บทที่29 กบก้นบ่อของก้นบ่อ
ในห้างสุดหรูในจงซานสาวสวยเดินเที่ยวกับกลุ่มเพื่อนๆ เธอเป็คนที่สวยที่สุดในจงซาน มีผู้ชายตามจีบเธอทุกวันจนเธอเบื่อมากๆ อย่างไรก็ตามเธอไม่ได้สนใจเลย เธอเดินซื้อของกับเพื่อนเธออีกสามคนหน้าตาพวกเธอก็สวยทั้งสามคน
“เหลียนชิงนั่นพวกเขาอีกแล้ว”เหลียนชิงหันไปมองเธอก็รู้สึกเบื่อยิ่งนัก
“ฉันเบื่อพวกเขาจริงๆเรารีบไปกันเถอะ”ทว่าพวกมันรีบวิ่งมาขวาง
“หลียนชิงวันนี้ศิษย์พี่ของฉันประลองเธอจะไม่ไปดูหน่อยหรอ”จางเซาหลงโบกตั๋วเข้าชมงานประลองไปมา
“เหลียนชิงไม่สนใจเดินหนีไป”แต่เพื่อนของเธออยากไปดู
“เหลียนชิงพวกเราอยากไปดูได้ยินมาว่าชงอวิ๋นลงประลองด้วยนะแล้วบัตรก็หายากมากด้วย”เหลียนชิงขมวดคิ้ว
“ใครหรือชงอวิ๋น”เหลียนชิงไม่รู้จัก
“เธอไม่อ่านข่าวเลยหรือไงเขาเป็สุดยอดอัจฉริยะของสำนักกิเลนขาว ได้ยินมาว่าเขาสำเร็จวิชาหมัดกิเลนทองคำด้วยวัยไม่ถึงสามสิบปีเลยนะ”เหลียนชิงไม่ได้ชอบอะไรพวกนี้แต่ในเมื่อเพื่อนๆอยากไปเธอก็ไม่อยากขัดอะไร
“ก็ได้ถ้านายมีตั๋วพอสำหรับเราทุกคน”จางเซาหลงยิ้มออกมา แล้วบอกเพื่อนมันให้เอาตั๋วออกมาให้พวกเธอ เวลาเริ่มงานห้าโมงเย็นตอนนี้เวลาเที่ยงกว่าๆเท่านั้นเธอจึงอยากเดินเล่นต่อ
“พวกนายไปก่อนเถอะเดี๋ยวเจอกันตอนเย็นแล้วกัน”เหลียนชิงไม่อยากอยู่กับคนพวกนี้จึงพวกให้พวกเขากลับไป จากนั้นเธอก็เดินกับพวกเพื่อนๆต่อ
“นี่พวกเธอไอ้การสำเร็จวิชาเนี่ยมันน่าตื่นเต้นตรงไหนงั้นหรือ”ทั้งสามมองหน้ากัน
“ฉันก็ไม่ค่อยรู้หรอกนะแต่พ่อบอกว่าหมัดวิชากิเลนทองคำมันฝึกยากมากแค่หมัดเดียวสามารถทำลายเสาหินได้เลย”เหลียนชิงตาโต
“ยังมีอีกนะคนที่ฝึกสำเร็จก่อนหน้าชงอวิ๋นใช้เวลาถึงหกสิบปี เขาคือเ้าสำนักคนปัจจุบันจูเทียนกัง”ทั้งสามเล่าอย่างตื่นเต้น
“จริงสิเธอบอกว่ามีคนเอาชนะจางเซาหลงในการตบเพียงครั้งเดียวจริงหรือ”ทั้งสามสนใจเพราจางเซาหลงแข็งแกร่งมากในรุ่นเดียวกันและเขายังเป็ศิษย์สายตรงของรองเ้าสำนักกิเลนขาวด้วย เหลียนชิงยิ้ม ทั้งสามคนไม่ได้ไปงานกีฬาวันนั้น
