บทที่ 1
พระเ้าแกล้งกันรึไง!
โรงเรียนในวันนี้ ยังคงเต็มไปด้วยเหล่านักเรียนในชุดเครื่องแบบเดิมๆเสื้อเชิ้ตสีขาวคู่กันกับกระโปรงและกาเกงสีดำสนิท วันนี้เป็วันเปิดเทอมวันแรก ไม่มีพิธีเปิดการศึกษา มีแต่ผอ.ที่จะมายืนพูดบลาๆ ให้นักเรียนอย่างเรานั่งฟังนานนับชั่วโมง
แต่ในตอนนี้เป็เวลาเจ็ดโมงเช้า เข้าแถวเคารพธงชาติคือแปดโมงตรง ฉันไม่เข้าใจจริงๆ ว่าเด็กพวกนี้จะรีบแหกขี้ตาตื่นแต่เช้ามาเพื่อนอะไรกันการบ้านรึ? ก็ไม่มีเพราะเพิ่งเปิดเทอม อะไรจะพากันตั้งใจมาเรียกกันขนาดนั้นนะหรือว่าคิดถึงเพื่อนกันละสมัยนี้เทคโนโลยีก้าวหน้าจะตาย ไปมุดอยู่ขั้วโลกใต้ก็คุยกับเพื่อนได้อยู่หรอกน่า
จะว่าไปฉันก็มาเช้านิ!
เฮ้อๆ อย่านับฉันไปรวมกับพวกเด็กคงแก่เรียนอะไรเทือกนั้นเลยนะ ฉันไม่ได้รีบตื่นเช้าเพราะจะมาตั้งหน้าตั้งตาตั้งใจเรียน หรือคิดถึงพวกเพื่อนอันเป็ที่รักจนจะขาดใจตาย แต่เป็เพราะว่าคุณแม่บังเกิดเกล้า ดันบ้าจี้ปลุกฉันให้ลุกขึ้นมาจากเตียงั้แ่ไก่ไม่ทันขัน
ทั้งที่ว่ากันตามจริงฉันเพิ่งจะได้นอนไม่ถึงสามนานทีหลังจากที่ปิดคอมตอนที่พระอาทิตย์กำลังขึ้น
สรุปง่ายๆ ฉันยังไม่ได้นอนคะ!
อะ! สาวสวยที่ถูกหนุ่มๆ รายล้อมอยู่นั้นมันแบร์เพื่อนสนิทฉันนี้นา เธอสวยขึ้นอีกแล้วนะ ผมยาวขึ้น หน้าม้าก็ยาวขึ้น เธอเหมือนจะตัดมันออกไปนิดเดียวออร่าของเ้าหล่อนก็ยังเหมือนเดิมคือเป็คนที่สดใสร่าเริงเข้ากับคนอื่นง่าย ไม่แปลกใจเลยจริงๆ ว่าทำไมถึงมีแต่คนอยากรู้จัก...ถึงส่วนใหญ่มักจะเป็พวกผู้ชายก็เถอะ
“ว่าไง เพื่อนรัก”
ฉันเดินฝ่าวงล้อมพวกผู้ชายที่พยายามแย่งกันคุยกับแบร์ด้วยความยากลำบาก แต่ก็ใช้ว่าจะเกรงใจเ้าพวกนั้น ฉันเป็พวกหลายบุคลิกจะสดใสร่าเริงเป็ตัวของตัวเองก็ต่อเมื่ออยู่กับเพื่อนๆ และครอบครัว ส่วนพวกที่ไม่รู้จัก เ้าพวกนั้นเรียกฉันว่าเ้าหญิงน้ำแข็งเพราะความไม่ค่อยพูดเวลาอยู่ต่อหน้าคนอื่นทำให้ดูเหมือนเป็คนเ็า
ทั้งที่ความจริงคือ...ฉันโคตรพูดมาก! การันตีได้จากเพื่อนในห้อง
“เกรวี่! ทำไมแกไม่ไปทริปกับพวกฉันตอนปิดเทอมหา!!!....$%^&*()(*&^”
