หยางป๋อหูมองดูเหตุการณ์ ด้วยอาการลิงโลด ซินแสลิขิตฟ้าทำนายผิดเสียแล้วไหนว่าการเดินทางครั้งนี้ มันจะโชคร้ายอย่างยิ่ง คราวนี้มันโชคดีอย่างคาดไม่ถึงต่างหาก
พู่กันในมือยิ่งขีดเขียน ยิ่งคล่องแคล่ว การจู่โจมของหลินจวี๋ฮวาและติงฝูหรง แม้เกิดขึ้นชั่วพริบตา หากกระบวนท่าซึ่งพวกนางใช้ออกเป็วิชาฝีมือสร้างชื่อ ให้ตระกูลหลินกับตระกูลติง คงความเป็หนึ่งในห้าตระกูลใหญ่มาหลายสิบปี
ในหลายสิบปีนี้ ผู้คนในยุทธจักรล้วนทราบดีว่านอกจากยอดวิชาของห้าสำนักใหญ่แล้วที่ถือเป็สุดยอดวิชาของยุทธจักรได้อย่างเต็มภาคภูมิย่อมเป็วิชาประจำตระกูลใหญ่ทั้งห้า อันประกอบด้วย
‘พิรุณคลุมฟ้า’ ‘วิถีดาราสัมพันธ์’ ‘เงาจันทร์รวมผสาน’ ‘ลมปราณซ่อนกระบี่’‘รัศมีคล้องวิวาห์’
วิชาฝีมือซึ่งหลินจวี๋ฮวาและติงฝูหรง ใช้ออกคือ ‘ดรรชนีพิรุณคลุมฟ้า’ กับ‘กระบี่วิถีดาราสัมพันธ์’
พลังดรรชนีเมื่อถูกใช้โดย ผู้มีวิชาแพทย์สูงเยี่ยมย่อมเพิ่มพูนอานุภาพขึ้นอักโข
ตระกูลหลินสามารถผสาน วิชาทั้งสองเข้าด้วยกันกลายเป็วิชาดรรชนีพิรุณคลุมฟ้า
ทุกกระบวนท่า ปราดเปรียวแคล่วคล่อง ท่าร่างพลิ้วไหว ดุจกำลังร่ายรำทุกดรรชนีล้วนมุ่งจี้ ใส่จุดชีพจรสำคัญ บนร่างคู่ต่อสู้ทั้งสิ้นพลังที่ใช้ออกก็แยบยลอย่างยิ่ง เพียงดีดจี้พุ่งพลัง มุ่งทำร้ายจุดชีพจรภายในเท่านั้นมิเกิดร่องรอยาแ ปรากฏอยู่บนิัแม้แต่น้อย
วิชาดรรชนีพิรุณคลุมฟ้า ได้รับการยกย่องเป็ดรรชนีรวดเร็วอันดับหนึ่งแห่งแผ่นดิน!
เนื่องเพราะพลังดรรชนีนี้ สามารถดีดจี้ออก จากทุกนิ้วอย่างฉับไวยิ่งเพียงคิดใช้ออก พลังดรรชนีพุ่งจากปลายนิ้ว พริบตาเมื่อลมปราณพุ่งแผ่พลังดรรชนีบรรลุถึงร่างฝ่ายตรงข้ามแล้ว
พลังดรรชนีพุ่งเป็สายโปรยปราย ถี่ยิบต่อเนื่อง ราวหยาดพิรุณคลุมท้องฟ้าเป็หยาดพิรุณปลิดิญญา!
