จารึกที่ 410 : ปฐมขีดเขียน : เงามรดกบรรพกาลและการทดสอบสุดท้าย
คลื่นกระแทกจากการปะทะข้ามมิติเพิ่งจะสงบลง ทะเลดาราใต้พิภพที่เคยเดือดพล่านกลับคืนสู่ความนิ่งงัน ละอองแสงสีเงินและสีดำค่อยๆ ร่วงหล่นลงมาประดุจหิมะในฤดูหนาวที่ไร้กาลเวลา
บนเกาะลอยฟ้าศิลาขาวขุ่น อาเจียคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าแผ่นศิลายักษ์ โลหิตสีเงินยวงหยดลงกระทบพื้นหินดังกังวาน ชายหนุ่มหอบหายใจลึก ทุกครั้งที่สูดอากาศเข้าปอด ความเจ็บปวดแปลบปลาบจะแล่นปราดไปตามเส้นชีพจร ปฏิกิริยาสะท้อนกลับจากการดึงเจตจำนงของวิหารไปต้านทานศัสตราระดับเทพ กำลังบีบคั้นวงแหวนสามธาตุในจุดตันเถียนให้สั่นสะท้าน
หลินชิงเสวี่ยและเย่ปิงอวิ๋นถลันเข้ามาประคองร่างของเขาไว้ สตรีน้ำแข็งรีบส่งปราณพฤกษาที่เหลืออยู่น้อยนิดเข้าหล่อเลี้ยงชีพจรของบุรุษหนุ่ม ทว่าอาเจียกลับส่ายหน้าเบาๆ ยกมือขึ้นห้ามปราม
"อย่าสูญเสียพลังของเจ้าไปเปล่าๆ ชิงเสวี่ย" อาเจียเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ทว่าดวงตาเนตรสูญตาของเขายังคงทอประกายลึกล้ำ "กฎเกณฑ์ของสถานที่นี้ปฏิเสธการเยียวยาจากภายนอก ข้าต้องอาศัยวงแหวนสามธาตุย่อยสลายแรงกระแทกด้วยตนเองเท่านั้น"
"เจ้าฝืนตัวเองเกินไปแล้ว" ฉินมู่หลางเดินเข้ามาใกล้ ยอดกระบี่หนุ่มกวาดสายตามองไปรอบๆ เกาะลอยฟ้า "กู่หานซานถูกตีโต้กลับไปแล้วก็จริง ทว่าที่แห่งนี้ยังคงให้ความรู้สึกอันตรายไม่ต่างจากรังของอสูรร้าย พวกเราควรหาที่ซ่อนตัวเพื่อพักฟื้น ก่อนที่จะทำสิ่งใดต่อไป"
"เวลาของพวกเรามีไม่มากนัก มู่หลาง" อาเจียยันกายลุกขึ้นยืนอย่างยากลำบาก สายตาจับจ้องไปยังแผ่นศิลายักษ์ที่ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางเกาะ "การที่ข้าเชื่อมต่อกับเจตจำนงของวิหารเมื่อครู่ ทำให้ข้าสัมผัสได้ว่า กลไกของสถานที่แห่งนี้กำลังตื่นตัวอย่างเต็มที่ หากพวกเราไม่ไขความลับของแผ่นศิลานี้เพื่อเข้าควบคุมวิหาร... อีกไม่ถึงครึ่งก้านธูปมอดดับ กฎเกณฑ์ที่ปั่นป่วนจะกลืนกินพวกเราทุกคนให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของทะเลดารา"
เฟิงอี้หรานเลิกคิ้ว เปลวเพลิงในตาของเขาลุกโชนขึ้น "หมายความว่า เจ้าต้องถอดความลับของก้อนหินยักษ์นั่นให้ได้เดี๋ยวนี้งั้นหรือ? ในสภาพที่เจ้าแทบจะยืนไม่ไหวเนี่ยนะ!"