จากที่ฉันกำลังอ้าแขนจะกอดเพื่อนสาวด้วยความคิดถึงที่ไม่ได้เจอหน้ามานับั้แ่ปิดเทอม กลายเป็ว่าต้องเอามือทั้งสองข้างมาปิดหูตัวเองแทน เมื่อแม่ตัวดีเริ่มสวดใส่เื่ที่ฉันไม่ยอมไปเที่ยวกับพวกคนในห้องเพื่อฉลองสอบเสร็จ และก็เริ่มลามไปเื่สมัยเก่าๆ ที่ฉันปฏิเสธทุกนัดที่มีการเที่ยว
แหม่...ฉันละอยากจะบอกออกไปจริงๆ ว่าถ้าเป็นัดชวนลงดันเจี๊ยนในเกมฉันก็จะไปให้แบบตรงเวลาอยู่หรอก
“ไม่เอาน่าแบร์บี้ แกควรจะชินชากับนิสัยเพื่อนคนนี้ได้แล้วนะ”
“เฮ้อ... ใช่ ฉันควรจะชิน” เพื่อนสาวถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่ายกับนิสัยของฉัน
ความสัมพันธ์ของพวกเราทั้งคู่จัดได้ว่าสนิทกันมากถึงมากที่สุด ด้วยความที่เป็เพื่อนกันั้แ่เด็กๆ บ้านของแบร์อยู่ใกล้กับบ้านของฉันเป็เหตุที่ทำให้เราทั้งคู่เล่นด้วยกันบ่อยๆ แต่เมื่อโตมาหน่อยเธอก็ย้ายบ้านไป ทว่าเราทั้งคู่ก็ยังเข้าเรียนที่เดียวกัน เลยเรียกได้ว่าไม่เคยห่างกันเลย
เราอยู่ด้วยกันมาตลอดเป็ทั้งเพื่อนและพี่น้องเลยก็ว่าได้
เราทั้งคู่ทักทายกันตามประสาคนไม่เจอกันนานอีกนิดหน่อยก็พากันไปเตรียมเข้าแถวเคารพธงชาติที่ระดับ พอมาถึงจุดนี้ เราก็กลายเป็ที่สนใจของรอบข้างโดยทันที เมื่อพวกคุณเพื่อนทั้งหลายพากันแสดงโชว์สดก่อความวุ่นวายั้แ่วันแรกของภาคเรียน
ปีนี้ฉันอยู่ม.หกแล้วคะ เขาว่ากันว่าปีนี้เป็ปีที่ต้องเตรียมตัวหนัก ทำให้พวกเขาปรึกษากันว่าในเมื่อมีเื่เครียดเยอะแล้วเวลาว่างจึงจะหาอะไรที่มันบันเทิงเล่นเช่น...
...การวิ่งไล่จับ
“เออ...ฉันขอบาย”
“เกรวี่!”
ฉันที่กำลังหันหลังเพื่อที่จะหลบหนีจากเหตุการณ์ชุลมุนตรงหน้า เป็อันต้องสะดุ้งตัวโยนเมื่อเพื่อนสาวตัวดีนามว่าค็อกเทลเรียกชื่อฉันไว้
ยัยนี่น่ะมันตัวอันตรายอันดับหนึ่งของห้องเลยนะขอบอก ด้วยร่างกายอันแข็งแร่งสมบูรณ์ เธอสามารถโค่นผู้ชายที่โหดร้ายที่สุดในห้องได้ เพื่อนๆ ต่างเรียกเธอว่าผู้กล้า ...ในห้องฉันมันไม่มีใครเต็มหรอกบอกเลย
กลับมาที่คุณค็อกเทลที่รัก ยัยนี่อันตรายใช่ไหม? ใช่! แล้วไงต่อละ…เพราะแม่คุณอันตรายและมักเป็ผู้นำในการลากเพื่อนไปสู่สนามรบ ฉันเลยรู้สึกเป็กังวลจนเนื้อตัวเต้นเมื่อเธอเรียกชื่อฉันออกมาด้วยน้ำเสียงอันดังกังวาน
จากนี้จะเป็ไงต่องั้นเหรอ? มีสองทางนะ หนึ่งฉันจะโดนเ้าพวกบ้าลิงทะโมนห้องศิลป์-ญี่ปุ่นทับจนไม่มีชิ้นดี สองถ้าไม่อยากชิบหายอย่างข้อแรกก็วิ่งสิคะ!