หยางป๋อหูทราบดี ยามนี้หลินจวี๋ฮวามิได้ใช้ ไม้เด็ดของวิชานี้อย่างแน่นอนหากทายาทตระกูลหลิน ยินยอมแสดงพลังฝีมืออันแท้จริง แค่โล่เงินสะท้อนแสงไม่กี่อันไหนเลยหยุดยั้ง พลังดรรชนีของนางไว้ได้
เนื่องเพราะหยางป๋อหูมองออก กลุ่มคนชุดดำถือโล่เหล่านี้แม้หมุนควงรวดเร็วเพียงใด จะอย่างไรพวกมันมิใช่ยอดฝีมืออันดับสูง บางจังหวะโล่เงินมิอาจครอบคลุมจุดสำคัญบนร่างได้ ด้วยความแม่นยำฉับไว ของดรรชนีพิรุณคลุมฟ้า ไหนเลยไม่สามารถฝ่าแนวคุ้มกันเข้าไปได้
ทว่าบัณฑิตไร้ร่องรอยก็ทราบ ใกล้ถึงงานประลอง ณ หมู่ตึกพันอักษรแล้วถ้าไม่จวนตัวจริง ๆ หลินจวี๋ฮวาไหนเลย ยินยอมแสดงพลังฝีมือแท้จริงโดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลานี้ มีนาคามูระ โยชิอิ คู่มือคนสำคัญยืนมองอยู่ด้านข้าง
ประมุขตระกูลหลิน บิดาพี่น้องตระกูลหลิน สนใจแต่วิชาแพทย์พลังฝีมือจึงด้อยที่สุด ในหมู่ประมุขห้าตระกูล กระนั้นบรรดาชาวยุทธ์สูงวัยล้วนจดจำได้ดี ถึงเหตุการณ์เมื่อครั้ง ท่านปู่ของพวกนางใช้ดรรชนีพิรุณคลุมฟ้าเอาชนะมหาสมณะ ผู้เชี่ยวชาญดรรชนีวชิระ แห่งวัดเส้าหลินอย่างขาวสะอาด
หลายปีนี้ เสียงร่ำลือหนาหูบอกว่า พลังฝีมือหลินจวี๋ฮวามิได้ด้อยไปกว่าท่านปู่ของนางแล้ว...
สำหรับติงฝูหรง นางใช้กระบี่ยาวบางเบา ในมืออย่างงามสง่ากระบี่ของนางยาวกว่า กระบี่ทั่วไปร่วมเชียะ
นั่นเป็วิชา ‘กระบี่วิถีดาราสัมพันธ์’ อันสุดพิสดาร!
ทุกกระบวนท่า เพลงกระบี่วิถีดาราสัมพันธ์ พลิกแพลงสลับซับซ้อนล้ำลึกจนสุดหยั่งคาด มิว่าจะเป็การตั้งรับหรือจู่โจมการเชื่อมประสานระหว่างกระบวนท่า กระทั่งการเคลื่อนไหวของข้อมือ ยามตวัดวาดกระบี่ทุกสิ่งล้วนอิงตำแหน่งทั้งยังสอดคล้อง การเคลื่อนที่ของหมู่ดารา บนท้องฟ้าทั้งสิ้น
ทั้งนี้เพราะหัวใจหลัก เคล็ดวิชากระบี่วิถีดาราสัมพันธ์คือ‘ผสานสรรพสิ่งเป็หนึ่งเดียว’
ในยุทธจักรมีหลายค่ายสำนัก อันมีวิชากระบี่อิงการเคลื่อนที่หมู่ดาวบนท้องฟ้า กระนั้นมิไยว่าเป็เพลงกระบี่ใด ล้วนอิงตำแหน่งการเคลื่อนที่หมู่ดาวเพียงกลุ่มเดียวเท่านั้น
เนื่องเพราะหมู่ดาวบนฟ้า เคลื่อนที่สลับซับซ้อนแปรผันได้ร้อยเปลี่ยนพันแปลง ดังนั้นวิชากระบี่ซึ่งอิงกับหมู่ดาราล้วนพลิกแพลงพิสดาร อานุภาพร้ายกาจยิ่ง ขณะเดียวกันก็ยากยิ่ง จะฝึกปรือด้วยเช่นกัน
บางวิชาเนื่องเพราะ ความสลับซับซ้อน ถึงกับมิอาจใช้ออกด้วยบุคคลเพียงคนเดียว ต้องฝึกซ้อมกลุ่มบุคคล ประกอบเข้าด้วยกัน เป็ค่ายกระบี่เช่นค่ายกระบี่เจ็ดดาว ของสำนักอู่ตังอันเลื่องชื่อ
ทว่ากระบี่วิถีดาราสัมพันธ์ มิเพียงอ้างอิงตามตำแหน่งหมู่ดาวกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้นหากแต่อ้างอิงการเคลื่อนที่ของทุกหมู่ดาวบนฟากฟ้า!
ความล้ำลึกพิสดาร ไหนเลยต้องกล่าวถึงอีก
กลุ่มดาวบนฟากฟ้ามีมากมาย ดวงดาราดาษดื่นดุจเม็ดทรายในยุทธจักรเกิดคำร่ำลือถึงขนาดว่า ขอเพียงเคลื่อนไหว แปรเปลี่ยนตามหมู่ดาวเรื่อยไปมิไยว่าจะเป็วิชาดาบ กระบี่ ฝ่ามือ ลมปราณของค่ายสำนักใดล้วนใช้เพลงกระบี่นี้ทำลายได้ทั้งสิ้น!
