ปราบพยศคุณหนูจวนแม่ทัพ

    พิชิตสี่ด่านด้วยดวง หรือฝีมือ

            การทดสอบทั้งสี่ด่านเพื่อเก็บคะแนนสะสมเริ่มต้นขึ้น บรรยากาศในสนามฝึกซ้อมคึกคักไปด้วยเหล่าทหารจากกลุ่มต่าง ๆ ที่พร้อมจะพิสูจน์ฝีมือ ขบวนกลุ่มของเฉินซูเหรินเดินเข้ามาในลานฝึกท่ามกลางสายตาของทหารกลุ่มอื่น ๆ ที่มองอย่างสงสัย

    สนามแข่งขันยิงธนูตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของค่ายทหาร ลานกว้างนั้นถูกถางหญ้าให้โล่งเตียน พื้นดินอัดแน่นแข็งกระด้าง กองทรายถูกนำมาปูรองรับใต้เป้า เพื่อกันลูกศรพุ่งทะลวงไปไกลเกินกำหนด

    ด้านหน้าลาน มีเป้ายิงธนูตั้งเรียงเป็นแถวยาว ห่างกันประมาณสิบก้าว เป้าทุกอันทำจากฟางอัดแน่น หุ้มด้วยผ้าดำ ทาสีแดงสดเป็นวงกลมตรงจุดศูนย์กลางที่เรียกว่าดวงตาแห่งเป้า วงกลมล้อมรอบด้วยวงแหวนสีเหลืองและขาว ไล่ระดับจากใหญ่ไปเล็ก ราวกับเส้นวงน้ำที่ซ้อนทับกัน

    กระโจมของกรรมการตั้งอยู่ทางซ้ายมือ ปักธงสีแดงเข้มประทับตราหงส์ทองแห่งทัพหลวง พันธงโบกสะบัดรับลมหนาว เสียงผ้าเสียดสีกันดังกริ๊วกราวเป็นจังหวะ

    ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความตึงเครียด เสียงกลองศึกดังปึงปังประสานกับเสียงนกหวีดแหลมสูงที่ปล่อยออกมาเป็นช่วงๆ บรรดาผู้เข้าแข่งขันยืนเรียงรายอยู่ด้านหน้า แต่ละคนในชุดเกราะเบา ผ้าคาดเอวสีต่างๆ บ่งบอกกลุ่มสังกัด

    เฉินซูเหรินยืนอยู่กลางลานแข่งขัน แผ่นหลังตั้งตรง มือกำคันธนูไว้มั่น นัยน์ตาคมกริบจับจ้องไปยังเป้าหมายตรงหน้า ลมหายใจนางแผ่วเบา ทว่ามั่นคง ทุกการเคลื่อนไหวแฝงด้วยความมุ่งมั่นและอาจหาญ

    ลมหนาวพัดโชยมาเป็นระยะ ปลายผ้าคาดเอวสีแดงสดของเฉินซูเหรินปลิวสะบัดประหนึ่งธงศึกในสนามรบ ทุกสายตาจับจ้องมาที่นางเป็นตาเดียว บางคนกระซิบกระซาบ บางคนยืนนิ่งขรึมรอดูการแสดงฝีมือของบุตรีแม่ทัพผู้เฒ่า

    เสียงกลองศึกหยุดลงในฉับพลัน ทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบงัน มีเพียงเสียงลมหายใจและเสียงขนนกปลายธนูเสียดสีไปกับอากาศ

    เมื่อสัญญาณเริ่มการแข่งขันดังขึ้น เฉินซูเหรินยกคันธนูขึ้นมาในระดับอก ดึงสายธนูถอยหลังจนตึงเต็มแรง สายตานางคมกริบราวพญาเหยี่ยว ล็อคเป้าหมายไว้แน่น ปลายนิ้วปล่อยสายธนูออกในพริบตา เสียง "ฟิ้ว!" ดังแหวกอากาศ ลูกศรพุ่งตรงดิ่งเข้าสู่เป้าหมายอย่างแม่นยำ

