ราชันหมื่นอักขระ

จารึกที่ 376 : ค่ายกลคลุมนภา

จารึกที่ 376 : ค่ายกลคลุมนภา : ห้าขุนพลแห่งหมื่นอักขระ


ควันไฟจากเศษซากเรือรบของวิหารตะวันทมิฬที่ร่วงหล่นลงมาตามแนวเขา ค่อยๆ จางหายไปตามสายลมที่พัดผ่านหุบเขาศิลาจารึก กลิ่นอายแห่งความพ่ายแพ้ของสวรรค์ยังคงลอยอวล ทว่าสำหรับป้อมปราการหมื่นอักขระ นี่คือรุ่งอรุณแห่งยุคสมัยใหม่ที่พวกเขาสลักขึ้นด้วยสองมือของตนเอง


บนลานกว้างหน้าตำหนักประธาน อาเจียยืนเอามือไพล่หลัง ทอดสายตามองกองทัพพยนต์ศิลาหนึ่งหมื่นตัวที่เรียงรายอยู่เบื้องล่าง เส้นสายสีแดงฉานของอสนีบาตกฎเกณฑ์ที่แทรกซึมอยู่ในเนื้อโลหะดาวตก เต้นระริกสอดคล้องกับจังหวะชีพจรของผืนแผ่นดิน ท่ามกลางความเงียบสงบนั้น ชายหนุ่มรับรู้ได้ถึงพายุลูกใหญ่ที่กำลังก่อตัวอยู่เหนือขอบฟ้าที่มองไม่เห็น


"แม่ทัพกู่หยางรอดชีวิตกลับไปได้..." เฟิงหลิงเอ๋อร์ที่เพิ่งลงมาจากยอดหอคัมภีร์ เอ่ยรายงานด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "เนตรดาราของข้าเห็นเรือรบที่เหลือรอดเพียงสามลำ กระเสือกกระสนหนีออกนอกรัศมีหุบเขา พวกมันคงนำความอัปยศนี้ไปทูลต่อมหาราชันย์เซียนเป็นแน่"


"ปล่อยพวกมันไปเถิด หลิงเอ๋อร์" อาเจียหมุนตัวกลับมา เผชิญหน้ากับสหายทั้งห้าที่ยืนรอคำสั่งอยู่ "การส่งเศษเดนกลับไปหลอกหลอนนายของพวกมัน ย่อมสร้างความปั่นป่วนในราชสำนักสวรรค์ได้ดีกว่าการสังหารทิ้ง ทว่า... การตอบโต้ของวิหารเทพอนันตกาลครั้งต่อไป จะมิใช่การส่งหมาป่ามาหยั่งเชิงอีกแล้ว พวกมันจะส่งมังกรมาบดขยี้พวกเรา"


ฉินมู่หลางลูบด้ามกระบี่หยกเย็น นัยน์ตาทอประกายคมกริบ "หากมังกรกล้าลงมาจากฟ้า ข้าก็จะขอทดสอบดูว่า เกล็ดของมันจะทนรังสีอำมหิตที่อาบด้วยวิถีสูญตาได้หรือไม่"


"ใจเย็นก่อน พี่มู่หลาง" อาเจียแย้มยิ้มบางเบา ชายหนุ่มก้าวเดินไปที่ใจกลางลานศิลา "ความกล้าหาญของพวกท่านเป็นที่ประจักษ์แล้ว ทว่าการศึกระดับทวีป มิอาจอาศัยเพียงกำลังของคนหกคน แม้เราจะมีพยนต์ศิลาหมื่นตัว แต่หากข้าเป็นผู้บัญชาการเพียงผู้เดียว ย่อมเกิดช่องโหว่ในการพลิกแพลงตามสถานการณ์"


อาเจียยกมือซ้ายขึ้น พู่กันนิรันดร์ปรากฏในกำมือ หยาดหมึกหยดแรกที่ซึมซาบอยู่ภายในแผ่กลิ่นอายอันลึกล้ำ