ทว่านั่นอาจเป็เพียงคำร่ำลือ เนื่องเพราะความสำเร็จ ในวิชาของค่ายสำนักใดย่อมขึ้นกับพลังฝีมือ ผู้ฝึกปรือเป็สำคัญ ดังนั้นเื่นี้จะอย่างไรไม่สามารถพิสูจน์ชัดได้
หากสิ่งหนึ่งซึ่งชาวยุทธ์ล้วนทราบดี ท่านปู่และบิดาของติงฝูหรงชนะการประลองกระบี่กับเ้าสำนักหัวซาน เอ๋อเหมย์ และคุนหลุนถึงสามรุ่นติดต่อกันแล้ว!
เท่าที่ผ่านมา ไม่มีผู้ใดในตระกูลติง เข้าถึงเคล็ดวิชา ‘ผสานสรรพสิ่งเป็หนึ่งเดียว’อย่างแท้จริง
แม้แต่ประมุขตระกูลติงคนปัจจุบัน บิดาของติงฝูหรงก็ไม่สามารถแต่เหล่าาุโในยุทธจักร ล้วนกล่าวไปในทางเดียวกันว่า ผู้สามารถเข้าถึงเคล็ดกระบี่วิถีดาราสัมพันธ์อย่างแท้จริง ได้ถือกำเนิดขึ้นแล้ว
คน ๆ นั้นคือติงฝูหรง...
เนื่องเพราะติงฝูหรง สูญเสียสภาพการมองเห็นั้แ่เด็กกระนั้นยิ่งฝึกปรือวิชาประจำตระกูล พลังฝีมือของนางนับวัน ยิ่งก้าวหน้าไม่หยุดยั้ง
ทั้งนี้เพราะเมื่อสูญเสียดวงตา ประสาทััอื่น ๆ กลับถูกปลุกขึ้นจนเด่นล้ำเหนือคนปกติ นับวันประสาทััเ่าั้ ยิ่งแจ่มชัดเฉียบคมด้วยการใช้ประสาทััเหล่านี้ นางสามารถหล่อหลอมสรรพสิ่งรอบด้านเข้ากับจิตสำนึกของนางได้โดยง่าย และด้วยการใช้ประสาทััเหล่านี้เช่นกันไม่ว่าเป็การเคลื่อนไหวใด ล้วนไม่อาจรอดพ้นจากโสตประสาทนางได้
...หลายปีก่อน กระทั่งหยางป๋อหู ยังออกมายอมรับเองว่าวิชาตัวเบาของมันไม่อาจรอด จากโสตประสาทติงฝูหรงไปได้
นับวันสมาธิจิตของนาง มีแต่จะแน่วแน่มั่นคงยิ่งขึ้น ประสาทััยิ่งถูกใช้ยิ่งผสานเป็หนึ่งเดียวกับจิตสำนึก ไม่เพียงรับรู้สภาพรอบข้างกระจ่างเช่นคนสายตาปกติ ทั้งยังเคลื่อนไหวร่างกายทุกสัดส่วนผสานกลมกลืนกับสภาพการณ์ ไม่มีท่วงท่าใดขาดเกิน ไม่มีกิริยาใดใช้แรงมากน้อยกว่าความจำเป็
ด้วยสภาวะเช่นนี้ วันข้างหน้านางจะเข้าถึงสภาวะ‘ผสานสรรพสิ่งเป็หนึ่งเดียว’ บรรลุขอบเขต เพลงกระบี่วิถีดาราสัมพันธ์ซึ่งสามารถทำลาย วิชาทุกค่ายสำนักลงได้
‘วันข้างหน้า’ นั้นยาวนานเท่าไรไม่มีผู้ใดกล้าระบุยืนยัน นั่นขึ้นกับความสามารถของติงฝูหรงแล้ว
ฟางเสวี่ยเฟยนั่งมองการต่อสู้เบื้องหน้า โดยไม่วิตกกังวลใด ๆด้วยมั่นใจในพลังฝีมือ พี่ฝูหรงกับน้องจวี๋ฮวา แม้พวกนางต้องเผชิญ งานยากลำบากบ้างกระนั้นไม่พ่ายแพ้อย่างแน่นอน
เหล่าคนชุดดำ กระชับวงล้อมหดเล็กลงเรื่อย ๆ หากวงล้อมหดลงกระทั่งถึงระยะดาบเมื่อไร พวกมันจะเริ่มกลุ้มรุมทันที พวกนางย่อมทราบดีเช่นกันคนทั้งสองเพียงรอเวลา ให้วงล้อมหดเล็กลง จนถึงระยะที่พวกนาง จู่โจมได้ผลที่สุด พวกนางจึงจะลงมือ
