จารึกที่ 131 : ความลับแห่งเรือนไผ่ม่วง : เสียงกระซิบจากกอไผ่
ดวงตะวันค่อยๆ ลาจากขอบฟ้า ทิ้งแสงสุดท้ายสีแดงก่ำฉาบทาไปบนยอดเขาเมฆา ก่อนจะถูกความมืดมิดของรัตติกาลเข้ายึดครอง บรรยากาศรอบนอกสำนักเงียบสงัดลงตามลำดับ แต่ทว่า ณ พื้นที่ลึกสุดของเขตที่พักศิษย์สายใน... ความเงียบนั้นกลับดูวังเวงจนน่าขนลุก
"เขตเรือนไผ่ม่วง"
ต้นไผ่ลำสีม่วงเข้มขนาดมหึมาขึ้นเบียดเสียดกันหนาทึบ บดบังแสงจันทร์จนแทบมองไม่เห็นทางเดิน ใบไผ่ที่เสียดสีกันยามต้องลมส่งเสียง แกรกกราก... ราวกับเสียงกระดูกกระทบกัน
อาเจีย ยืนกอดอกมองเรือนไม้เก่าคร่ำครึที่ตั้งโดดเดี่ยวอยู่ริมหน้าผา โดยมี เจ้าสัวทมิฬ ยืนนิ่งเป็นยามเฝ้าประตูอยู่ข้างๆ
"สภาพดูไม่ได้เลยแฮะ..." อาเจียใช้เท้าเขี่ยแผ่นไม้ผุๆ ที่ระเบียงทางเดิน "มิน่าล่ะถึงไม่มีใครเอา... นอกจากจะเก่าแล้ว บรรยากาศยังเหมือนป่าช้าแตกขนาดนี้"
แต่ถึงปากจะบ่น แววตาของอาเจียกลับเป็นประกายพึงพอใจ
ความเงียบสงบ (จนน่ากลัว) แบบนี้แหละ คือสิ่งที่เขาต้องการ... ไม่มีเพื่อนบ้านขี้เสือก ไม่มีใครมารบกวนเวลาเขาทำการทดลองระเบิด หรือดัดแปลงหุ่นเชิดที่มีความลับดำมืด
"เอาล่ะ เจ้าสัว... ทำความสะอาด!"
อาเจียสะบัดมือ สั่งการหุ่นเชิดคู่ใจ
เจ้าสัวทมิฬขยับตัวแข็งทื่อ เดินตึงตังเข้าไปในเรือนแล้วเริ่มยกตู้เตียงเก่าๆ ออกมาตามคำสั่ง... ทุกย่างก้าวดูทรงพลัง แต่มันขาดความพลิ้วไหว ขาด "วิญญาณ" เหมือนเป็นแค่เครื่องจักรที่ทำตามโปรแกรมที่ป้อนไว้เป๊ะๆ
"นั่นแหละปัญหา..." อาเจียมมองดูเจ้าสัวทำงานพลางถอนหายใจ "แข็งแกร่งแต่ไร้สมอง... ถ้าข้าหมดสติ หรือสั่งการไม่ทัน เจ้าก็เป็นแค่เป้านิ่ง"
...
รัตติกาลมาเยือนเต็มตัว แสงจันทร์วันเพ็ญสาดส่องลงมากระทบยอดไผ่
ทันใดนั้น สายลมกรรโชกแรงพัดผ่านหุบเขาเข้ามาปะทะกับกอไผ่ม่วง
หวีดดดดด!.... หวิววววว!....
เสียงกรีดร้องโหยหวนดังระงมไปทั่วบริเวณ! มันไม่ใช่เสียงลมพัดใบไม้ธรรมดา แต่เหมือนเสียงวิญญาณนับร้อยดวงกำลังร่ำไห้ขอส่วนบุญ เสียงนั้นแทรกซึมผ่านรูหู บาดลึกเข้าไปถึงโสตประสาท ทำให้รู้สึกปวดหัวและจิตใจปั่นป่วน
"อึก!" อาเจียยกมืออุดหู หน้าเริ่มซีด "นี่สินะ... ที่เขาเรียกว่า 'ผีเรือนไผ่ม่วง' ...เล่นเอาปวดหัวจี๊ดเลย!"
"ตั้งสติ!" เสียง มู่เฉิน ตวาดเตือน "นี่ไม่ใช่ผี! แต่มันคือ 'คลื่นเสียง' ...ใช้เนตรอักขระดูซะ!"
อาเจียกัดฟันข่มความปวดหัว รวบรวมลมปราณไว้ที่ดวงตา
"เนตรอักขระ... เปิด!"
โลกเบื้องหน้าเปลี่ยนเป็นโครงสร้างเส้นสายพลังงาน...
และสิ่งที่อาเจียเห็น ก็ทำให้เขาต้องอ้าปากค้าง
ต้นไผ่สีม่วงเหล่านี้... ไม่ใช่ไผ่ธรรมดา!
ลำต้นของมันกลวงและมีรูพรุนเล็กๆ ตามธรรมชาติ เรียงตัวกันเป็นระเบียบราวกับขลุ่ย เมื่อลมพัดผ่าน รูเหล่านี้จะสร้างคลื่นเสียงที่มีความถี่เฉพาะตัว... และเมื่อต้นไผ่ทั้งป่านับพันต้นส่งเสียงพร้อมกัน มันจึงกลายเป็น "ค่ายกลคลื่นเสียงธรรมชาติ"ขนาดมหึมา!