“ใช่แล้วเขาเอาชนะแค่ตบเพียงครั้งเดียว ฉันยังได้เต้นรำกับเขาด้วยนะ”ทั้งสามประหลาดใจ
“เธอบอกว่าเต้นรำกับเขา”ทั้งสามพูดพร้อมกัน
“ใช่ทำไมหรอ”ทั้งสามพูดพร้อมกันแล้วเอามือจับหน้าผากเหลียนชิง
“นี่เธอไม่รู้ตัวเลยหรือว่ามันเป็เื่ใหญ่แค่ไหน”
“เื่ใหญ่อะไร”
“ฉันรู้จักเธอมาสิบปีไม่เคยให้ผู้ชายแตะต้องตัวแม้แต่ชายเสื้อ แต่เธอเต้นรำกับใครก็ไม่รู้เนี่ยนะ”เหลียนชิงหัวเราะ
“เขาพิเศษมากๆพวกเธอเห็นก็จะเข้าใจเอง”ทั้งสามมองหน้ากันอีกครั้ง
เสียงโทรศัพท์เหลียนชิงก็ดังขึ้น เมื่อเธอเปิดมือถือก็พบว่าพ่อเธอโทรมา เธอแปลกใจเล็กน้อยเพราะเธอเพิ่งออกมาสองชั่งโมงเอง
“คุณพอคะมีอะไรหรือเปล่าคะ”
“เหลียนชิงวันนี้พอไปดูการประลองสำนักกิเลนขาวและสำนักมังการรุ่งโรจน์ลูกสนใจไหม”
“พ่อก็ไปหรือคะงั้นพวกหนูไปด้วยแล้วกัน”
“ได้งั้นตอนเย็นเจอกันนะลูก”เหลียนซูพูด
“พอคะได้ข่าวคุณน้าบ้างไหมคะ”เหลียนชิงติดน้าเธอมากแต่ไม่เจอมาเป็เดือนๆแล้ว
“เห็นว่าออกเดินทางอีกแล้วนะ ลูกก็รู้ว่าเธอชอบลุยๆ”เธอหัวเราะ
“งั้นตอนเย็นเจอกันคะพ่อ”เหลียนชิงแปลกใจว่าทำไมพ่อถึงไปดูการประลองนี้ทั้งที่เขาไม่ค่อยชอบการต่อสู้เท่าไรนัก ที่จริงเหลียนซูก็ไม่อยากไปแต่เขาได้รับโทรศัพท์จากน้องสาวเมื่อเช้าบังคับให้ไปดูทั้งครอบครัว
ก่อนหน้านั้นสี่ชั่วโมงเฉินหนานตื่นเช้าก็ได้รับโทรศัพท์จากิกวนเฉินหนานถอนหายใจโล่งอกที่ได้ยินเสียงิกวงไม่ใช่คนโทรมาแจ้งว่าพวกเขาเสียชีวิต
“นายอยู่ไหนเฉินหนาน”
“ฉันอยู่จงซาน”เฉินหนานยิ้มแย้ม
“นายไปทำอะไนที่นั่น”ิกวงถามออกไป จากนั้นเฉินหนานก็เล่าให้พวกเขาฟัง
“พวกนายปลอดภัยดีนะ”เฉินหนานถาม
“พวกเราเกือบตายไปแล้ว พวกมันล้อมเราไว้ดีนะที่เครื่องรางของนายช่วยชีวิตเหลียนเฟ่ยไว้”
“แล้วพี่สาวเป็ไงบ้างตอนนี้”เฉินหนานได้ยินเสียงการแย่งโทรศัพท์
“คิดถึงพี่สาวคนนี้หรือเฉินหนาน”เฉินหนานหัวเราะ
“ฮ่าๆแบบนี้แปลว่าปลอดภัยสินะ”
“แน่นอนสิเครื่องรางิญญาสุดยอดมากๆเลย เราได้ของมามากเลยไว้จะแบ่งให้นายด้วยนะ”