ผู้ซึ่งฟางเสวี่ยเฟยหนักใจ กลับเป็นาคามูระโยชิอิ และบุรุษชุดดำผู้นำของคนกลุ่มนี้
ในสายตาของมัน สองคนนี้จึงเป็บุคคล ตอแยได้ยากอย่างแท้จริงทำอย่างไรจึงจะไม่ให้ สองคนนี้สอดมือยุ่งเกี่ยวเมื่อถึงเวลาพี่ฝูหรงกับน้องจวี๋ฮวา ปะทะขั้นแตกหักกับกลุ่มคนชุดดำ
ประกายความคิดหนึ่ง ผุดวูบขึ้นในสมองอย่างรวดเร็ว
“ท่านโยชิอิ สนใจประลองกับข้าพเ้าหรือไม่”
หลินอิงฮวางุนงง สีหน้าแตกตื่นอย่างยิ่ง ขณะนี้พี่จวี๋ฮวากับพี่ฝูหรงกำลัง้าผู้ช่วยเหลือ ไฉนพี่เสวี่ยเฟยมิคิดเข้าไปช่วยซ้ำยังจะประลองกับบุรุษหน้าตายในเวลานี้อีก
นางเองความจริง้า สอดมือเข้าช่วยพี่ทั้งสอง ทว่าเมื่อโคจรลมปราณกลับพบว่าชีพจรติดขัด ไม่อาจผนึกลมปราณได้ ย่อมเป็ผลกระทบ จากการปะทะกระบี่กับนาคามูระ โยชิอิเมื่อครู่ ตอนนี้หากสอดมือเข้าไป เกรงว่าอาจเป็ตัวถ่วงเสียมากกว่าจิตใจซึ่งกลัดกลุ้มอยู่ก่อนแล้ว ยิ่งกระวนกระวายมากขึ้นไปอีก
หยางป๋อหูกลับมีสีหน้า แตกตื่นยิ่งกว่า คำพูดของฟางเสวี่ยเฟยเมื่อครู่ทำให้เวลาร่วมเดือน ซึ่งมันแกะรอยบุรุษหนุ่ม ได้ผลตอบแทนคุ้มค่าอย่างยิ่ง
หรือวันนี้ มันจะมีโอกาสได้เห็นวิชา ‘ลมปราณซ่อนกระบี่’ซึ่งไม่ได้ปรากฏในยุทธจักร มานานถึงเจ็ดปี!
มือข้างหนึ่งรีบฝนหมึก มืออีกข้างล้วงหยิบกระดาษ อีกปึกออกจากอกเสื้อตระเตรียมบันทึกเื่ราวอย่างเต็มที่
สีหน้านาคามูระ โยชิอิยังเฉยชา หากแววตากลับทอประกายประหลาด รอยยิ้มจาง ๆคล้ายผุดขึ้นมุมปาก ทอดตามองไปยังฟางเสวี่ยเฟย เอ่ยถามขึ้น
“เงื่อนไขการประลอง ต้องเป็ท่านกำหนดเองใช่หรือไม่”
“ย่อมใช่”
“ข้าพเ้าตกลง”
“ท่านไม่ไต่ถามกติกาก่อนอีกแล้ว”
“ข้าพเ้าไม่เคยไต่ถาม...”
“เช่นนั้นหากท่านแพ้”
“ข้าพเ้ายินดีทำงานให้ท่านเื่หนึ่ง”
หลินอิงฮวากล่าวขึ้นอย่างร้อนรน
“พี่เสวี่ยเฟยไฉนท่าน!”
ฟางเสวี่ยเฟยจุ๊ปากให้นางเงียบไว้ แล้วชี้มือไปยังกระดานหมากล้อม
นาคามูระ โยชิอิแสดงสีหน้าฉงน กล่าวถาม
“ท่านจะเดินหมากล้อมกับข้าพเ้า?”
“มิใช่...ข้าพเ้าเพียง้าให้ท่านทายว่า หมากกระดานนี้ข้าพเ้าแพ้หรือชนะ?”
นาคามูระ โยชิอิก้าวยาว ๆ เข้าใกล้ศาลา สายตาจับจ้องมองกระดานหมากครุ่นคิดครู่หนึ่ง ขมวดคิ้วอย่างสงสัย
“ผู้ชนะย่อมเป็ท่าน”
“เหตุใดท่านจึงคิดว่า ข้าพเ้าเป็ผู้ชนะ?”