"วิถีแห่งอักขระ ไม่ได้อาศัยกำลังกาย... ทว่าอาศัยความกว้างใหญ่ของจิตวิญญาณ" อาเจียตอบเสียงเรียบ ชายหนุ่มก้าวเดินเข้าไปหยุดอยู่เบื้องหน้าแผ่นศิลาที่ไร้ลวดลายใดๆ มีเพียงความว่างเปล่าที่เก่าแก่และมืดมิด
"ท่านอาจารย์ องค์หญิงน้อย..." อาเจียส่งกระแสจิต "ข้าจะดำดิ่งลงไปในแก่นแท้ของมัน"
มู่เฉินปรากฏร่างโปร่งแสง ใบหน้าของท่านเคร่งขรึมถึงขีดสุด "จงระวังให้ดี อาเจีย การเพ่งเนตรสูญตาเข้าสู่รากฐานของยุคโบราณกาล วิญญาณของเจ้าจะหลุดลอยออกจากร่าง หากเจ้าหลงทางอยู่ในนั้น เจ้าจะไม่มีวันได้ลืมตาตื่นขึ้นมาอีก"
อาเจียพยักหน้ารับ เขาหันกลับมามองสหายทั้งสี่และเจ้าถุงเงินที่เกาะอยู่ใกล้ๆ "ระหว่างที่ข้าหลับตาลง วิหารแห่งนี้ย่อมไม่ยอมให้ข้าช่วงชิงความลับไปได้โดยง่าย มันจะต้องส่งเงาสะท้อนแห่งอดีตมาขัดขวาง... ฝากร่างกายของข้าด้วย"
"เจ้านั่งลงให้สบายใจเถิด" มู่หลางตวัดกระบี่นิรันดร์ชี้ลงพื้น เจตจำนงกระบี่สีเงินระเบิดออกล้อมรอบบริเวณ "ตราบใดที่ข้ายังมีลมหายใจ จะไม่มีสิ่งใดก้าวผ่านเส้นกระบี่นี้เข้ามาสัมผัสชายเสื้อเจ้าได้"
"เพลิงของข้าก็พร้อมแผดเผาทุกสิ่งที่กล้าล่วงล้ำเข้ามา!" เฟิงอี้หรานกระแทกหมัดเข้าหากัน เปลวไฟสีทองแดงลุกพรึบขึ้นเป็นกำแพงชั้นที่สอง
อาเจียแย้มรอยยิ้มบางเบา ความผูกพันและความเชื่อใจคือเกราะกำบังที่แข็งแกร่งที่สุด ชายหนุ่มทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิเบื้องหน้าแผ่นศิลา พู่กันนิรันดร์วางพาดอยู่บนตัก เขาหลับตาลง และเปิดใช้งาน "เนตรสูญตา" ในห้วงจิตวิญญาณอย่างเต็มกำลัง!
พริบตาที่จิตสัมผัสของเขาพุ่งทะลวงเข้าสู่เนื้อศิลา โลกแห่งความเป็นจริงพลันดับวูบ!
อาเจียพบว่าตนเองกำลังล่องลอยอยู่ท่ามกลางความมืดมิดที่ไร้ขอบเขต มันไม่มีทิศทาง ไม่มีบนหรือล่าง ไม่มีความร้อนหรือความเย็น นี่คือความว่างเปล่าที่แท้จริงก่อนที่จักรวาลจะถือกำเนิด
ทันใดนั้น ท่ามกลางความเงียบงันอันเป็นนิรันดร์ มีประกายแสงสีเทาหม่นปรากฏขึ้น มันมิใช่แสงสว่าง ทว่ามันคือ 'รอยขีด' ที่ถูกลากผ่านความว่างเปล่า!