“ไม่จำเป็หรอกพี่สาวเสี่ยงชีวิตมาจะเอามาให้ฉันได้ยังไง”เธอหัวเราะ
“นายไปจงซานปะลองยุทธ์พี่สาวคนนี้เสียดายจริงๆที่ไม่ได้ไปดู”
“ฮ่าๆเดี๋ยวก็มีข่าวให้ดูพี่สาวรอดูแล้วกัน”
“อ่อจริงสิบัวหิมะรากเก้าราชันย์เราไม่พบที่ธิเบตเลย”เหลียนเฟ่ยพูดออกมา เฉินหนานผิดหวังนิดหน่อย
“แต่เราได้เบาะแสมา”
“ว่ามาเลยพี่สาว”เฉินหนานมีความหวังขึ้นมาทันที
“พวกเราได้ยินองค์ลับมันพูดว่ามีบัวหิมะลักษณะแปลกๆอยู่ที่เทือกเขาแอลป์”เฉินหนานคิดว่าเขาต้องหาเวลาไปเสียหน่อย
“ขอบคุณพี่สาวมากๆครับหวังว่าจะได้เจอกันเร็วๆนี้”หลังจากวางโทรศัพท์จากเฉินหนานทั้งสามก็โทรกลับไปที่บ้านของตัวเอง
หลังจากคุยโทรศัพท์เรียบร้อยเฉินหนานออกไปเดินเที่ยวในเมือง พบป้ายประกาศของการประลองเต็มไปหมดรูปชงอวิ๋นขนาดใหญ่ติดอยู่ทุกที่
“ดูเหมือนว่าเขาดังไม่เบาเลย”เฉินหนานดีใจที่วิชายุทธ์ได้รับความนิยมแบบนี้ เฉินหนานมองไปรอบๆก็เห็นร้านขายหยกคุณภาพดีเขาจึงเดินเข้าไปดูในร้าน ข้างในเป็ร้านที่มีหยกลักษณะต่างๆหลายขนาดว่างอยู่ในตู้กระจกสวยงามมีพนักงานรูปร่างหน้าตาดีหลายคนคอยบริการลูกค้าอยู่ เฉินหนานเห็นผลิตภัณฑ์ต่างที่ทำจากหยกมันสวยงามกว่าที่มาเก๊ามาก เฉินหนานจึงสนใจในขณะที่เขากำลังจะเข้าไปดูนั้นก็มีเสียงดังออกมาจากด้านหลังเขา
“ไอ้หนูออกไปที่นี่ไม่ใช่ที่มาเดินเล่นนะ”เฉิหนานชี้มาที่ตังเอง
“นายพูดกับฉันงั้นหรือ”เฉินหนานหันไปหาชายหนุ่มที่น่าตาคมเข้มร่างกายสูงใหญ่
“ถ้าไม่ใช่แกแล้วจะมีใครอีกเล่า”เฉินหนานถอนใจคนแบบนี้มีทุกที่จริงๆ เขาไม่อยากสร้างปัญหาจึงเดินกลับออกมาแต่ก่อนที่เขาจะออกไปนั้นก็ได้มีหญิงวัยกลางคนเดินเข้ามาเธอดูดีมากๆความสวยของเธอพอๆกับ ไป๊หยุนซวงแม่ของรินเลย อย่างไรก็ตามเฉินหนานรู้สึกคุ้นหน้าเธอมากแต่เขาไม่ได้สนใจเขากำลังจะเดินออกไป หญิงคนนั้นก็เรียกเขา
“เดี๋ยวก่อน”เฉินหนานหันกลับไปหาเธอ
“คุณเรียกผมหรอ”เธอยิ้มให้เขา
“หยกที่นี่ไม่สวยหรือเธอไม่เห็นซื้อมันเลยสักชิ้น”เฉินหนานประหลาดใจเล็กน้อย
“ไม่ครับมันสวยมากแต่”ในขณะที่เฉินหนานจะพูดชายคนเดิมก็เดินมา
