แม้นางจะอยากมีชีวิตอยู่ แต่ก็ไม่เคยคิดจะเอาชีวิตรอดโดยต้องแลกกับการทำให้ดวงชะตาของผู้อื่นถึงฆาต
ดังนั้นนอกจากความหวาดกลัวแล้ว ในใจนางยังทั้งกระวนกระวายและรู้สึกผิดอย่างยิ่ง
และอดคิดไม่ได้ว่า นางคงไม่อาจทนอยู่ร่วมกับคนสกุลอู๋ต่อไปได้อีกแล้ว
เดิมทีนางแต่งงานเข้าไปก็เพื่อแต่งงานแก้เคล็ดให้เขา การแต่งงานครั้งนี้เป็สิ่งที่ท่านปู่ของนางใช้ทั้งไม้อ่อนไม้แข็งเพื่อให้ได้มา สกุลอู๋เป็ตระกูลใหญ่ที่สืบทอดมาหลายชั่วอายุคน ทั้งยังเป็อ๋องต่างแซ่ที่อดีตฮ่องเต้ทรงแต่งตั้งด้วยพระองค์เอง ทว่าเพราะฮ่องเต้ทรงออกหน้า ประกอบกับเห็นแก่เื่ราวในอดีตระหว่างสองตระกูล พวกเขาจึงจำใจยอมรับการแต่งงานครั้งนี้
เดิมทีคงคิดว่ารอให้นางหายป่วยแล้วก็จะหย่าร้าง ก่อนส่งตัวกลับตามที่สองตระกูลตกลงกันไว้ แต่ใครจะรู้เล่าว่ากลับต้องแลกด้วยชีวิตของหลานชาย...
ทว่าคนสกุลอู๋ก็สมกับที่เกิดในตระกูลสูงศักดิ์ พวกเขามีความสง่างามและมีเหตุผลยิ่งนัก ท่ามกลางความโศกเศร้า กลับยังมีกะจิตกะใจหันมาปลอบโยนนาง โดยบอกเพียงว่าการตายของอู๋ย่างเป็อุบัติเหตุ ไม่เกี่ยวข้องกับนาง บอกให้นางไม่ต้องเก็บคำนินทาว่าร้ายภายนอกมาใส่ใจ
หากจะบอกว่าเป็เพียงคำพูดสวยหรูเพื่อรักษาหน้า ทว่าสิ่งที่สกุลอู๋ทำในเวลาต่อมา ล้วนแต่ทำโดยคิดถึงมุมมองของนางทั้งสิ้น
พวกเขาช่วยระงับข่าวลือไม่ให้เข้าหูนาง สรรหาหมอเทวดาเร้นกายมาช่วยรักษา และลอบส่งนางไปพักฟื้นที่เมืองหยางโจว
เพียงแต่ตอนนั้นทุกคนต่างคิดว่านางป่วยตายจนไม่อาจรักษาได้แล้ว— ตอนที่นางรู้เื่นี้แรก ๆ ยังเคยไม่เข้าใจเลยว่าทำไมสกุลอู๋ถึงต้องทำเช่นนี้
จนกระทั่งต่อมา จวนเจิ้นกั๋วกงเกิดเื่...
นางอาศัยเบาะแสบางอย่างมาคาดเดา การที่พวกเขาส่งนางไปเมืองหยางโจว บางทีอาจเป็การตัดสินใจหลังจากที่ท่านปู่ปรึกษาหารือกับสกุลอู๋แล้ว
สกุลสวี่เกิดเื่ ต่อให้ความผิดจะใหญ่หลวงเพียงใด แต่นางในฐานะบุตรสาวที่แต่งงานออกไปแล้ว ทั้งยังแต่งเข้าจวนติ้งหนานอ๋อง ย่อมไม่ต้องกังวลว่าจะถูก 'ลากเข้าไปพัวพัน' ด้วย ทว่าท่านปู่ย่อมรู้ดีว่า ด้วยนิสัยของนาง หากยังอยู่ในเมืองหลวง ย่อมไม่มีทางทำเป็ไม่สนใจไยดีได้อย่างแน่นอน
ท่านปู่กับสกุลอู๋ล้วนตั้งใจจะปิดบังนาง
จนกระทั่งนางบังเอิญได้ยินข่าวคราวที่เมืองหยางโจว จึงส่งจดหมายไปหาเจี่ยวเจี่ยว ถึงได้รู้รายละเอียด...