รอยขีดเขียนนั้นเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้า ทว่าหนักอึ้งประดุจกำลังแบกรับน้ำหนักของดวงดาวทั้งมวล อาเจียเบิกเนตรสูญตาเพ่งมองเส้นสายนั้น เขาเห็นว่าทุกครั้งที่รอยขีดลากผ่าน ความไม่มีได้ถูกแบ่งแยกออก ก่อเกิดเป็นมิติ ก่อเกิดเป็นกฎเกณฑ์ และก่อเกิดเป็นความหมาย
*"ปฐมขีดเขียน..."* เสียงสะท้อนที่ไร้ที่มาดังก้องในห้วงวิญญาณ *"มิใช่การทำลายความว่างเปล่า ทว่าคือการตีกรอบให้ความว่างเปล่านั้นมีรูปทรง"*
ในขณะที่อาเจียกำลังดื่มด่ำกับการรู้แจ้งในโลกวิญญาณ... ภายนอกเกาะลอยฟ้า สถานการณ์กลับพลิกผันเข้าสู่วิกฤต!
ผิวน้ำของทะเลดาราใต้พิภพที่เคยสงบนิ่ง พลันเดือดพล่านขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง! ดวงดาวนับหมื่นดวงที่จมอยู่ใต้น้ำลอยตัวขึ้นสู่ผิวน้ำ แสงสว่างหลากสีสันสาดส่องไปทั่วบริเวณ ก่อนที่มวลน้ำเหล่านั้นจะก่อตัวขึ้นเป็นรูปร่าง!
พวกมันมิใช่อสูรจารึกดั่งเช่นที่ผ่านมา ทว่ามันคือ 'เงาสะท้อนบรรพกาล' ร่างของเหล่านักรบในยุคอดีตที่เคยทิ้งร่องรอยไว้ในวิหารแห่งนี้ พวกเขาล้วนสวมชุดเกราะศิลาโบราณ ในมือถืออาวุธที่หล่อหลอมจากแสงดาราและเงามืด แม้จะไร้ใบหน้าและไร้ชีวิต ทว่ากลิ่นอายพลังของเงาแต่ละร่าง ล้วนเทียบเท่ากับผู้ก้าวล่วงระดับแก่นทองคำขั้นสมบูรณ์จนถึงวิญญาณแรกเริ่ม!
เงาสะท้อนนับร้อยร่างพุ่งทะยานขึ้นจากทะเลดารา ทิ้งตัวลงมาบนเกาะลอยฟ้าหมายจะขัดขวางบุรุษที่กำลังล่วงรู้ความลับของพวกตน!
"พวกมันมาแล้ว!" เย่ปิงอวิ๋นตวาดก้อง สตรีผู้วางแผนสะบัดมือเรียกแผ่นหยกค่ายกลนับสิบแผ่น ปาออกไปปักรอบๆ ตัวอาเจีย ก่อเกิดเป็นโดมแสงสีฟ้ารูปครึ่งวงกลม
"เข้ามาเลยไอ้พวกเงาผี!" เฟิงอี้หรานคำราม เปลวเพลิงอัคคีบรรพกาลระเบิดออกเป็นพายุไฟ พุ่งเข้าปะทะกับเงารบสามร่างที่ทะยานลงมาแนวหน้าสุด!
ความร้อนแรงของเปลวเพลิงแผดเผาร่างศิลาของเงาเหล่านั้นจนละลาย ทว่าพวกมันกลับไม่ส่งเสียงร้องเจ็บปวด ซ้ำยังพุ่งทะลวงผ่านเปลวไฟเข้ามาฟาดฟันหอกแสงดาราเข้าใส่อี้หราน!
*เปรี้ยง!*
ฉินมู่หลางพุ่งตัวเข้ามาขวาง ปราณกระบี่นิรันดร์ตวัดฟาดฟันหอกแสงจนแหลกละเอียด ก่อนจะสะบัดกระบี่เป็นรูปครึ่งวงเดือน ตัดร่างของเงารบทั้งสามขาดสะบั้น!
"พวกมันไม่มีความรู้สึก และไม่มีจุดอ่อนทางวิญญาณ!" มู่หลางตะโกนเตือนขณะปัดป้องการโจมตีจากทิศทางอื่น "อย่าใช้พลังโจมตีกว้างเกินไป กฎของที่นี่ยังคงกดข่มปราณของพวกเราอยู่ จงเน้นทำลายที่แกนกลางอาวุธของพวกมัน!"
