่ขอให้คนอื่นช่วยเหลือเล่าเฉินอี้ท่านจะลำบากเช่นนี้อยู่คนเดียวด้วยเหตุใด” อาหลิ่งขมวดคิ้วถามเขาเมื่อเห็นเฉินอี้หยุดพักเหนื่อยอีกรอบเพราะรู้สึกเจ็บหน้าอกและขา
“ชายคนนี้คือพยานที่จะจับคนร้ายที่พี่ลี่หยางกำลังสืบอยู่เราต้องช่วยเขาให้ได้ และเราก็ไม่ควรให้คนอื่นรู้มากเกินไป เพราะไม่รู้ว่าใครไว้ใจได้หรือไว้ใจไม่ได้”เฉินอี้พูดไปหอบไปและเริ่มออกเดินอีกครั้ง แต่แล้วก็ยกมือขึ้นคลำหน้าอกตนเองยืนตัวงออาหลิ่งหันมามองด้วยความเป็นห่วง
“ท่านไหวหรือไม่ เฉินอี้”
“เดี๋ยวนะ…ขอข้านั่งพักสักครู่ แค่กๆ” เฉินอี้นั่งตัวงอและเริ่มไอ
เพราะออกแรงอย่างหนักมาตลอดเกือบสองชั่วยามตอนนี้ดูเหมือนว่าหัวใจจะทำงานหนักเกินไปแล้ว
จินลี่หยางออกจากโรงไม้ยิ่งมู่และเดินพูดคุยกับเหอผิง
"ดีจริงๆ นะขอรับพี่จิน เถ้าแก่โรงไม้ทั้งสองที่ให้ความร่วมมืออย่างดีเลย
จินลี่หยางพยักหน้า“อืม เมืองซุนฉือเป็นเมืองสงบ เมื่อมีเหตุอันใดเกิดขึ้นทุกคนก็ต้องการให้ความร่วมมือเพื่อให้ความสงบสุขกลับคืนมา”
“พี่จิน ถ้าเช่นนั้นคืนนี้ท่านก็ไปพักเถิด เมื่อคืนก็มิได้นอนวันนี้ก็สืบคดีทั้งวัน เดี๋ยวท่านจะไม่ไหวเอานะขอรับ” เหอผิงกล่าวด้วยความเป็นห่วง
“เดี๋ยวข้าเข้าไปสะสางงานอีกสักพักค่อยกลับก็ได้”
แต่เหอผิงดันจินลี่หยางให้ไปอีกทางหนึ่ง“ไปเถิดขอรับพี่จิน งานที่กองทหารข้าจะจัดการแทนท่านเอง ท่านกลับไปเถิด”
จินลี่หยางจึงพยักหน้าและเดินไปทางบ้านพักของตนส่วนเหอผิงแวะกินบะหมี่เกี๊ยวก่อนที่จะกลับไปกองทหารรักษาเมือง
จางฝูลู่กลับถึงบ้านกินข้าวเสร็จเรียบร้อยก็เดินหนีมารดาที่กำลังจะเอ่ยเรื่องที่แม่สื่อไปทาบทามบุตรสาวตระกูลเหลยเพื่อบอกกล่าวความคืบหน้าให้เขาฟัง
ตระกูลเหลยอยู่ถัดไปอีกสองหมู่บ้านนับจากหมู่บ้านหลี่เคิงเขาเองพอรู้มาบ้างว่าตระกูลเหลยก็ค่อนข้างมีฐานะดีพอๆ กับบ้านของเขาได้ยินมารดากล่าวว่าผู้ที่แม่สื่อทาบทามให้เขาคนนี้เป็นบุตรสาวคนเล็กชื่อว่าเหลยเยว่จวน อายุยี่สิบปีแล้วเขาก็มิได้ยินอันใดอีกเพราะเดินออกจากบ้านมาแล้ว
เขานั่งรอเฉินอี้อยู่หน้าบ้านตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ตกดินตอนนี้ดาวทอแสงขึ้นมาแล้วเฉินอี้ก็ยังไม่กลับมา
จางฝูลู่เริ่มอยู่ไม่ติดเฉินอี้หายไปไหนครั้งสุดท้ายที่เขากลับมามืดค่ำคือวันที่เขากลับมากับจินลี่หยางพร้อมบาดแผลที่คอแล้ววันนี้จะเกิดอันใดขึ้นอีกหรือเปล่า
จางฝูลู่ส่ายหน้าคนเราจะโชคร้ายอันใดได้ทุกครั้งขนาดนั้นกัน
จินลี่หยางเองเมื่อกลับมาถึงบ้านพักก็ยืนมองของที่อัดแน่นอยู่ในห้องติดกับห้องนอนของเขาเริ่มต้นทำอันใดไม่ถูกเหมือนกัน ขณะที่คิดว่าจะไปอาบน้ำก่อน ก็ได้ยินเสียงเคาะประตูเขาจึงเดินไปเปิดปรากฏว่าเป็นเหอผิง
“พี่จิน คุณชายเฉินฝากจดหมายไว้ขอรับ”
จินลี่หยางขมวดคิ้วรีบรับกระดาษมาอ่านและเงยหน้ามองเหอผิงเอ่ยถามเขาอย่างรวดเร็ว
“ฝากไว้นานเพียงใดแล้ว”
“คนที่อยู่เวรบอกว่า คุณชายเฉินเข้ามายามเซิน(15.00- 17.00 น.) ขอรับ” เหอผิงหน้าเสียเพราะตอนนี้เป็นยามซวี (19.00-21.00 น.) แล้ว
จินลี่หยางยื่นกระดาษให้เหอผิง“ไปตามทหารมาอีกสองคน แล้วตามไปที่นี่ทันที!”
เหอผิงพยักหน้าและรีบวิ่งออกไปจินลี่หยางกลับเข้าห้องไปคว้ากระบี่และวิ่งออกจากบ้านไปอย่างรวดเร็ว