“ยังไม่ออกไปอีกงั้นหรือฉันจะให้ยามมาไล่แกออกไป”ทันทีที่มันพูดจบ เฉินหนานก็กำลังจะออกไปทันที
“หยุดก่อนหลานชาย”เฉินหนานขมวดคิ้ว เขาเริ่มไม่พอใจ
“มีอะไรงั้นหรือครับ”เธอเดินมายืนข้างๆเฉินหนานแล้วมองไปยังชายที่ไล่เขาออกไป
“นายเป็ใคร”
“ผมเป็พนักงานขายที่นี่ได้สองเดือนแล้วและทำยอดขายอันดับหนึ่งของที่นี่”เธอยิ้มออกมาอย่างไม่แยแส
“ยอดขายสูงสุดรึ”
“ใช่”
“การที่นายไล่ลูกค้าออกไปแบบนี้ฉันสงสัยว่านายได้ทำยอดขายอันดับหนึ่งได้ยังไง”
“เื่นั้นคุณไม่จำเป็ต้องรู้หรอก”เธอขมวดคิ้วอย่างโมโห
“นายไปเก็บของแล้วไม่ต้องมาทำงานที่นี่อีก”มันโกรธทันที
“คุณเป็ใครมีสิทธิ์อะไรมาไล่ผมออก”
“ฉันมู่หวานเป็เ้าของที่นี่และห้างนี้ไง”มันถึงกับคุกเข่าลงแล้วอ้อนวอน อย่างไรก็ตามมู่หวานให้ยามมาไล่มันออกไป
“หลานชายไปดูหยกกันเถอะฉันมีหยดงามๆอีกมาก”เฉินหนานยิ้มออกมาอย่างน้อยที่นี่ก็มีคนไม่ตัดสินจากภายนอกอยู่บ้าง เฉินหนานเดินตามไปแล้วดูหยกหลายชิ้น มันสวยกว่าอันที่ตั้งโชว์มาก เฉินหนานจ่ายเงินไปถึงสองล้านหยวนเขาได้หยกมาหลายชิ้น มู่หวานถึงกับพูดไม่ออกที่เด็กอายุสิบเจ็ดจ่ายเงินสองล้านง่ายๆแบบนี้
“หลานชายชื่ออะไรงั้นหรือ”
“ผมเฉินหนานครับ”เมื่อได้ยินเธอก็คิดบางอย่างจากนั้นตาเธอก็เป็ประกาย
“เธอไม่ใช่ตนที่จงซานใช่ไหม”เฉินหนานยิ้ม
“โอ้คุณรู้ได้ไงผมมาจากวันเดอร์เล่ล์”เธอยิ้มออกมาแล้วหัวเราะเบาๆ
“ก็เพราะว่าเธอไม่รู้จักฉันยังไงล่ะ”เฉินหนานไม่เข้าใจ ปกติแล้วคนที่ไดยินชื่อมู่หวานต้องเข่าอ่อนกันทั้งนั้นแต่เฉินหนานกลับเฉยชาทำให้เธอแน่ใจมากขึ้นว่าเขามาจากเมืองอื่น
“อ่อแบบนี้เอง ผมมาทำธุระที่นี่สองวันเท่านั้นครับ”
“คงไม่ใช่มาดูการประลองหรอกนะ”มู่หวานถามออกมา
“อ่อผมไม่ได้มาดูหรอกครับ”เฉินหนานยิ้ม จากนั้นเฉินหนานก็ออกไป เขาไม่ได้หลอกเธอเขาไม่ได้มาดูจริงๆแต่เขามาประลองต่างหากเล่า