หลังจากที่ฉันเกือบโดนรุมยำจากเพื่อนทั้งห้องในตอนนี้ก็เป็การเข้าแถวเคารพธงชาติ บรรยากาศมันควรจะดูสงบนักเรียนทุกคนควรจะตั้งใจต่อพิธีกรรมหน้าเสาธง แต่ขอโทษ...คำว่าสงบมันไม่ได้อยู่ในหัวของลิงหรอก เ้าพวกนี้มันคุยกันราวกับไม่เคยเจอกันมาชาติหนึ่ง ไม่ต้องห่วงเื่ถูกอาจารย์จับได้ สกิลแอบคุยของเขามันดี ดีถึงขนาดห้องอื่นดันโดนรับเคราะห์แทน
ที่บ่นๆ ไม่ใช่ว่าฉันไม่คุยหรอกนะ ฉันคุยอยู่แล้วหัวข้อก็รู้ๆ กันอยู่ เกม ไงละ
“เย็นนี้ใครจะไปลงดันกับฉันบ้าง จะได้รอ”
“ข้าๆ” เพื่อนชายด้านข้างพูดขึ้น
“เสียดายวะ วันนี้ไม่ว่าง” อีกคนด้านหลังกระซิบบอกบ้าง
อันนี้เป็แค่ตัวอย่างเล็กน้อยของเพื่อนในทีมฉัน ส่วนใหญ่พวกที่ฉันเล่นเกมด้วยมักจะเป็ผู้ชายพวกผู้หญิงเขาไม่ค่อยเล่นกันน่ะ
การคุยในแถวเรามีการแบ่งเป็โซนด้วยนะ พวกหน้าๆ จะคุยเื่เรียน กลางๆ ก็พวกเกม ถัดมาอีกนิดก็พวกเพลงหรือดารา ด้านหลังจะเป็คุยสัพเพเหระ คือคุยครอบจักรวาลไม่มีใครอยู่สุข ถ้าเป็วันที่การบ้านหน่อยก็จะเงียบกันเพราะทุกคนมัวแต่ก้มหน้าก้มตาลอกกันอย่างสามัคคี
เวลาแห่งความน่าเบื่อเริ่มมาเยือนเมื่อทุกคนเริ่มหมดเื่ที่จะคุย ผอ.ก็เอาแต่พูดเื่ระเบียบซ้ำไปมาคอยแต่จะพูดว่านี้เื่สุดท้ายมาไม่ต่ำกว่าสามรอบแล้ว
เฮ้อ! น่าเบื่อจัง ถ้ามีเด็กใหม่อย่างคีย์ย้ายเข้ามาก็น่าจะสนุกดีนะ
“เฮ้ยๆ นั้นเด็กใหม่ใช่ไหม”
“ใช่แน่เลยนะฉันว่า”
“คนต่างชาติอะป่าว ไม่เหมือนคนไทยเลยนะ”
“หน้าเหมือนคนญี่ปุ่นนะ ต้องไปอยู่ห้องศิลป์-ญี่ปุ่นแน่ๆ เลยอะ”
เสียงซุบซิบดังขึ้นจากผู้หญิงรอบๆ ด้าน ส่วนผู้ชายก็มีบ้าง คำว่าเด็กใหม่ที่หน้าเหมือนคนญี่ปุ่นมันทำให้หูของฉันเปิดกว้าง ...เื่ที่ฉันคิดไว้เล่นๆ ตอนปิดทอมมันคงไม่ได้กำลังเกิดขึ้นจริงหรอกใช่ไหม?
แต่ที่แน่ๆ ฉันจะไม่หันไปดู!