และเป็เจี่ยวเจี่ยวที่ช่วยนางสืบจนพบว่า เื่ที่จวนเจิ้นกั๋วกงเผชิญนั้นเกี่ยวข้องกับสองพ่อลูกสกุลจ้าน
นางเคยคิดจะกลับเมืองหลวงเพื่อหาโอกาสฆ่าจ้านอวิ๋นจู๋ ทว่าเมื่อใจเย็นลงก็รู้ดีว่าไม่มีทางเป็ไปได้เลย
ตอนนั้นจ้านอวิ๋นจู๋แต่งงานกับบุตรสาวภรรยาเอกของเสนาบดีเอก ก้าวหน้าในหน้าที่การงานราวกับเหินฟ้า นางไม่อาจเข้าใกล้ได้ง่าย ๆ และหากทำพลาด ก็จะยิ่งดึงจวนติ้งหนานอ๋องเข้ามาพัวพันด้วย
จวนเจิ้นกั๋วกงพังทลายลงในชั่วข้ามคืน แล้วจวนติ้งหนานอ๋องเล่า จะแข็งแกร่งจนไม่มีวันถูกทำลายได้เชียวหรือ
ต้นไม้ใหญ่ย่อมต้านลมแรง
สองตระกูลล้วนเป็ขุนนางผู้ร่วมก่อตั้งประเทศ ปีนั้นผู้ที่ร่วมกันตีแผ่นดินแคว้นต้าฉี ก็คืออดีตฮ่องเต้ ท่านปู่สวี่ฉีเหวยของนาง และติ้งหนานอ๋องอู๋จวิ้นคนปัจจุบัน
เพียงแต่จวนติ้งหนานอ๋องมีชาติกำเนิดจากตระกูลใหญ่ รากฐานจึงหยั่งลึกยิ่งกว่า หากมีคนคิดจะทำอะไรจริง ๆ ก็ยังต้องชั่งน้ำหนักให้ดีครั้งแล้วครั้งเล่าก็เท่านั้น
แต่ต่อมาเวลาผ่านไปไม่ถึงห้าปี ท้ายที่สุดจวนติ้งหนานอ๋องก็ถูกไฟเผามอดไหม้เป็เถ้าถ่านอยู่ดี...
"เจาเจา?"
หลังได้ยินเสียงของนายท่านผู้เฒ่า สวี่ิอี้ก็ดึงสติกลับมา
เมื่อมองไปรอบ ๆ ก็เห็นเพียงว่าทุกคนกำลังมองมาที่นาง เพื่อรอฟังคำตอบ
"ท่านปู่ เื่แต่งงานแก้เคล็ด ข้าคิดว่าไม่จำเป็แล้วเ้าค่ะ"
เื่แต่งงานแก้เคล็ดจนเอาชีวิตคนเช่นนี้ ทำไปครั้งหนึ่งแล้ว ขืนทำครั้งที่สองอีกคงไม่ดีแน่
อีกอย่าง นางก็ไม่จำเป็ต้องใช้มันแล้วจริง ๆ
นายท่านผู้เฒ่าชะงักไป
ปฏิเสธกันตรง ๆ แบบนี้เลยหรือ?
อีกทั้งสิ่งที่ปฏิเสธไม่ใช่เด็กหนุ่มคนนั้น แต่เป็เื่แต่งงานแก้เคล็ด?
หรือว่าหลานสาวจะหน้าบาง รู้สึกว่าการหาคนมาแต่งงานแก้เคล็ดเป็เื่น่าอายเกินไป?
ขณะที่ทุกคนต่างมีความคิดแตกต่างกันไป นายท่านผู้เฒ่าเพิ่งจะอ้าปากเตรียมพูดอะไรบางอย่าง ก็เห็นหลานสาวส่งสายตาบอกให้อาจูพาสาวใช้และบ่าวในโถงออกไปจนหมด
ทันใดนั้นก็ได้ยินนางเอ่ยว่า "ิสือ ข้าอยากกินขนมเปี๊ยะงาของสะพานฝูอวิ๋นแล้ว"
สวี่ิสือขมวดคิ้ว
นี่คืออยากกินขนม?
เห็นชัด ๆ ว่าตั้งใจจะไล่เขาไปให้พ้นต่างหากล่ะ!
ในใจเขารู้สึกไม่พอใจ ทว่าเมื่อสบเข้ากับดวงตาที่แฝงรอยยิ้มของสวี่ิอี้ คำปฏิเสธก็พลันจุกอยู่ที่คอจนพูดไม่ออกทันที
...ช่างเถอะ บางทีนางอาจจะรู้สึกว่าเื่แบบนี้น่าอายจริง ๆ คงไม่ดีหากจะให้เขาที่เป็น้องชายได้ยินกระมัง
แต่จะไล่ก็ไล่ไปสิ ทำไมต้องมาใช้ให้เขาไปวิ่งเป็ม้ารับใช้ด้วยเล่า!
สวี่ิสือแบกรับความขุ่นเคืองไว้เต็มอก เดินฝ่าแสงแดดร้อนแรงออกจากเรือนซีหยวนไป
ภายในโถง สวี่จิ้นมองบุตรสาวด้วยความไม่เข้าใจ "เจาเจา..."
