หงอี้เทียนกับหงซือซือสองพี่น้องแยกไปจัดการกับนักฆ่ามืออสูรที่อยู่จวนตระกูลฝูส่วนท่านอาเจียงกับจินวั่งซู่ออกไปกำจัดนักฆ่าที่ซ่อนอยู่เรือนหลังภัตตาคารข้างร้านเกาเจี่ยหงซือซือถูกหัวหน้าสวีเหยียนเล่อประกบอยู่อย่างใกล้ชิด
“กุนซือหงท่านอยู่ข้างหลังข้าน้อยดีกว่าขอรับคอยระวังหลังช่วยก็พอแล้ว”
หงซือซือจนใจที่พี่ชายและผู้ร่วมงานล้วนคอยระวังนางอย่างดีจนนางต้องยอมรับยืนอยู่ข้างหลังพวกเขา
“ได้ๆข้าอยู่ข้างหลังเองพวกท่านจะได้สบายใจ”
กุนซือหงให้สัญญาณเหล่าทหารบุกเปิดประตูใหญ่หน้าเรือนใต้เท้าฝูเข้าไปจับคนทั้งเรือนออกไปจากนั้นนางกับพี่ชายก็นำกลุ่มคนที่จะกำจัดนักฆ่าบุกเข้าไปด้านหลัง หงอี้เทียนนำหน้าไปซุ่มดูอยู่ในพุ่มไม้ครู่หนึ่งเมื่อเห็นว่าเหล่านักฆ่ากำลังเตรียมตัวก็ให้สัญญาณในการเข้าบุกทันทีนักคุ้มภัยและองครักษ์ของฮ่องเต้หมิง ที่เดินทางมาสมทบเป็นกลุ่มที่ได้รับการถ่ายทอดการทำลายวิชากระบี่ของนักฆ่าสำนักมืออสูรจึงกระโจนเข้ามาจากกำแพงด้านหนึ่งจนดำมืด
“บุก!ฆ่าอย่าให้เหลือแม้แต่คนเดียว”
กลุ่มชายฉกรรจ์ภายในเรือนกำลังเตรียมตัวจะออกไปตามแผนคืนนี้พวกเขาได้รับคำสั่งให้ออกไปเตรียมพร้อมรอรับสัญญาณบุกเข้าวังหลวงครั้นได้ยินเสียงฝีเท้าจำนวนมากหัวหน้าของพวกเขาจึงรีบร้องสั่ง
“มีผู้บุกรุก ฆ่าให้หมด!” ที่แท้ผู้ที่ควบคุมพวกเขาก็คือพ่อบ้านตระกูลฝูชายวัยกลางคนผู้คนเป่านกหวีดยาวๆ สามครั้ง นักฆ่าทั้งหมดก็กรูออกมาอยู่หน้าเรือนกลุ่มคนภายใต้การดูแลของหงอี้เทียนสวมชุดสีเทา ส่วนนักฆ่ามืออสูรสวมชุดสีดำทั้งสองฝ่ายดูเหมือนไม่ต่างกันมากนัก พวกเขาไม่พูดพล่ามพุ่งตรงเข้าประจัญบานกับอีกฝ่ายในทันทีเพลงกระบี่ของนักฆ่าสำนักมืออสูรรุนแรงเด็ดขาดและหวังผลต่อชีวิตการทะยานเข้าหาแต่ละครั้งเต็มไปด้วยพละกำลังที่เหนือกว่าผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไป
หงซือซือนำยาเพิ่มกำลังแจกให้กับเหล่าองครักษ์คนละหนึ่งเม็ด
“ยานี้มีฤทธิ์อยู่ได้เพียงสามชั่วยามเท่านั้นหากภารกิจของพวกเราไม่จบ ข้าเกรงว่าพวกเจ้าจะรับแรงของพวกเขาไม่ไหว”
ในเมื่อได้รับคำขู่เช่นนั้นองครักษ์และนักคุ้มภัยทั้งหมดจึงต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจในการกำจัดนักฆ่าอย่างพร้อมเพรียงกันเสียงกระบี่กระทบกระแทกอย่างแรงและแทบไม่เป็นจังหวะ เสียงโลหะดังก้องไปทั้งจวนแรงของนักฆ่ากับแรงของเหล่าองครักษ์ยามนี้สูสีกันดวงตาของนักฆ่ามืออสูรทั้งกลุ่มเป็นสีแดงพวกเขาคือนักฆ่าระดับสูงสุดซึ่งวิทยายุทธ์โดยปกติในยามที่ดวงตายังไม่กลายเป็นสีแดงฉานก็ยากที่จอมยุทธ์ทั่วไปจะรับมือได้อยู่แล้วแต่หากยามออกล่าเหยื่อแล้วดวงตาเป็นสีแดงยามนั้นกำลังของพวกเขาจะเพิ่มขึ้นเหนือกว่าคนทั่วไปอย่างมากทำให้พวกเขาดูไม่เหมือนมนุษย์
“อย่าปล่อยให้หนีออกไปได้แม้แต่คนเดียวมิฉะนั้นเขาอาจจะลอบบุกเข้า วังหลวง”หงอี้เทียนกระโจนเข้าไปสกัดนักฆ่าสองคนที่หมายจะพุ่งหนีออกทางประตู
“สวีเหยียนเล่ออย่าให้พวกมันเปิดประตูได้”
“ขอรับ!”หัวหน้าสวีกระโดดเข้าขวางพร้อมฟาดกระบี่ลงไปยังมือของนักฆ่าที่คิดจะกระชากประตูอย่างแรง
“อ๊าก!”เลือดพุ่งกระฉูดออกมาตามรอยกระบี่คมกริบของหัวหน้าสวีนักฆ่ายังมีความรู้สึกเจ็บปวดอยู่แม้จะน้อยกว่าคนทั่วไปเสียงร้องนั้นทำเอาหงซือซือรีบกระโจนเข้าไปแทงกระบี่สำทับ จนร่างนั้นทรุดลงสวีเหยียนเล่อรีบหันกลับมาช่วยนางรับกระบี่จากนักฆ่าอีกคนที่พุ่งเข้ามาใกล้
“กุนซือหงระวังขอรับ!”