"สหายข้า... วิถีเต๋าของพวกท่านหยั่งรากลึกแล้ว ถึงเวลาที่ข้าจะแบ่งปันอำนาจการปกครอง"


ชายหนุ่มตวัดพู่กันวาดเส้นสายอักขระกลางอากาศธาตุ อักขระสีดำสนิทที่แฝงประกายทองคำถูกเขียนขึ้นห้าตัว พวกมันมิใช่อักขระโจมตีหรือป้องกัน ทว่าคือ 'จารึกบัญชาทัพ' ที่ผูกพันกับเจตจำนงของพยนต์ศิลา!


"อี้หราน! เจ้าจงรับ 'จารึกอัคคีทัพ' ไป!" อาเจียสะบัดพู่กัน ส่งอักขระตัวแรกไปประทับที่หลังมือของเฟิงอี้หราน


ทันทีที่อักขระประทับลง พยนต์ศิลาจำนวนสองพันตัวที่อยู่ทางทิศทักษิณ พลันลืมตาสว่างวาบ กลิ่นอายโลหะของพวกมันผสานเข้ากับกลิ่นอายเปลวเพลิงของอี้หรานในทันที "ฮ่าๆๆ! เยี่ยม! บัดนี้ข้าคือแม่ทัพแห่งกองธงอัคคี ใครกล้าบุกเข้ามา ข้าจะให้พวกมันลิ้มรสไฟนรก!"


"พี่มู่หลาง! ท่านรับ 'จารึกพิฆาตทัพ'!" อักขระตัวที่สองพุ่งเข้าประทับหลังมือของยอดกระบี่ พยนต์ศิลาสองพันตัวทางทิศอุดรตอบสนองด้วยการแผ่รังสีอำมหิตที่แหลมคมประดุจดาบนับพันเล่ม


"ชิงเสวี่ย! รับ 'จารึกมิติทัพ'!"


"ปิงอวิ๋น! รับ 'จารึกพฤกษาทัพ'!"


พยนต์ศิลาทางทิศบูรพาและประจิมตอบรับผู้บัญชาการคนใหม่ของพวกมันอย่างพร้อมเพรียง ร่างกายของพยนต์เหล่านี้เริ่มปรับสภาพให้สอดคล้องกับวิถีเต๋าของนายใหม่ บางตัวสามารถพับซ้อนมิติเพื่อพรางตัว บางตัวมีร่องรอยของเถาวัลย์ศิลาพันธนาการอยู่ตามข้อต่อ


"และหลิงเอ๋อร์..." อาเจียหันมาหาดรุณีน้อย "เจ้ามิได้คุมทัพเพื่อเข้าปะทะ ทว่าเจ้าคือดวงตาและศูนย์กลางการสื่อสาร จงรับ 'จารึกนภากาศ' พยนต์สองพันตัวที่เหลือ จะเป็นองครักษ์พิทักษ์หอคัมภีร์และส่งเสริมวิถีดาราของเจ้า!"


สหายทั้งห้ามองดูอักขระบัญชาทัพบนหลังมือด้วยความตื้นตัน พวกเขาสัมผัสได้ถึงเจตจำนงของหุ่นพยนต์นับพันตัวที่เชื่อมโยงกับจิตวิญญาณ นี่มิใช่แค่การแบ่งกำลังพล ทว่าคือการตอกย้ำถึงความไว้วางใจอย่างสูงสุดที่อาเจียมีต่อพวกเขา


"เมื่อมีขุนพลครบถ้วนแล้ว สิ่งต่อไปที่เราต้องกระทำ คือการสร้างหลังคาให้แก่บ้านของเรา" อาเจียแหงนหน้ามองท้องฟ้า "ค่ายกลที่ลอกเลียนมาจากวิหารเทพนั้นตื้นเขินเกินไป ข้าจะใช้ 'ชีพจรหมื่นอักขระ' ที่อยู่ใต้ฝ่าเท้าเรานี้ เป็นแกนกลางในการสร้าง 'ค่ายกลคลุมนภา' ที่ไม่มีสิ่งใดทะลวงผ่านได้ หากไม่ได้รับอนุญาต"


อาเจียทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิอีกครั้ง แขนขวาที่อัดแน่นด้วยมวลธาตุดั้งเดิมทาบลงบนพื้นศิลา ชายหนุ่มหลับตาลง ดำดิ่งจิตวิญญาณลงสู่ความลึกล้ำของแผ่นดิน


*คลื่นนนนน...*


เสียงครางต่ำๆ ดังก้องมาจากใต้หุบเขา เส้นสายอักขระสีเงินยวงนับล้านเส้นที่หลับใหลอยู่ เริ่มเคลื่อนไหวและถักทอประสานกันตามเจตจำนงของอาเจีย ชายหนุ่มมิได้ใช้ปราณฟ้าดินในการวาดค่ายกล ทว่าเขาใช้ 'ความรู้' ที่สกัดจากหยาดหมึกหยดแรก นำมาตีความเส้นสายของชีพจรดิน บังคับให้แผ่นดินยอมรับกฎเกณฑ์ใหม่


แสงสีเทาเงินยวงค่อยๆ แผ่ขยายจากจุดศูนย์กลางของเกาะลอยฟ้า ครอบคลุมยอดเขาทั้งหมดในหุบเขาศิลาจารึก มันพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ก่อตัวเป็นโดมโปร่งแสงขนาดยักษ์ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ทว่าผู้บำเพ็ญเพียรที่สัมผัสได้ ย่อมรู้ว่าโดมนี้คือปราการที่แท้จริง


"ช่างเป็นค่ายกลที่ลึกล้ำนัก..." มู่เฉินลูบเครายาว พยักหน้าด้วยความชื่นชม "มันไม่ได้ผลักไสปราณสวรรค์ ทว่ามัน 'กลืนกิน' ปราณที่มาร้าย และแปรสภาพเป็นพลังงานหล่อเลี้ยงหุบเขา ยิ่งศัตรูโจมตีหนักหน่วง ค่ายกลนี้ก็จะยิ่งแข็งแกร่ง... อาเจีย เจ้าเข้าใจแก่นแท้ของวิถีสูญตาอย่างถ่องแท้แล้ว"


เมื่อค่ายกลคลุมนภาเสร็จสมบูรณ์ อาเจียก็ผ่อนลมหายใจและลืมตาขึ้น ความเหนื่อยล้าฉายชัดบนใบหน้า ทว่าถูกกดข่มไว้ด้วยความเด็ดเดี่ยว


"ท่านอาจารย์" อาเจียหันไปหาบรรพชนเฒ่า "ในระหว่างที่ข้าเชื่อมต่อกับชีพจรดินเมื่อครู่... ข้าสัมผัสได้ถึง 'บางสิ่ง' ที่ซ่อนอยู่ลึกลงไปยิ่งกว่ารากของชีพจรหมื่นอักขระ มันเป็นความถี่ที่มืดมิดและเก่าแก่ จนกระทั่งหยาดหมึกหยดแรกในตัวข้ายังสั่นพ้อง"


คำกล่าวของอาเจียทำให้มู่เฉินชะงักงัน สีหน้าของบรรพชนเฒ่าแปรเปลี่ยนเป็นความตื่นตะลึง "เจ้าหมายความว่า... ใต้หุบเขานี้ ยังมีความลับอื่นซ่อนอยู่อีกงั้นหรือ? แม้แต่ในยุคที่สำนักหมื่นอักขระรุ่งเรืองที่สุด ข้าก็ไม่เคยรับรู้ถึงสิ่งนั้นเลย"