    นางได้รับการฝึกฝนทักษะนี้มาตั้งแต่เด็ก ลูกศรแรกพุ่งออกไปอย่างแม่นยำ ปักตรงกลางเป้าอย่างงดงาม ลูกศรถัดมาก็ยังคงเข้าเป้าทุกครั้ง สร้างความทึ่งให้กับผู้ชมรอบสนาม บางคนถึงกับอ้าปากค้าง ไม่คิดว่าคุณหนูเฉินจะเก่งกาจถึงเพียงนี้ นางเพียงเชิดหน้ายิ้มเล็ก ๆ ก่อนเดินออกจากลานพร้อมคะแนนเต็ม

    …..

    สนามประลองสำหรับการต่อสู้มือเปล่า ในวันนี้คึกคักไปด้วยเสียงโห่ร้องของเหล่าทหารที่ยืนล้อมรอบเป็นวงกว้าง ราวกับฝูงหมาป่าที่กำลังรอชมการขย้ำเหยื่อ พื้นสนามถูกปรับให้เป็นลานดินอัดแน่น ฝุ่นฟุ้งกระจายเล็กน้อยยามเมื่อผู้เข้าแข่งขันเหยียบย่างลงไป

    จ้าวมู่เฉินเดินเข้าสู่สนามด้วยท่าทางเหม่อลอย ดวงตาดำขลับเบิกกว้างเล็กน้อยราวกับเด็กน้อยที่ไม่รู้ว่าตนเองกำลังทำอะไรอยู่ เขาหันซ้ายหันขวา มองผู้คนรอบสนามด้วยแววตาฉงน ‘เหตุใดคนพวกนี้ถึงมองข้าเช่นนี้?’

    เบื้องหน้าเขา คู่ต่อสู้ร่างสูงใหญ่ กล้ามเนื้อเป็นมัด ยืนยิ้มเยาะ ขยับนิ้วมือทั้งสิบคล้ายจะอุ่นเครื่องก่อนการประลอง “คุณชายจ้าว... เจ้าแน่ใจหรือว่าจะลงแข่งกับข้า?”

    จ้าวมู่เฉินไม่ตอบคำถาม เขาเพียงยกมือขึ้นเกาศีรษะอย่างงง ๆ ก่อนจะยิ้มบาง ๆ อย่างใสซื่อ “อืม... พี่ใหญ่เฉินบอกให้ข้าทำให้ดีที่สุด ข้าก็ต้องทำให้ดีที่สุด”

    เสียงหัวเราะดังลั่นจากเหล่าทหารที่ยืนชมอยู่รอบสนาม บางคนถึงกับยกมือขึ้นปิดปากกลั้นหัวเราะ เพราะไม่อาจทนกับท่าทางซื่อบื้อของจ้าวมู่เฉินได้

    “เอาล่ะ! เริ่มการประลองได้!” เสียงทหารผู้คุมสนามดังขึ้น

    ทันทีที่คำสั่งเริ่มดังขึ้น คู่ต่อสู้ของจ้าวมู่เฉินพุ่งเข้ามาด้วยความเร็วปานสายฟ้า กำปั้นแกร่งพุ่งตรงไปยังใบหน้าของจ้าวมู่เฉิน แต่ในขณะนั้นเอง... จ้าวมู่เฉินกลับก้มตัวลงหยิบก้อนหินเล็ก ๆ ที่พื้นขึ้นมาพิจารณาด้วยความสนใจ

    “อ้าว... หินนี้คล้ายกับก้อนที่ข้าเคยเล่นกับพี่ใหญ่เฉินเลย...”

    กำปั้นของคู่ต่อสู้ที่หวังจะซัดใบหน้าจ้าวมู่เฉินจึงพุ่งผ่านไปในอากาศ ทรงตัวไม่ทันเสียหลักถลาล้มลงไปกองกับพื้น

    เหล่าทหารที่ชมอยู่ถึงกับตะลึงพรึงเพริด ‘นี่มัน... บังเอิญหรือจงใจกันแน่?!’