หงซือซือพลิกตัวอย่างว่องไวไปหลบหลังสวีเหยียนเล่อหากนางไม่อยู่ในสภาพนี้ก็คงพร้อมจะประจัญบานต่อสู้กันซึ่งๆ หน้า องครักษ์หู่ซิ่นสือจากแคว้นหมิงรีบกระโจนเข้าไปป้องกันกุนซือหงซึ่งเขารู้ว่าเป็นร่างแปลงของหลวนฮองเฮา
“จูจิ้นติ้งข้าจะป้องกันท่านกุนซือเจ้าไปช่วยหัวหน้าหง”หู่ซิ่นสือเป็นหัวหน้าองครักษ์เสื้อแพรที่มีฐานะรักษาความปลอดภัยให้กับฮ่องเต้และฮองเฮาเขาได้รับคำสั่งจากฮ่องเต้หมิงเฟยหลงให้ดูแลหลวนฮองเฮาด้วยชีวิตเพราะในครรภ์ของพระนางมีว่าที่องค์รัชทายาทอยู่องครักษ์หู่จึงไม่อาจวางใจให้หัวหน้าสวีดูแลแต่เพียงผู้เดียว
องครักษ์จูจิ้นติ้งรีบกระโจนเข้าไปช่วยหงอี้เทียนทันใดหู่ซิ่นสือตาไวนักที่เห็นหัวหน้าหงอี้เทียนกำลังจะเพลี้ยงพล้ำจูจิ้นติ้งสอดกระบี่เข้าขวางไว้ได้ทันก่อนที่ปลายกระบี่ของนักฆ่าสองคนจะฟาดลงบนแขนของหัวหน้าหง
“หัวหน้าหง ท่านถอยก่อน!”
หงอี้เทียนก้มตัวลงก่อนจะเอียงร่างจนแทบจะติดพื้นเพื่อให้จูจิ้นติ้งสามารถงัดกระบี่ของศัตรูได้ถนัดเมื่อตั้งหลักได้หงอี้เทียนก็หมุนตัวเข้ามาใหม่พวกเขาใช้เพลงกระบี่เดียวกับที่เหล่านักฆ่าใช้ทำให้การปะทะเป็นไปอย่างสูสีเพลงกระบี่กระชากวิญญาณที่ถูกถอดเคล็ดลับโดยท่านอาเจียงเผิงเผิงนั้นทำให้ไม่ถึงสิบกระบวนเพลง หงอี้เทียนและจูจิ้นติ้งปซึ่งมีวรยุทธ์ร้ายกาจอยู่แต่เดิมเมื่อรู้เคล็ดวิชาของนักฆ่าจึงปราบพวกเขาได้ง่ายยิ่งขึ้นนักฆ่าที่พวกเขาประเมินกำลังไว้นั้นกลับมีมากกว่าที่ที่คาดเล็กน้อยจึงต้องใช้เวลาในการกำจัดเพิ่มขึ้น
“ทางโน้นเป็นอย่างไรบ้าง?”สวีเหยียนเล่อหันไปหานักคุ้มภัยที่โผล่มาทางกำแพงใกล้ประตูใหญ่คนผู้นี้ทำหน้าที่ส่งข่าวระหว่างกลุ่มของหงอี้เทียนกับกลุ่มของท่าอาเผิง
“หัวหน้าสวี ทางนั้นมีคนมากกว่าที่เราคาดพวกเขาแหวกวงล้อมออกไปร่วมยี่สิบคนน่าจะบุกไปทางวังหลวงแล้วอีกอย่างพวกกองปราบดูเหมือนจะเข้าไปในวังหลวงแล้วด้วย”
สวีเหยียนเล่อตกใจรีบหันไปตะโกนบอกหงอี้เทียน
“หัวหน้าหง คนของกองปราบเข้าไปในวังหลวงแล้วมีนักฆ่าปะปนไปร่วมยี่สิบคน พวกเขาต้องเร่งมือแล้วนะขอรับ”
หงอี้เทียนยืนกุมกระบี่รอจูจิ้นติ้งที่แทงนักฆ่าคนสุดท้ายล้มลงขณะเดียวกันเหล่าองครักษ์จากแคว้นหมิงที่ต่อสู้ร่วมกับพวกเขาก็จัดการกับนักฆ่ารอบเรือนของ ใต้เท้าฝูเรียบร้อยหมดแล้ว