"สวรรค์ไม่ได้เพียงแค่ยึดครองแผ่นดินนี้เพื่อขุดแร่ศิลาวิญญาณหรอกขอรับ..." อาเจียหรี่ตาลง "พวกมันส่งสำนักแสงทองกำราบมาอยู่ที่นี่ เพื่อ 'เฝ้า' สิ่งนั้นเอาไว้ไม่ให้ผู้ใดค้นพบต่างหาก"


สหายทั้งห้าที่กำลังตื่นเต้นกับกองทัพใหม่ พลันหันมาให้ความสนใจ


"ของล้ำค่าที่สวรรค์ต้องให้คนมาเฝ้า... มันต้องเป็นยอดสมบัติเป็นแน่!" เฟิงอี้หรานตาโต


"อาจเป็นยอดสมบัติ... หรืออาจเป็นหายนะที่ถูกจองจำ" ฉินมู่หลางเตือนสติ


อาเจียลุกขึ้นยืน ชายหนุ่มปัดฝุ่นที่ชายเสื้อ "ไม่ว่ามันจะเป็นสิ่งใด ในเมื่อมันอยู่ในบ้านของพวกเรา เราก็ย่อมมีสิทธิ์ที่จะทวงถาม... พี่มู่หลาง อี้หราน ให้องครักษ์พยนต์เฝ้าระวังค่ายกลด้านบน ข้าจะลงไปดูให้เห็นกับตา ว่าสวรรค์ซุกซ่อนความโสมมใดไว้ใต้ฝ่าเท้าของบรรพชนข้า"


ไม่มีผู้ใดคัดค้าน การค้นหาความจริงคือวิถีทางที่พวกเขาเลือกเดินมาตั้งแต่ต้น


อาเจียนำทางสหายทั้งห้าและมู่เฉิน ดำดิ่งลงสู่ถ้ำใต้ดินที่ทอดยาวลึกเข้าไปในแกนกลางของหุบเขา พวกเขาเดินผ่านชั้นหินที่เต็มไปด้วยสายแร่ศิลาวิญญาณที่สำนักแสงทองกำราบขุดค้างไว้ ทว่ายิ่งลึกลงไป แร่ศิลาเหล่านั้นกลับค่อยๆ เปลี่ยนสี จากขาวขุ่นกลายเป็นสีเทาหม่น และท้ายที่สุด... ผนังถ้ำทั้งหมดก็แปรสภาพเป็น 'ศิลาสีดำสนิท' ที่แผ่กลิ่นอายเย็นเยียบและโบราณกาล


เมื่อเดินมาถึงสุดทาง พวกเขาพบกับห้องโถงกว้างใหญ่ที่ถูกสร้างขึ้นจากการเจาะทะลวงศิลาสีดำเหล่านั้น ใจกลางห้องโถงมีแท่นบูชาที่แตกหัก และบนแท่นบูชานั้น... มี 'ศิลาดำแห่งความทรงจำ' ก้อนหนึ่งตั้งอยู่


มันมีรูปทรงไม่สมมาตร พื้นผิวเต็มไปด้วยรอยขีดข่วนประดุจถูกกรงเล็บของอสูรร้ายกรีดทำลาย ทว่ารอยขีดข่วนเหล่านั้นกลับซ่อนเร้นอักขระที่แปลกประหลาด มันมิใช่อักขระของโลกเซียนปัจจุบัน และมิใช่อักขระดั้งเดิมที่อาเจียคุ้นเคย


"นี่มัน... ภาษาอะไรกัน?" หลินชิงเสวี่ยขมวดคิ้ว พยายามเพ่งมอง "ข้าไม่เคยเห็นอักขระที่มีโครงสร้างบิดเบี้ยวเช่นนี้มาก่อนเลย"


อาเจียก้าวเข้าไปใกล้ศิลาดำก้อนนั้น แขนขวาของเขาเริ่มสั่นสะท้านอย่างรุนแรงอีกครั้ง ชายหนุ่มไม่ได้ใช้มือสัมผัส ทว่าเขาใช้เจตจำนงแห่งวิถีสูญตาส่งเข้าไปตรวจสอบ


ภาพนิมิตสลัวๆ พุ่งวาบเข้ามาในห้วงความคิดของอาเจีย!