"มันไม่ใช่แค่เสียงน่ารำคาญ..." อาเจียวิเคราะห์ด้วยความทึ่ง "คลื่นเสียงพวกนี้... มันดึงดูดพลังปราณธรรมชาติให้เข้ามารวมตัวกันที่จุดศูนย์กลาง... ซึ่งก็คือเรือนหลังนี้!"
เขาหันกลับไปมองเรือนไม้ผุพัง
ในสายตาเนตรอักขระ... เรือนหลังนี้กำลังถูกห่อหุ้มด้วยละอองปราณบริสุทธิ์เข้มข้นกว่าภายนอกถึงสามเท่า! แต่เพราะเสียงหวีดหวิวที่ทำลายสมาธิ ทำให้ไม่มีศิษย์คนไหนทนฝึกอยู่ที่นี่ได้นานจนธาตุไฟเข้าแทรก
"สวรรค์..." อาเจียแสยะยิ้มกว้างจนเห็นฟันครบทุกซี่ "นี่มัน 'บ่อเงินบ่อทอง' ชัดๆ! คนพวกนั้นมองข้ามขุมทรัพย์เพราะรำคาญเสียง!"
"ถ้าข้าแค่..."
อาเจียหยิบพู่กันขึ้นมา เดินไปที่ต้นไผ่ต้นหลักหน้าเรือน
เขาวาดอักขระ "เงียบงัน (จิ้ง)" และ "กรอง (ลวี่)" ลงไปบนลำต้น
วิ้ง...
ทันใดนั้น เสียงหวีดหวิวอันน่าสยดสยองก็เงียบลง... เปลี่ยนเป็นเสียงดนตรีบรรเลงแผ่วเบา ไพเราะราวกับเสียงขลุ่ยสวรรค์
พลังปราณที่เคยปั่นป่วนเพราะคลื่นเสียง กลับกลายเป็นกระแสธารที่นุ่มนวล ไหลเวียนเข้ามาในเรือนอย่างสงบ
"ฮ่าๆๆๆ!" อาเจียหัวเราะลั่น "ทีนี้ข้าก็มี 'ห้องฝึกส่วนตัว' ที่พลังปราณหนาแน่นกว่าคนอื่นสามเท่า! แถมยังมีเสียงดนตรีกล่อมให้นอนหลับสบายอีกต่างหาก!"
...
ยามดึกสงัด... ภายในห้องใต้ดินที่เงียบกริบ
หลังจากจัดการเรื่องบ้านใหม่เสร็จสิ้น อาเจียก็ลงมาหมกตัวอยู่ในห้องใต้ดิน แสงจากตะเกียงน้ำมันส่องสว่างวิบวับ
บนโต๊ะหินเบื้องหน้า มีคัมภีร์เก่าแก่ที่ได้จากผู้อาวุโสหลี่วางอยู่
"คัมภีร์กลวิธานจิตวิญญาณ"
อาเจียเปิดอ่านทีละหน้าด้วยความตั้งใจ
เนื้อหาข้างในซับซ้อนและลึกซึ้งยิ่งกว่าตำรายันต์ทั่วไป มันไม่ใช่แค่การเขียนอักขระให้เกิดผลลัพธ์ทางกายภาพ (เช่น ระเบิด, แข็ง, ร้อน) แต่มันคือการ "เขียนตรรกะความคิด"
"จิตวิญญาณเทียม... มิใช่การสร้างชีวิต แต่เป็นการเลียนแบบกระบวนการคิด"
"หาก หนึ่ง เกิดขึ้น... จงทำ สอง“
"หากศัตรูแข็งแกร่งกว่า... จงถอยและลอบกัด"
"หัวใจสำคัญคือ 'แกนนำวิญญาณ' ที่ต้องรองรับอักขระนับหมื่นตัวได้โดยไม่แตกสลาย"
"ยากชะมัด..." อาเจียเกาหัวแกรกๆ "ต้องเขียนอักขระตรรกะเชื่อมโยงกันเป็นพันๆ ชุด เพื่อให้มันแค่ 'รู้จักเดินหลบสิ่งกีดขวาง' เนี่ยนะ?"
"นั่นคือวิถีแห่งผู้สร้าง" มู่เฉินกล่าวเสริม "แต่ถ้าเจ้าทำสำเร็จ เจ้าสัวจะไม่ใช่แค่หุ่นเชิด... มันจะเป็นคู่หูที่คิดเองได้ ตัดสินใจเองได้ และเติบโตได้"
อาเจียพยักหน้า มุ่งมั่น
"ข้าต้องการวัสดุ..." เขาไล่นิ้วไปตามรายการวัตถุดิบในคัมภีร์
"หินวิญญาณธาตุลม (เพื่อความเร็วในการประมวลผล)... น้ำหมึกจากปลาหมึกนิลกาล... และที่สำคัญที่สุด... 'ผลึกวิญญาณของสัตว์อสูรที่มีสติปัญญาสูง' เช่น ลิง หรือ จิ้งจอก"
เขามองไปที่ เจ้าสัวทมิฬ ที่ยืนนิ่งอยู่ที่มุมห้อง
"รอหน่อยนะลูกพ่อ... พ่อจะหา 'สมอง' ดีๆ มาใส่ให้เจ้า... รับรองว่าเจ้าจะฉลาดเป็นกรด จนตาแก่หลี่ต้องร้องขอชีวิต!"
อาเจียปิดคัมภีร์ลง แววตาฉายแววเจ้าเล่ห์
"พรุ่งนี้... เราจะไปถล่ม 'ตลาดแลกเปลี่ยนศิษย์สายใน' กัน... ได้ข่าวว่าที่นั่นมีของดีหลุดมาเยอะ และมี 'หมู' ให้เชือดเพียบ!"