เสียงขานของบ่าวดังมาจากลานเรือน ซูอันหนิงทวนคำช้า ๆ เหมือนคนที่สมองเฉื่อยชาประมวลผลช้ากว่าปกติเล็กน้อย
หวงจื่อ ?
พอเข้าใจว่า หวงจื่อคืออะไรดวงตาก็เบิกกว้าง หัวใจเต้นแรงแทบกระดอนออกมานอกอกด้วยความตื่นเต้น
นางจะได้พบกับองค์ชายหรือ องค์ชายของราชวงศ์ที่ยังมีชีวิต !
ไม่นานประตูก็เปิดออก บุรุษร่างสูงในชุดหยวนหลิ่งเผาสีดำปักลายเมฆมงคลด้วยไหมทองเดินเข้ามาหยุดยืนอยู่กลางห้อง ซูอันหนิงยกถ้วยชานิ่งอยู่กลางอากาศ มองบุรุษตรงหน้าตาค้าง
นี่คือ...สามีหรือ ?
หล่อเกินไปแล้วมั้งเนี่ย !
“หวงจื่อเฟย !”
เสียงอุทานของหม่าหมัวมัวดังลั่นขึ้น ซูอันหนิงสะดุ้งรีบหลุบตาลงต่ำ คิดว่าตนเผลอแสดงกิริยาไม่งามออกมา พอก้มลงถึงได้รู้สึกอุ่นวาบที่ปลายจมูก เืหยดแหมะลงบนฝ่ามือ นางลนลานเงยหน้า
“หมอยังไม่มาอีกหรือ ! รีบตามหมอมา” เสียงทุ้มทรงของชายหนุ่มพลังดังขึ้น
ซูอันหนิงเพิ่งรู้ตัว ว่าเืกำเดาไหลต่อหน้าหนุ่มรูปงาม รู้สึกอับอายจนอยากแทรกแผ่นดินหนี
ยามเงยหน้าขึ้นกดจมูกห้ามเื ดวงตาก็เผลอชำเลืองมององค์ชายรองอีกครั้ง เห็นเขาหันไปะโสั่งบ่าวเสียงเข้ม ท่าทางองอาจสง่างาม สมฐานะองค์ชายโดยแท้
หมอหลวงเซี่ยกระหืดกระหอบวิ่งจนหมวกเอียงเข้าจวนมาอีกครั้ง
สามวันมานี้ชีวิตของเขาเหมือนแขวนอยู่บนเส้นด้าย กลางคืนนอนหลับไม่สนิท เกรงว่าจะมีองครักษ์สักคนบุกเข้ามาในห้องนอน หิ้วเขาขึ้นมาจากเตียง เรียกให้ไปรักษาคนกลางดึกอีก กลางวันก็เอาแต่กอดหีบยา เตรียมพร้อมตลอดเวลาเผื่อจะถูกเรียกตัวกะทันหัน
สองวันมานี้พระชายาองค์ชายรองหมดสติไม่ยอมฟื้น เขาก็ได้แต่รักษาประคองอาการด้วยใจเต้นไม่เป็ส่ำ เกรงว่าชีวิตน้อย ๆ นี้จะหลุดลอยไปพร้อมกับนางไม่เวลาใดก็เวลาหนึ่ง
ยามที่องครักษ์จวนองค์ชายรองปรากฏตัว พร้อมกับข่าวว่าหวงจื่อเฟยฟื้นแล้ว เขาจึงได้รู้สึกดีใจเสียยิ่งกว่าบรรพบุรุษลุกขึ้นมาจากหลุม
หมอหลวงเซี่ยปัดแขนเสื้อสองสามที จัดหมวกขุนนางให้ตรง ก่อนจะก้าวเข้าไปภายในห้องบรรทม
ยังไม่ทันคารวะ เสียงจูเกาเซวียนก็ดังขึ้น
“ไม่ต้องพิธีรีตองมากความแล้ว รีบมาดูอาการหวงจื่อเฟย เมื่อครู่นางมีเืออก”
หมอหลวงเซี่ยใจหล่นลงวูบ หันไปรับหีบยาจากองครักษ์แล้วเข้าไปตรวจอาการคนไข้ทันที
ยามนี้คนเจ็บนอนนิ่งอยู่บนเตียง มือข้างหนึ่งประคองผ้าแพรซับไว้ที่ปลายจมูก แขนอีกข้างวางบนหมอนรองริมเตียง สาวใช้คลุมผ้าแพรขาวลงไป เขาจึงเริ่มจับชีพจร