“ให้ทหารส่วนหนึ่งลำเลียงศพทั้งหมดออกจากเรือนนี้ให้เรียบร้อยแล้วปิดเรือนพร้อมติดประกาศห้ามเข้าเรือนนี้โดยเด็ดขาด” กุนซือหงหันไปสั่งการนักคุ้มภัยและนายกองผู้หนึ่ง“ส่วนพวกข้าจะเร่งรุดเข้าวังหลวงไปถวายการอารักขาฮ่องเต้”
กลุ่มของหงซือซือไปพร้อมหน้ากับกลุ่มของท่านอาเจียงที่ข้างกำแพงวังหลวงยามนั้นประตูหน้าวังปิดสนิทมีคนของกองปราบสี่คนยืนเฝ้าอยู่
“แย่ล่ะ! คนของฝูจินหรงบุกเข้าวังหลวงไปแล้ว”
“หัวหน้ากองปราบแซ่ฝูผู้นั้นนำคนบุกไปในงานเลี้ยงเพราะหวังจับกุมฮ่องเต้ให้ยอมจำนนหากเราไปไม่ทันเห็นทีพวกเขาคงบังคับให้สละราชบัลลังก์เสียก่อน”หงซือซือรีบหันไปบอกทุกคน
หงอี้เทียนเห็นน้องสาวท่าทางร้อนใจเพราะห่วงสถานการณ์ภายในจึงหันไปหาองครักษ์หู่กับองครักษ์จู“บุกก่อนเถอะ ขอเพียงเปิดประตูวังหลวงเข้าไปได้กองทัพของแม่ทัพถงก็คงเดินเท้าเข้ามาถึงหน้าวังหลวงสมทบพวกเราแล้ว”
หงอี้เทียนยิงพลุสัญญาณขึ้นฟ้าเพื่อแจ้งให้แม่ทัพถงที่คุมกองทหารจากค่ายภาคกลางเปิดประตูเมืองนำทัพเข้ามารอสมทบหน้าประตูวังหลวงทุกด้าน
หู่ซิ่นสือกับจูจิ้นติ้งพร้อมด้วยองครักษ์เสื้อแพรจากแคว้นหมิงจึงบุกไปหน้าประตูวังหลวงเชือดรอมือปราบที่เฝ้าหน้าประตูทิ้งก่อนจะเปิดประตูวังนำเอาเหล่าบุรุษชุดเทาทั้งหลายตรงไปยังบริเวณจัดงานเลี้ยง
ฝูจินหรงเงยหน้ามองดูท้องฟ้าเมื่อเห็นพลุสัญญาณที่แปลกตาก็นึกสงสัยว่าแผนของตนเองอาจพลิกผันจึงรีบหันไปสั่งลูกน้องของตนเองให้นำหัวหน้ามือปราบฝูญาติผู้น้องตนเองเข้ามาล้อมงานเลี้ยงโดยเร็ว
ฝูหยางในวัยหนุ่มได้รับการส่งเสริมให้เจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานจาก ฝูจินหรงซึ่งเป็นญาติห่างๆโดยที่ไม่มีผู้ใดสังเกตภายหลังเขาเป็นหัวหน้ากองปราบแห่งเมืองหลวงกุมกองกำลังมือปราบกว่าแปดร้อยนายยามนี้คนของเขาทั้งหมดบุกเข้าวังหลวงด้วยความช่วยเหลือของคนภายในที่เป็นสายของฝูจินหรงเหล่าทหารยามทั้งหมดล้วนรู้เห็นเป็นใจ
กุนซือหงเห็นทหารยามที่นับตั้งแต่พ้นประตูวังมาล้วนพร้อมจะเอาชีวิตพวกนางแม้จะชูตราประจำพระองค์ของฮ่องเต้ก็รู้แล้ว
“พวกมันเป็นกบฏไม่ต้องเจรจาแล้วฆ่าอย่างเดียว พวกเราต้องไปให้ถึงงานเลี้ยงให้เร็วที่สุด” นางตะโกนสั่ง ทั้งร้อนใจที่ยามนี้พี่สามยังไม่รู้ว่าในวังนั้นมีไส้ศึกหลายส่วนที่พวกเขามิได้คำนวณเอาไว้มิรู้ว่าองครักษ์ที่ดูแลฮ่องเต้โจวเฟิงมีคนที่ตกอยู่ใต้อาณัติของฝูจินหรงหรือไม่?
******************