“เอาละนักเรียนเราจะแนะนำนักเรียนใหม่นะ เขามาจากญี่ปุ่น พูดไทยได้บ้าง เอาล่ะมาแนะนำตัวหน่อยสิ”
เสียงของหัวหน้าระดับตอกย้ำความคิดของเกรวี่ หญิงสาวหันหน้าไปอีกด้านตรงข้ามกับที่เด็กใหม่มา เธอไม่รู้ว่าเขาเป็หญิงหรือชายแต่จากความสนใจจากนักเรียนหญิงก็พอจะเดาได้ลางๆ ว่าเขาเป็ผู้ชายที่สำคัญคือต้องหล่ออย่างแน่นอน ...หวังว่าจะไม่ใช่คีย์นะ
ถึงฉันจะเคยบ้าบอฝันไว้เป็ตุเป็ตะ แต่พอเหตุการณ์จริงฉันไม่บ้าวิ่งเข้าหาผู้ชายหรอก ใครๆ ก็หาว่าฉันซึนเดเระ เื่นี้ปกติฉันก็ปฏิเสธว่าไม่ซึน แต่พอมาคิดดูๆ ฉันว่าฉันเป็แน่ๆ ทุกครั้งที่เริ่มชอบใครสักคนฉันมักจะทำตัวตรงกันข้ามกับความรู้สึกเสมอ ปากก็แข็งยิ่งกว่าพื้นคอนกรีตอีก
เพราะแบบนี้ถึงไม่มีใครเข้าใจฉัน ฉันคิดยังไงก็ไม่มีใครรู้ เหตุผลที่ทำให้โสดสนิทก็เพราะแบบนี้แหละ
“สวัสดีครับ ผมชื่อว่าคีย์ ยินดีที่ได้รู้จักกับทุกคนนะครับ ผมย้ายมาจากญี่ปุ่นเพราะอยากมาเรียนต่อที่ไทย ห้องที่ผมย้ายมาคือศิลป์-ญี่ปุ่นครับ” เสียงทุ่มฟังดูนุ่มลื่นก้าวออกมาอย่างเป็มิตร ละลายหัวใจสาวๆ กันถ้วนหน้า
โดยเฉพาะได้คุณห้องที่เขาจะย้ายเข้ามานี่พากันกรี๊ดเสียจนคนที่หน้าซีดอยู่ในมุมมืดได้แต่กระตุกยิ้มแหยๆ อยู่คนเดียว
ในจุดๆ นี้ฉันเริ่มคิดว่าพระเ้ากำลังแกล้งกัน นี่มันโชคดีแค่ไหนที่ฉันยังไม่ทันได้บ้าจี้ไปป่าวประกาศว่าเขาเป็แฟนเหมือนที่เคยทำกับพวกดารานักร้องหรือแม้แต่เน็ตไอดอลเหมือนปกติที่ทำประจำให้คนอื่นด่าว่าบ้าเล่น
หรือว่าบ้างทีจะเป็แค่คนชื่อเหมือนย้ายมา ...ฉันยังไม่เห็นหน้าสักหน่อย อาจจะไม่ใช่เขาก็ได้
คิดได้ดังนั้นเกรวี่ก็หันหน้าไปมองนักเรียนใหม่ที่ยืนแนะนำตัวอยู่ จังหวะที่เธอหันไป เป็จังหวะเดียวกับที่เขาถูกอาจารย์ชี้บอกว่าห้องอยู่ไหน และนั้นทำให้ทั้งเขาและเธอสบตากันพอดี!
ใบหน้าหวานของเกรวี่ขึ้นสีชมพูอ่อนจางๆ เพราะเธอเคยเห็นเขาในรูปก็ตกหลุมรักแล้ว นับประสาอะไรกับเจอตัวจริงแบบเป็ๆ แค่แรกเห็นก็เล่นเอาใจหวั่นไหวจนควบคุมไม่อยู่ เธอไม่สามารถมองเขาได้นานเกินสามวินาทีด้วยซ้ำ และเมื่อหันกลับมาเธอก็พบว่าหัวใจตัวเองเต้นแรงราวกับเวลาที่เล่นเกมผีสยองขวัญ
มันไม่ได้ตื่นกลัวแต่มันตื่นเต้น…ละมั้ง
“ทำไมย้ายมาตอน ม.หกเหรอ ทำไมไม่ย้ายตอน ม.สี่เลยละ”
“นั่นก็เพราะว่าผมอยากลองใช้ชีวิตตอนมัธยมที่ไทยดูน่ะครับ แต่ไม่มีโอกาสย้ายมาสักที”
“ว้าว! แต่ฉันน่ะ อยากไปลองใช้ชีวิตมัธยมที่ญี่ปุ่นบ้างจังเลย”
“มันสนุกมากเลยแหละครับ”
“แล้วคีย์พักที่ไหนเหรอ”
“จะไปดูบ้านพักเย็นนี้น่ะครับ พอดีผมมาพักที่บ้านเพื่อนสนิทของแม่ เห็นว่าลูกสาวเขาก็เรียนที่นี้”
“ผู้หญิงคนนั้นคงน่าอิจฉาน่าดูเลยน่า”