เวลาผ่านไปเฉินหนานเตรียมตัวไปสำนักกิเลนขาว เขานำกระบี่ไม้ใส่ห้อผ้าสีขาว แล้วออกไปพร้อมกลับเว่ยโม่ถงและหลิงไทซูและลูกศิษย์อีกหลายคน พวกเขานั่งรถกันไปถึงสำนักก็เกือบๆสี่โมงแล้ว เฉินหนานไม่อยากเชื่อว่าคนจะมากมายเพียงนี้ สำนักกิเลนขาวเก็บค่าเข้าชมถึงสองพันหยวนแต่ถึงอย่างนั้นคนก็ยังเยอะมากๆอยู่ดีนั่นเพราะชงอวิ๋นเสียงกองเชียร์ดังไปทั่วสนามประลองดูแล้วน่าครึกครื้นอย่างยิ่ง ด้านหน้าทางเขาเป็รูปของชงอวิ๋นขนาดใหญ่ติดไว้ทำให้รู้สึกน่าเกรงขามยิ่งขึ้นนี่ถือว่าเป็การข่มขวัญอีกทางหนึ่ง ด้านในมีนักข่างและดาราดังๆมาทำข่าวเต็มไปหมด
“ผมไม่คิดเลยว่าจะมีคนนิยมวรยุทธ์จีนมากขนาดนี้”เฉินหนานรู้สึกดีใจมาก
“แน่นอนรากฐานชาวจีนก็คือวรยุทธ์จีนและการจะได้ััมันในปัจจุบันมีน้อยมากๆ เมื่อมีโอกาสทุกคนจึงให้ความสนใจ”เฉินหนานยิ้มและพยักหน้า พวกเขาถูกพามานั่งในห้องส่วนตัวเพื่อรอเวลาเริ่มงาน ตอนนี้ทางสำนักกิเลนขาวยุ่งมากจนต้อนรับพวกเขาได้ไม่เต็มที่ เฉินหนานไม่ได้สนใจเื่นี้อยู่แล้ว มันยังเหลือเวลาอีกหนึ่งชั่งโมง เฉินหนานจึงเลือกที่จะไปเดินดูรอบๆ เฉินหนานแต่งตัวในแบบวัยรุ่นทั่วๆไปจึงไม่สะดุดตานัก เขาเห็นคนของสำนักกิเลนขาวกำลังวุ่นวายจัดสถานที่ให้พวกนักข่าวและพวกดารา เฉินหนานเห็นคนที่ชื่อชงอวิ๋นกำลังคุยกับศิษย์ในสำนัก
“ศิษย์พี่คิดยังไงกับสำนักัรุ่งโรจน์”ชงอวิ๋นหัวเราะ
“มันก็แค่ขยะนั่นและขนาดเ้าสำนักมันยังแพ้ให้เด็กไร้สังกัดกระจอกๆคนหนึ่งเลย”พวกมันหัวเราะ
“แบบนี้คงไม่ถึงมือศิษย์พี่ใช่หรือไม่”ชงอวิ๋นหัวเราะลั่น
“ไม่ได้ทุกคนรอดูฉันอยู่ ฉันจะหักขาพวกมันทุกคนที่เจอกับฉันเลย”
“ศิษย์พี่นี่ก็แค่การแลกเปลี่ยนเหตุใดถึงรุนแรงขนาดนั้น”ศิษย์คนหนึ่งกล่าว
“ฮ่าเ้าใจดีเกินไปข้าจะสั่งสอนมันไม่ได้มันกล้ามาแลกเปลี่ยนวรยุทธ์ที่ไหนอีกเลย”แน่นอนว่าเฉินหนานได้ยินคำพูดทั้งหมด เขาส่ายหน้าอย่างผิดหวัง
“เห้อเป็อัจฉริยะที่ใจแคบนักเห็นข้าต้องให้มันรู้ว่ามันก็แค่กบก้นบ่อของก้นบ่อ มันจะได้รู้ว่าตัวเองโง่เพียงไหน”แต่เดิมเฉินหนานแค่จะมาชี้แนะแนวทางให้คนรุ่นใหม่เท่านั้นดูเหมือนว่าเขาคงต้องเอาจริงสักนิดหน่อยแล้ว…