ครู่ต่อมาหมอหลวงเซี่ยก็เก็บปลายนิ้ว คิ้วยังขมวดมุ่น “ตอนนี้หวงจื่อเฟยรู้สึกปวดศีรษะหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
ซูอันหนิงตาโต รู้สึกแปลกใจไม่น้อย แค่จับชีพจรก็รู้ได้ถึงขั้นนี้เชียวหรือ ? “ยังรู้สึกมึนศีรษะอยู่ แต่พอเืออกก็ดีขึ้นเล็กน้อย”
หมอหลวงเซี่ยถอนใจโล่งอก “ชี่และโลหิตอุดกั้นเส้นลมปราณส่วนบน แต่ยังไม่อันตรายถึงชีวิต แต่ต้องระมัดระวังอย่าให้กระทบกระเทือนอีก”
หมอหลวงเซี่ยหันไปกล่าวกับองค์ชายรอง “กระหม่อมจะจัดยาสลายเืและบำรุงเส้นลมปราณให้ ยังต้องค่อยเป็ค่อยไป ประมาณสองเดือนอาการจึงจะทุเลาพ่ะย่ะค่ะ”
เืคั่งในหัว...
ซูอันหนิงนิ่งงัน ถูกรถชนในโลกอนาคต ข้ามมาอดีตก็ยังพาอาการาเ็ติดตัวมาด้วยหรือนี่ ?
หญิงสาวขมวดคิ้ว สายตาเคลื่อนไปบนใบหน้าแต่ละใบหน้า ยกเว้นสาวใช้สองคน ที่เหลือล้วนให้ความรู้สึกห่างเหินแปลกแยก
เกิดอะไรขึ้นกับเ้าของร่างคนเดิมกันแน่ เหตุใดในคืนแต่งงาน จึงได้าเ็ถึงขั้นนอนไม่ได้สติไปถึงสามราตรี ?
หมอหลวงเซี่ยกลับไปพร้อมความรู้สึกปลอดโปร่งโล่งใจ ทว่าตำหนักหลักขององค์ชายรองกลับตกอยู่ภายใต้บรรยากาศสงบนิ่ง ราวกับถูกแช่แข็งอย่างแปลกประหลาด
หลังจากพยายามค้นหาชิ้นส่วนความทรงจำของร่างนี้อยู่นาน ซูอันหนิงก็ไม่อาจนึกสิ่งใดออกแม้แต่อย่างเดียว นางจดจำสิ่งใดไม่ได้แม้แต่น้อย
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นช่างน่าเหลือเชื่อคนนัก ไม่รู้ว่านางมาเกิดใหม่ มาสวมร่างผู้อื่น หรือแค่เป็คนความจำสับสนเพราะได้รับการกระทบกระเทือนกันแน่ ?
ราวกับถูกสายตาคาดหวังรอจากผู้คนรอบด้านกดดันโดยไม่รู้ตัว ซูอันหนิงจึงหลุดคำพูดออกมา “ข้า...จำอะไรไม่ได้เลย นอกจากพวกนางแล้ว คนอื่น ๆ ข้าล้วนไม่คุ้นเคย” ปลายนิ้วของนางชี้ไปยังลี่หนานกับชางอิง สาวใช้ที่ติดตามมาจากสกุลซู
คำประกาศของนางทำให้จูเกาเซวียนชะงัก ข้ารับใช้พากันตกตะลึงมองหน้ากันไปมา แววตาปรากฏความกังวล
องค์ชายรองหรี่ตามองสตรีที่เอนหลังพิงหัวเตียงในลักษณะอ่อนแรง
นางมองสบตาเขาตรง ๆ ด้วยแววตาใสกระจ่าง ราวกับจะถามว่า...ท่านคือผู้ใด ?
จู่ ๆ ชายหนุ่มก็รู้สึกทำตัวไม่ถูกขึ้นมาอย่างหาได้ยาก ราวกับว่าตนเองกำลังถูกทดสอบ
เขารอคอยให้นางฟื้นขึ้นมาเพื่อจะได้แก้ไขความเข้าใจผิด ทว่ายามนี้นางกลับบอกว่าตนเองความจำเสื่อมเช่นนั้นหรือ ?