มันคือภาพของท้องฟ้าที่ถูกฉีกขาด เลือดสีทองคำสาดกระเซ็นไปทั่วหล้า ร่างของบุรุษผู้หนึ่งที่สวมชุดคลุมที่สลักลวดลายคล้ายกับอักขระสูญตา กำลังยืนหยัดเผชิญหน้ากับดวงตาอสนีบาตขนาดยักษ์นับพันดวงบนฟากฟ้า บุรุษผู้นั้นถือพู่กันในมือ ทว่าพู่กันนั้น... หักสะบั้น!


ภาพนิมิตจบลงเพียงแค่นั้น อาเจียผงะถอยหลังไปหนึ่งก้าว หอบหายใจลึก ดวงตาของเขาฉายแววตื่นตะลึงและสับสนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน


"อาเจีย! เจ้าเห็นอะไร!" เฟิงหลิงเอ๋อร์รีบเข้ามาประคอง


ชายหนุ่มหลับตาลง พยายามระงับความสั่นไหวในวิญญาณ "ศิลาก้อนนี้... มันบันทึกวาระสุดท้ายของ 'ราชาแห่งหมื่นอักขระ' องค์ก่อนหน้าข้า... ผู้บัญญัติคนสุดท้ายที่ถูกสวรรค์สังหาร!"


ความเงียบงันเข้าปกคลุมห้องโถงใต้ดิน ทุกคนตระหนักได้ทันทีว่า การต่อสู้ที่พวกเขากำลังเผชิญหน้าอยู่นี้ มิใช่เพียงการกบฏของคนกลุ่มเล็กๆ ทว่ามันคือสงครามศักดิ์สิทธิ์ที่สืบทอดกันมานับหมื่นปี ความแค้นและภาระหน้าที่ที่ถูกส่งต่อมานี้ หนักอึ้งเกินกว่าที่ใครจะจินตนาการได้


"สวรรค์ฝังกลบความทรงจำนี้ไว้ เพื่อหลอกลวงให้ลูกหลานของผู้ขีดเขียนลืมเลือนความแค้น..." อาเจียลืมตาขึ้น แววตาของเขาบัดนี้ไร้ซึ่งความสับสน มีเพียงความเด็ดขาดที่หนาวเหน็บ "แต่พวกมันหารู้ไม่ ว่าการทิ้งร่องรอยไว้ ย่อมเป็นเชื้อไฟชั้นดีให้แก่ผู้รอดชีวิต"


ชายหนุ่มหันกลับมาหาสหายทั้งห้า


"พวกเราไม่ได้แค่ทวงคืนแผ่นดิน สหายข้า... ทว่าเรากำลังทวงคืน 'ประวัติศาสตร์' ที่ถูกบิดเบือน" อาเจียกำหมัดแน่น "เตรียมตัวให้พร้อม... เมื่อค่ายกลคลุมนภาเสร็จสมบูรณ์ เราจะไม่ได้นั่งรอให้กองทัพวิหารเทพมาหาเรา... ทว่าเราจะเป็นฝ่าย 'เปิดประตู' ต้อนรับพวกมัน ด้วยความจริงที่พวกมันหวาดกลัวที่สุด!"


มหากาพย์แห่งการต่อต้านได้ยกระดับความเข้มข้นขึ้นอีกขั้น ความลับของอดีตกาลที่ถูกเปิดเผย จะเป็นแรงผลักดันให้ห้าขุนพลแห่งหมื่นอักขระและราชาของพวกเขา ก้าวเข้าสู่สมรภูมิที่แท้จริงอย่างไม่อาจหันหลังกลับได้อีกต่อไป!

คล้ายกับเรื่องราชันหมื่นอักขระ ที่คุณอ่าน