“เพราะหมากทุกเม็ดบนกระดาน ล้วนเป็ท่านวางเพียงผู้เดียว”
“หมากกระดานนี้ เป็ข้าพเ้าวางเพียงผู้เดียว?”
“หมากดำเข้มแข็ง ยึดกุมจุดสำคัญ แต่กลับไม่จู่โจม หมากขาวป้องกันรัดกุมรอจังหวะแต่เมื่อมีโอกาส กลับไม่ฉกฉวย คล้ายผู้วางไม่อาจตัดใจให้ฝ่ายหนึ่งแพ้ไปได้ สองคนเดินหมาก ต้องไม่มีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น”
หลินอิงฮวาพอฟังยิ่งงงงวย ความกระวนกระวาย ห่วงใยในตัวพี่สาวจางไปครู่หนึ่ง
“พี่เสวี่ยเฟย หากท่านไม่้า ให้มีฝ่ายแพ้ชนะ แล้วท่านเดินหมากกระดานนี้ทำไม?”
นาคามูระ โยชิอิเพ่งมองกระดานหมาก อย่างครุ่นคิด กล่าวช้า ๆ
“เพราะบางครั้งชัยชนะแท้จริง อาจไม่ได้อยู่ที่การเป็ผู้ชนะก็ได้อันที่จริงไม่จำเป็ ต้องเดินหมากถึงตานี้ ทั้งหมากดำและหมากขาวต่างสามารถชนะฝ่ายตรงข้าม ได้เนิ่นนานแล้ว ท่านไฉนปล่อยโอกาสมากมายให้ผ่านไป”
“เพราะข้าพเ้า้า เดินหมากกระดานนี้ เพียงกระดานเดียว”
“เพราะท่านไม่้า เริ่มกระดานใหม่ ถึงกับไม่ยอมรับ ผลแพ้ชนะเชียวหรือ?”
“ข้าพเ้าเดินหมากกระดานนี้สามวันแล้ว เมื่อไม่้าเริ่มกระดานใหม่จะรีบเดินให้เกิดผลแพ้ชนะทำไม”
ฟางเสวี่ยเฟยหยุดการสนทนา กล่าวประโยคต่อไปอย่างยิ้มแย้ม
“ท่านโยชิอิ...ท่านแพ้ข้าพเ้าแล้ว”
“ข้าพเ้าแพ้?”
“หมากกระดานนี้ ล้วนเป็ของข้าพเ้า อย่างที่ท่านกล่าวจริง ๆแต่มีเพียงหมากนี้เท่านั้นที่มิใช่” ฟางเสวี่ยเฟยหยิบหมากซึ่งติงฝูหรงเป็ผู้วางขึ้นมา
“หมากนี้ไม่ได้เป็ของท่าน?”
“พี่ฝูหรงเป็ผู้วางหมากตานี้”
นาคามูระ โยชิอิเพ่งมอง ใช้ความคิดครู่หนึ่ง
“ใช่จริง ๆ ...หมากตานี้จู่โจมอย่างเฉียบขาด เจาะทำลายแนวรับหมากขาวพังทลายไม่อาจต่อสู้ได้อีก ที่แท้หมากนี้ไม่ใช่ของท่าน...ท่านบอกว่าเดินหมากกระดานนี้ถึงสามวัน ข้าพเ้าคิดว่าเมื่อท่านเดินถึงตานี้จะตัดใจได้เสียอีก”
ฟางเสวี่ยเฟยอึ้งไปชั่วขณะ ในใจครุ่นคิดถึงประโยค
‘เหตุใดมันไม่ยอม วางหมากเม็ดนั้นลงไป..’
ทว่านั่นเป็ความคิดเพียงแวบ มันดึงสติกลับคืน หันไปมองวงล้อมของบุรุษชุดดำเวลานี้วงล้อมแคบเข้ามา จนถึงระยะดาบแล้ว ทั้งสองฝ่ายจำต้องปะทะขั้นแตกหักในไม่กี่อึดใจ
“ท่านโยชิอิ...” กล่าวเพียงแค่นั้น กลับชะงักคำพูดลง
เนื่องเพราะบังเกิดเสียงผิวปาก ดังขึ้นยาวนานกระแสเสียงกังวาน เปี่ยมพลังลมปราณ ผู้ทำให้เกิดเสียงนี้คือบุรุษชุดดำผู้นำขบวนนั่นเอง!