นี่มันเื่บ้าอะไร ?
“เ้าจำอะไรไม่ได้เลยหรือ สามวันที่แล้วพวกเราเข้าพิธีแต่งงาน เ้าจำได้หรือไม่ว่าในวันแต่งงานเกิดอะไรขึ้น ?”
คำถามจู่โจมนี้ทำให้ซูอันหนิงกะพริบตา คิดทบทวนคำถามของเขาอย่างตั้งใจ
ในวันแต่งงานเกิดอะไรขึ้นเช่นนั้นหรือ ?
หรือว่า...เขากับเ้าสาวจะเข้าหอกันหนักหน่วงจนร่างกายาเ็ !
ความคิดเหลวไหลไร้สาระที่ผุดขึ้นมาพร้อมภาพประกอบในหัวทำให้ใบหน้าของนางแดงระเรื่อขึ้นมาทัน แต่ภาพนั้นล้วนเป็ภาพในจินตนาการทั้งสิ้น ไม่ใช้ภาพความทรงจำจากร่างนี้แม้แต่น้อย
ซูอันหนิงตบแก้มตัวเองเพื่อกลบเกลื่อนสีหน้ากระอักกระอ่วนของตนเอง พลางส่ายหน้าจนผมกระจาย
อาจเป็เพราะองค์ชายรองทนดูสีหน้าขัดเขินของนางต่อไปไม่ไหว หรือเป็เพราะตัวเขาเองก็กำลังคิดถึงเื่ที่บอกใครไม่ได้เช่นกัน จึงได้รีบกล่าวตัดบทขึ้นมาว่า
“หวงจื่อเฟยเพิ่งดีขึ้น หมอหลวงเซี่ยบอกแล้วต้องค่อยเป็ค่อยไป ดื่มยาสักสองเดือนความทรงจำคงจะกลับมาเอง อย่าเพิ่งร้อนใจไปเลย ระยะนี้ก็ให้ดูแลร่างกายให้หายดี ขาดเหลือสิ่งใดก็บอกกับบ่าวรับใช้ ข้าจะมาเยี่ยมบ่อย ๆ”
พูดจบคนที่ควรเป็เ้าบ่าวก็จากไปอย่างไร้ความลังเล ประตูถูกปิดลงอย่างแ่เบา โดยไม่มีคำฝากฝังทิ้งท้าย
ซูอันหนิงผ่อนลมหายใจยาวคล้ายโล่งใจไปเปลาะหนึ่ง เมื่อเหลือเพียงนางกับสาวใช้จึงได้เริ่มมีเวลาครุ่นคิดไตร่จรอง
ยามที่องค์ชายรองปรากฏตัว...ทันทีที่สบตานาง เขาก็หยุดชะงักไปก้าวหนึ่ง ไม่ได้พุ่งตรงเข้ามาถามไถ่ด้วยความเป็ห่วงเฉกเช่นคู่แต่งงานใหม่
ยามที่เห็นนางเืกำเดาไหล เขารีบเรียกหมอด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด ทว่าความเกรี้ยวกราดนี้กลับคล้ายออกมาจากความร้อนรนเพราะเหตุผลบางประการมากกว่าจะมาจากความห่วงใยรักใคร่
ระหว่างหมอหลวงตรวจอาการ เขาที่เป็สามีกลับยืนห่างออกไปโดยมีโต๊ะข้างเตียงคั่นกลาง ราวกับไม่้าเข้าใกล้แต่ก็ไม่ใช่เพราะความเกลียดชัง
จนนางเกือบจะคิดว่าเขาเป็เพียงขันทีใหญ่ประจำจวนองค์ชายเสียแล้ว
ซูอันหนิงมองไปรอบห้องอันเงียบสงบ
ห้องหอ...กลับเงียบงันเช่นนี้ มีเพียงหวงจื่อเฟยที่าเ็นอนอยู่เพียงลำพัง นอกจากสาวใช้ตัวน้อยสองคน บ่าวคืนอื่น ๆ ก็มองมาด้วยสายตาแปลก ๆ
ซูอันหนิงกำผ้าห่มแน่นขึ้น โดยไม่รู้ตัว รู้สึกเหมือนตกลงมาบนดาวที่ไม่รู้จัก
ทั้งแปลกหน้าและแฝงเร้นอันตรายภายใต้ผิวน้ำสงบ