น่าอิจฉา? แต่ตอนนี้ฉันรำคาณแกคะคุณเพื่อน
ยัยบ้าแบร์ คุณเพื่อนสาวสุดประเสริฐศรีที่ไม่รู้ไปตีท้ายครัวคุณคีย์มหาหล่อมาเป็เพื่อนั้แ่เมื่อไหร่ ถึงขนาดเอาพี่แกมานั่งข้างๆ ฉันที่ปกติมักจะปล่อยว่าง (ไม่มีคนอยากนั่งหน้าห้องเลยว่าง) แทนที่จะเอาไปนั่งข้างๆ คุณเธอ แล้วเอาคุณค็อกเทลที่นั่งข้างๆมาแทนซะยังจะดีกว่า หรือไม่ก็เปลี่ยนที่กับฉันไปเลยจะดีมาก
ั้แ่มาก็เอาแต่ถามนู่นคุยนี่กันไม่หยุดได้ยินเสียงหวานๆ กับเสียงทุ่มนุ่มๆ นั่น ฟังแล้วรู้สึกหงุดหงิดเป็บ้า ไหนจะไอ้ใบหน้าที่มีรอยยิ้มระรื่นที่ดูมีความสุขของเขานั่นอีก ทำไมฉันเห็นแล้วต้องโคตรรู้สึกหงุดหงิดด้วยนะ
“นี่เพื่อนสนิทเราเอง เฮ้! เกรวี่”
และจู่ๆ ฉันก็โดนยัยแบร์ลากเข้าวงสนทนาไปอย่างไม่เต็มใจ แต่ด้วยความที่ี้เีเสวนากับคนหล่อ ฉันเลยเลือกที่จะเล่นเกมมือถือต่อไป โชคดีที่ใส่หูฟังอยู่ทำให้เหมือนฉันฟังเพลง (ก็อยากจะเปิดแต่ไม่มีเพลง) แบร์เลยนึกว่าฉันไม่ได้ยิน ในตอนแรกก็คิดว่าโชคดียัยนั้นจะได้เลิกสนใจ แต่ป่าวเลย...แม่คุณเดินมากระชากมันออกไปจากมือพร้อมดึงหูฟังออกไป และเก็บไว้ที่ไหนไม่เก็บ นางเก็บไว้กับค็อกเทล
ถ้าจะเอาคืนจากแม่นั่น ฉันยอมคุยกับพ่อหน้าหล่อก็ได้หรอก!
“มีอะไร” ฉันถามเพื่อนสาวเสียงหวน ออกแววไม่พอใจเล็กน้อย (ตีมาดขรึม)
“แนะนำตัวกับเพื่อนใหม่หน่อยสิ” แบร์ออกคำสั่ง พร้อมกับกอดอกยืนจ้องหน้าด้วยดวงตาเฉียบคม มันเหมือนกำลังบอกฉันว่าถ้าอยากได้ของคืนก็ทำตามที่บอกซะ
เกรวี่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ แล้วมองหน้าชายหนุ่มพร้อมกับแนะนำตัวออกไปด้วยคำพูดที่เร็วอย่างกับฟ้าแลบ หวังจะแกล้งให้เขาฟังไม่ทัน เพราะได้ข่าวว่าพูดไทยได้นิดหน่อย
“หวัดดียินดีที่ได้รู้จักฉันชื่อเกรวี่” หญิงสาวแนะนำตัวเองออกมาด้วยความภูมิใจที่พูดออกมาได้อย่างรวดเร็ว ต่อให้เป็คนปกติก็ต้องมีบ้างแหละที่ฟังไม่ทัน
แต่เธอคิดผิด ที่คิดว่าหนุ่มลูกครึ่งคนนี้จะฟังไม่ทัน
“เกรวี่งั้นเหรอ...”
ชายหนุ่มพึมพำ ดวงตาสีน้ำตาลเหมือนจะคิดอะไรบ้างอย่าง ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็เปล่งประกายและยิ้มให้เธออย่างเป็มิตร “ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ”
เกรวี่ชะงักเมื่อเจอโต้กลับมาแบบนั้น หัวใจคนเหงาอย่างเธอการอาการหวั่นไหวอีกครั้ง จนต้องแกล้งทำหน้าเข้มกลบเกลือนความรู้สึกผิดปกติที่หัวใจ
ฉันจะให้ใครรู้ไม่ได้ว่าฉันเคยสนใจเขา
ฉันไม่ชอบอะไรที่มีคนชอบเยอะ อะไรที่มันฮิตฉันมักจะไม่สน และหมอนี่ก็อยู่ในสิ่งที่จัดว่ายอดฮิตแถมดันมาอยู่ใกล้ตัวอีก ฉันจะไม่ยอมให้ตัวเองเป็หนึ่งในผู้หญิงที่หลงเสน่ห์เขาเด็ดขาดไม่ว่ายังไงก็ตามแต่!