"ท่านพ่อ" สวี่ิอี้มองคนในครอบครัวทีละคน "ท่านปู่ อารอง ท่านแม่ ที่ข้าบอกว่าไม่ต้องแต่งงานแก้เคล็ด ไม่ใช่เพราะห่วงหน้าตาหรอกนะเ้าคะ"
เป็ที่รู้กันดีว่า แม้สวี่ิอี้จะห่วงหน้าตา แต่ก็รักชีวิตมากกว่า
"ครั้งนี้ข้าไม่ได้ป่วย โรคประหลาดนี้ แท้จริงแล้วคือการถูกพิษเ้าค่ะ"
เื่นี้ นางไม่คิดจะปิดบังครอบครัวแล้วแก้ปัญหาด้วยตัวเอง
เพราะยังไม่แน่ใจว่าคนร้ายคือใคร มีผู้สมรู้ร่วมคิดหรือไม่ พูดออกมาตรง ๆ จะดีกว่า เพื่อให้คนในบ้านได้เตรียมตัวรับมือ
"ถูกพิษ!"
นายท่านผู้เฒ่าสวี่ลุกพรวดขึ้นมา
พี่น้องตระกูลสวี่และชุยซื่อก็ตกตะลึงเช่นกัน
เมื่อเห็นสีหน้าของทั้งสามคน นายท่านผู้เฒ่าสวี่ก็ยิ่งใและโกรธเกรี้ยว "...พวกเ้าล้วนไม่รู้เื่นี้เลยรึ!"
สวี่ิอี้รีบกล่าว "ข้าเองก็เพิ่งรู้เมื่อไม่นานนี้ ยังไม่ทันได้บอกท่านพ่อกับท่านแม่เลยเ้าค่ะ"
"เจาเจา นี่มันเื่อะไรกันแน่"
"เ้ารู้ได้อย่างไรว่าตัวเองถูกพิษ"
หลายคนรีบร้อนเอ่ยถาม
"ตกลงว่าเป็พิษอะไรกันแน่ ขนาดหมอหลวงยังตรวจไม่ออกเชียวรึ!"
เมื่อเผชิญกับความร้อนรนและกระวนกระวายใจของทุกคน สวี่ิอี้จึงตอบว่า "อาขุยเป็คนตรวจพบเ้าค่ะ"
สายตาของทุกคนพุ่งเป้าไปที่อาขุยในชั่วพริบตา
อาขุยเบิกตากว้างเล็กน้อย
"..."
นางเพียงแค่อ่านหนังสือจิปาถะเล่มหนึ่ง แล้วก็เกิดความสงสัยขึ้นมานิดหน่อยเท่านั้นเอง...
ทว่าภายใต้สายตาที่จ้องมองมาเช่นนี้ นางจึงทำได้เพียงฝืนใจตอบไปว่า "พิษชนิดนี้ประหลาดมาก และดูเหมือนจะไม่ได้มีต้นกำเนิดในแคว้นต้าฉี ดังนั้นการที่พวกหมอหลวงจะตรวจไม่พบก็เป็เื่ปกติเ้าค่ะ"
นายท่านผู้เฒ่าสวี่มีสีหน้าย่ำแย่และตึงเครียด "ในเมื่อประหลาดถึงเพียงนี้ แล้วมีวิธีถอนพิษหรือไม่!"
เมื่อเห็นทุกคนจ้องมองตนด้วยสายตาเร่งเร้ามากขึ้น ประโยคที่ว่า 'บ่าวก็ไม่รู้ว่าต้องถอนพิษอย่างไร' ของอาขุยจึงไม่อาจและไม่กล้าเอ่ยปากพูดออกไป
เวลานี้ก็ได้ยินคุณหนูของตนเอ่ยขึ้นมาอีกครั้ง
"อาขุยถอนพิษได้เ้าค่ะ เมื่อวานก็เปลี่ยนเทียบยาแล้ว ตอนนี้เพิ่งจะถูกพิษมาได้ไม่นาน คิดว่าอย่างมากไม่เกินยี่สิบวัน ก็คงจะหายเป็ปกติแล้ว"
อาขุยตัวสั่นระริก
คุณหนูเ้าขา...
ท่านพูดจริงหรือเ้าคะ?
จะพึ่งเทียบยาที่ไม่รู้ที่มาที่ไปนั่นน่ะหรือ
ก่อนหน้านี้ไม่เห็นบอกเลยว่าจะต้องให้นางแสดงละครแบบนี้ด้วย...
"จริงหรือ" สวี่จิ้นจ้องมองอาขุยพลางเอ่ยถาม
อาขุยแอบร้องไห้อยู่ในใจเงียบ ๆ พลางพยักหน้าตอบรับ "เ้าค่ะ..."
"เช่นนี้ก็ดีแล้ว"
ทุกคนค่อยคลายความกังวลลงได้ครึ่งหนึ่ง
"รู้หรือไม่ว่าใครเป็คนวางพิษ!" นายท่านผู้เฒ่าสวี่นั่งลงไปดังเดิม ทว่าความโกรธเกรี้ยวบนใบหน้ากลับรุนแรงยิ่งขึ้น