เฟิงหลิงเอ๋อร์ยืนอยู่ใกล้กับอาเจีย ดวงตาดาราของนางเปล่งประกาย นางพยายามเพ่งมองทะลุจุดอ่อนของเงาสะท้อนเหล่านั้น "แกนพลังของพวกมัน... อยู่ที่สัญลักษณ์รูปจันทร์เสี้ยวบนหน้าอก! หากทำลายตรงนั้น ร่างของพวกมันจะสลายไป!"
"รับทราบ!" ชิงเสวี่ยประสานอินด้วยมือทั้งสองข้าง ปราณพฤกษาก่อตัวเป็นเข็มไม้นับร้อยเล่ม พุ่งทะยานแหวกอากาศเข้าแทงทะลุสัญลักษณ์จันทร์เสี้ยวบนหน้าอกของเงารบที่กำลังล้อมเข้ามา ร่างของเงาเหล่านั้นแตกสลายกลายเป็นละอองแสงร่วงหล่นลงพื้นทันที
การประสานงานของกลุ่มสหายเป็นไปอย่างลื่นไหลและทรงประสิทธิภาพ ทว่าจำนวนของเงาสะท้อนบรรพกาลกลับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ราวกับทะเลดาราเบื้องล่างสามารถให้กำเนิดพวกมันได้ไม่มีที่สิ้นสุด
เงาร่างนับร้อยหลั่งไหลขึ้นมาบนเกาะลอยฟ้า บีบวงล้อมให้แคบลงทุกขณะ มู่หลางและอี้หรานที่บาดเจ็บอยู่เดิมเริ่มมีบาดแผลเพิ่มขึ้น ลมหายใจหอบเหนื่อย ปราณเซียนเริ่มร่อยหรอลงอย่างเห็นได้ชัด
"ปิงอวิ๋น! ค่ายกลของเจ้าจะต้านทานได้อีกนานเท่าใด!" อี้หรานตะโกนถามขณะพ่นไฟสกัดเงารบร่างยักษ์
"หากพวกมันถาโถมเข้ามาพร้อมกันเช่นนี้... ไม่เกินร้อยลมหายใจ!" ปิงอวิ๋นกัดฟันแน่น โลหิตไหลซึมจากมุมปากจากการฝืนค้ำยันค่ายกล
เจ้าถุงเงินที่แฝงตัวอยู่ในเงาของอาเจีย พุ่งทะยานออกไปตวัดขาทั้งแปดและพ่นใยแห่งความว่างเปล่า ตัดร่างของเงารบไปหลายสิบตัว ทว่าแม้แต่ราชันแมงมุมมิติสูญตา ก็เริ่มถูกเงารบที่มีกลิ่นอายความมืดกลุ้มรุมจนต้องล่าถอยกลับมาปกป้องเจ้านาย
ในขณะที่สถานการณ์ภายนอกกำลังเข้าสู่จุดวิกฤต... ภายในห้วงวิญญาณของอาเจีย การเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่กำลังบังเกิดขึ้น!
อาเจียเฝ้ามอง 'ปฐมขีดเขียน' ที่กำลังตีกรอบความว่างเปล่า เขาประจักษ์แล้วว่า อักขระมิใช่สิ่งตายตัว ทว่ามันคือ 'เจตจำนง' ที่สามารถไหลเวียนและเปลี่ยนแปลงได้ดั่งสายน้ำ
"หากความว่างเปล่าคือผืนผ้าใบ... และอักขระคือกรอบที่กำหนดรูปทรง... เช่นนั้น วิถีแห่งหมื่นอักขระของข้า ก็มิจำเป็นต้องยึดติดกับรูปแบบใดๆ อีกต่อไป"
ทารกวิญญาณสูญตาลุกขึ้นยืน! เนตรสูญตาในดวงตาเปล่งประกายสีเทาหม่นเจิดจ้า อาเจียยกมือขึ้นกลางห้วงความมืดมิด นิ้วมือของเขาวาดไปตามจังหวะของปฐมขีดเขียน!