“เกรวี่งานอดิเรกคืออะไรเหรอครับ” จู่ๆ ชายหนุ่มก็เริ่มสนใจที่จะมาคุยกับเธอ ส่วนคุณเพื่อนสาวที่ยืนคุยด้วยก่อนหน้าก็หายตัวไปอย่างลึกลับ ทิ้งให้ฉันกับเขานั่งอยู่ด้วยกันแค่สองคน
คนเขาอุส่าตีหน้ามึนเพื่อที่จะไม่คุยด้วย แล้วคนอะไรกันถึงตีหน้าตายพยายามมาสนิทด้วยซะอย่างนั้น
“เล่นเกม” ฮาๆ ฉันเป็ถึงหัวกิลล์อันดับหนึ่งในเกมแนว MMORPG เลยนะจะบอกให้ ฝีมือโหดกว่าพวกผู้ชายในห้องเลยแหละ ฉันหวังว่านายจะไม่ชอบผู้หญิงติดเกมนะ!
“หืม...ผมก็เล่นนะ เกรวี่เล่นเกมแบบไหนเหรอครับ”
“MMORPG”
“เล่นเกมไหนเหรอครับ วันหลังแนะนำผมบ้างนะ เผื่อเราจะได้เล่นด้วยกัน”
จ๊ะ...เผื่อนะเผื่อ เผื่อสักวันที่นายจะเลิกยุ่งกับฉันสักที
“ที่นี่น่าสนุกกว่าที่คิดนะครับ”
“ฉันว่ามันน่าเบื่อจะตาย”
“เกรวี่คิดแบบนั้นเหรอ?”
“แต่มันก็สนุก...ที่มีเพื่อนแบบนั้นอยู่ด้วยอะนะ”
เมื่อนึกถึงวีรกรรมต่างๆ ที่ได้ทำร่วมกับเพื่อนๆ เกรวี่ก็หลุดขำออกมาโดยลืมไปว่ามีชายหนุ่มนั่งสังเกตทุกอย่างที่เธอทำอยู่ รอยยิ้มที่เป็ธรรมชาติของเธอมันทำให้ดวงหน้างามสดใส เวลาที่เธอทำหน้านิ่งก็ทำให้รอบๆ ดูมึดหม่น เธอเป็คนที่ดูดีในเวลาที่หัวเราะหรือยิ้มแต่เหมือนเ้าตัวจะไม่รู้เื่นั้นเลย
เกรวี่น่ะ...เหมาะกับใบหน้าที่สดใสที่สุดแล้ว
“เกรวี่ยิ้มแล้วดูสดใสมากเลยนะครับ” ชายหนุ่มพูดขึ้นมาหลังจากเงียบไปนาน
หญิงสาวที่ถูกชม ก็รู้สึกตัวว่าถูกคนแปลกหน้ามองอยู่ เธอผงะตัวไปด้านหลังเล็กน้อย และเมื่อเงยหน้าขึ้นมามองคนตัวสูงที่ยังมองมาที่เธออยู่ ใบหน้าหวานก็เริ่มแดงระเรื่ออีกครั้ง อาการเขินทำให้เธอพูดตะกุกตะกักออกมา
“นะ..นาย พูดบ้าอะไรน่ะ”
“หึ!” คีย์หลุดขำในลำคอออกมา ก่อนจะยิ้มให้กับท่าทางใของหญิงสาว
เกรวี่เห็นแบบนั้นเธอก็รู้สึกทั้งโกรธทั้งอายผสมกัน ได้แต่สาปแช่งเขาอยู่ในใจ
แค่วันแรกก็เผลอใจไปตั้งกี่ครั้ง แล้วนี้ต้องอยู่กันถึงหนึ่งปี ฉันจะไม่หลงรักเขาหัวปักหัวปำเลยรึไงกัน ให้ตายสิ!
ใครก็ได้ช่วยห้ามใจฉันที่เถอะคะ คนอย่างเกรวี่มันยิ่งเป็ผู้หญิงอ่อนไหวง่ายอยู่ด้วย!