เขาไม่ได้คัดลอก ทว่าเขา 'เข้าใจ' แก่นแท้ของการขีดเขียนนั้น
พริบตาที่ปลายนิ้วของอาเจียตวัดวาดเสร็จสิ้น กฎเกณฑ์ที่หลับใหลอยู่ในวิญญาณของเขาก็หลอมรวมเข้ากับเจตจำนงของวิหารสุริยันจันทราอย่างสมบูรณ์แบบ วงแหวนสามธาตุ (ลม เพลิง วารี) ที่เคยหมุนวนอยู่ภายนอกทารกวิญญาณ พลันถูกสูบเข้าไปหลอมรวมอยู่ภายใน 'อักขระปฐมกาล' ที่เขาเพิ่งจารึกไว้ในใจ!
โลกวิญญาณดับวูบลง อาเจียถูกดึงกลับสู่ความเป็นจริง!
*เพล้งงงง!*
เสียงค่ายกลของเย่ปิงอวิ๋นแตกสลายดังสนั่น! เงาสะท้อนบรรพกาลนับสิบร่างพุ่งทะยานฝ่าแนวกระบี่ของมู่หลางและเปลวเพลิงของอี้หรานเข้ามา หอกแสงและดาบเงาเงื้อขึ้นสูง หมายจะสับร่างของอาเจียที่กำลังนั่งหลับตาอยู่ให้เป็นชิ้นๆ!
"อาเจีย!" สหายทั้งสี่กรีดร้องด้วยความสิ้นหวัง
ทว่า ในเสี้ยววินาทีที่คมอาวุธกำลังจะจรดถึงผิวกาย...
อาเจียลืมตาขึ้น!
นัยน์ตาสีดำสนิทบัดนี้มีความลึกล้ำประดุจห้วงเอกภพ เนตรสูญตาแผ่คลื่นความว่างเปล่าที่หนักอึ้งและทรงอำนาจที่สุดออกมา! ชายหนุ่มมิได้ขยับหลบหนี และมิได้ชักพู่กันนิรันดร์ออกมา ทว่าเขาเพียงแค่ยกมือขวาขึ้น... ชูนิ้วชี้และตวัดขีดเส้นแนวนอนเพียงหนึ่งเส้นกลางอากาศ!
"จงสลายไป"
คำกล่าวที่ราบเรียบ ทว่าแฝงด้วยเจตจำนงแห่ง 'ปฐมขีดเขียน' ที่เพิ่งรู้แจ้ง!
รอยขีดสีเทาหม่นที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แผ่ขยายออกไปเป็นวงกว้างประดุจระลอกคลื่น พริบตาที่เส้นความว่างเปล่านี้ลากผ่านร่างของเงาสะท้อนบรรพกาล... กฎเกณฑ์ที่ก่อร่างสร้างพวกมันขึ้นมา พลันถูก 'ลบล้างความหมาย' ออกไปจากจักรวาลโดยสิ้นเชิง!
อาวุธที่เงื้อฟันลงมาหยุดชะงัก ร่างศิลาของเงารบนับร้อยบนเกาะลอยฟ้า และที่กำลังพุ่งขึ้นมาจากทะเลดารา หยุดนิ่งประดุจเวลาถูกแช่แข็ง ก่อนที่ร่างเหล่านั้นจะค่อยๆ เลือนหายไปในอากาศธาตุ ไร้เสียงระเบิด ไร้การแตกหัก ทว่าหายไปราวกับไม่เคยดำรงอยู่มาตั้งแต่ต้น!
ความเงียบงันกลับมาเยือนเกาะลอยฟ้าอีกครั้ง ทะเลดาราใต้พิภพที่เคยบ้าคลั่ง บัดนี้สงบนิ่งและยอมศิโรราบต่อเจตจำนงใหม่ที่ปรากฏขึ้น
ฉินมู่หลาง เฟิงอี้หราน และสตรีทั้งสาม ยืนเบิกตากว้างจนแทบลืมหายใจ พวกเขามองดูแผ่นหลังของบุรุษหนุ่มที่ค่อยๆ หยัดกายลุกขึ้นยืน กลิ่นอายของอาเจียในยามนี้ มิใช่เพียงผู้ฝึกตนที่ยืมพลังจากกฎเกณฑ์ ทว่าเขาเปรียบเสมือนส่วนหนึ่งของความเก่าแก่ในวิหารแห่งนี้ไปแล้ว
"เจ้า... เจ้าทำได้อย่างไร?" เฟิงอี้หรานกลืนน้ำลายฝืดคอ ไฟในมือของเขาดับลงไปโดยไม่รู้ตัว
"ข้าเพียงแค่ตีกรอบให้พวกมันรู้ว่า... พื้นที่ตรงนี้ ไม่มีความหมายให้พวกมันดำรงอยู่อีกต่อไป" อาเจียตอบเสียงนุ่มนวล ชายหนุ่มหันกลับมามองสหายทุกคน รอยยิ้มอบอุ่นปรากฏบนใบหน้า "ขอบใจพวกเจ้ามาก ที่ทุ่มเทปกป้องข้าจนถึงวินาทีสุดท้าย... บัดนี้ วิถีอักขระของข้าก้าวล่วงขอบเขตเดิมแล้ว"
อาเจียหันกลับไปมองแผ่นศิลายักษ์บนแท่นบูชา เขายื่นมือออกไปสัมผัสมันอย่างแผ่วเบา คราวนี้ไม่มีแรงผลักไส หรือปฏิกิริยาสะท้อนกลับใดๆ แผ่นศิลาเปล่งแสงสีขาวและดำสลับกันอย่างอ่อนโยน ราวกับกำลังแสดงความเคารพต่อเจ้านายคนใหม่
"การทดสอบของวิหารสุริยันจันทราสิ้นสุดลงแล้ว" มู่เฉินลอยออกมาพร้อมกับรอยยิ้มภาคภูมิใจ "บัดนี้ เจ้าคือผู้ครอบครองความลับของวิหารโบราณแห่งนี้อย่างสมบูรณ์"
อาเจียหลับตาลง ส่งจิตสัมผัสผ่านแผ่นศิลาเข้าเชื่อมต่อกับแกนกลางของวิหารทั้งหมด ในชั่วพริบตา เขาสามารถรับรู้ถึงกลไก ค่ายกล และกฎเกณฑ์ทุกซอกทุกมุมของทวิภพสุริยันจันทรา!
รวมไปถึง... สถานการณ์เบื้องนอกม่านพลัง!
นัยน์ตาของอาเจียเปิดขึ้น เปล่งประกายความเยือกเย็นที่จับขั้วหัวใจ เขาสัมผัสได้ว่ากู่หานซานและกองทัพตระกูลเซียนโบราณผู้พิทักษ์กฎ ยังคงปักหลักปิดล้อมหุบเขาเบื้องนอกอย่างแน่นหนา เตรียมพร้อมที่จะบดขยี้พวกเขาทันทีที่ก้าวเท้าออกไป
"พวกตระกูลเซียนโบราณยังคงรอคอยความตายของพวกเราอยู่เบื้องนอก" อาเจียสะบัดชายเสื้อคลุม พู่กันนิรันดร์ลอยกลับเข้ามาอยู่ในมือ "ในเมื่อพวกมันชอบปิดล้อมนัก ข้าก็จะใช้เจตจำนงของวิหารแห่งนี้... ขังพวกมันไว้ในฝันร้ายที่พวกมันเป็นคนสร้างขึ้นเอง!"
การรู้แจ้งวิถีแห่งปฐมขีดเขียนมิใช่เพียงการเอาชีวิตรอด ทว่ามันคือการพลิกกระดานหมากครั้งมโหฬาร อาเจียพร้อมแล้วที่จะนำพาสหายก้าวเท้าออกจากซากปรักหักพัง เพื่อเผชิญหน้าและบดขยี้ผู้ที่กล้าตั้งตนเป็นจ้าวแห่งกฎเกณฑ์ ด้วยวิถีที่อยู่เหนือกว่าฟ้าดิน!