    จ้าวมู่เฉินเงยหน้าขึ้นจากก้อนหิน แล้วยิ้มแป้นใส่คู่ต่อสู้ที่นอนคว่ำหน้าอยู่บนพื้น “เจ้า... เจ้าเป็นอะไรหรือไม่?”

    คู่ต่อสู้กัดฟันกรอด ลุกขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้เขาพุ่งเข้ามาพร้อมกับเตะเข้าที่กลางลำตัวของจ้าวมู่เฉิน

    แต่จ้าวมู่เฉินที่ยังคงไม่รู้เรื่องรู้ราว กลับหันตัวไปทางด้านข้างเพื่อชี้ให้เหล่าหยวนดูอีกก้อนหินที่พบเจอ “เหล่าหยวน ดูสิ! ก้อนนี้ก็คล้ายกับก้อนเมื่อครู่...”

    ขาของคู่ต่อสู้จึงเตะผ่านไปในอากาศอีกครั้ง และด้วยแรงเหวี่ยงที่รุนแรง ทำให้เขาหมุนตัวไม่ทัน เสียหลักล้มลงไปกองกับพื้นอีกหน

    เสียงหัวเราะลั่นจากเหล่าทหารดังขึ้นยิ่งกว่าเดิม บางคนถึงกับน้ำตาไหล บ้างก็จับท้องหัวเราะจนแทบยืนไม่อยู่

    จ้าวมู่เฉินมองไปรอบ ๆ อย่างงุนงง “เอ๋... พวกเจ้าหัวเราะอะไรกัน?”

    ผู้คุมสนามประกาศด้วยเสียงอันดัง “จ้าวมู่เฉิน ชนะการประลอง!”

    จ้าวมู่เฉินยกมือขึ้นเกาศีรษะอีกครั้ง พร้อมรอยยิ้มใสซื่อไร้เดียงสา ‘ข้าชนะ... เช่นนั้นหรือ?’

    …..

    ลานประลองพละกำลังตั้งอยู่กลางลานฝึกซ้อมขนาดใหญ่ ท่ามกลางฝุ่นดินที่ปลิวคลุ้ง และเสียงเชียร์ดังกึกก้อง ผู้เข้าแข่งขันจากแต่ละกลุ่มต่างยืนเรียงแถวอยู่ด้านหน้าแท่นไม้ขนาดมหึมา ซึ่งมีหินทรงกลมขนาดต่าง ๆ วางเรียงรายอยู่ หินแต่ละก้อนมีน้ำหนักระบุไว้อย่างชัดเจน ตั้งแต่หินน้ำหนัก 50 จิน ไปจนถึงหินยักษ์หนัก 300 จิน!

    อาไค่ยืนอยู่ในแถว โดยมีจ้าวมู่เฉินยืนข้าง ๆ พลางเงยหน้ามองหินยักษ์ด้วยดวงตาเบิกกว้าง

    “อาไค่... เจ้าจะยกเจ้าก้อนนั้นไหวหรือ?” จ้าวมู่เฉินเอ่ยถามพลางชี้ไปยังหินยักษ์ที่ใหญ่กว่าร่างกายของอาไค่เสียอีก

    “อืม... คิดว่าน่าจะไหวกระมัง” อาไค่พยักหน้า พลางขมวดคิ้วอย่างครุ่นคิด

    เมื่อเสียงฆ้องดังขึ้น การแข่งขันเริ่มต้นขึ้นทันที!

    ผู้เข้าแข่งขันคนอื่น ๆ ทยอยยกหินก้อนเล็ก ๆ ทีละก้อน บ้างยกขึ้นเหนือหัว บ้างเพียงแค่ยกพ้นพื้น ก่อนจะถูกตัดสิทธิ์ออกไปทีละคน ๆ เสียงเชียร์และเสียงโห่ร้องดังไปทั่วลาน

    ครั้นถึงตาอาไค่ เขาก้าวไปยังหินยักษ์หนัก 300 จิน หินที่ไม่มีผู้ใดกล้าแตะต้อง ใบหน้าของเหล่าผู้ชมเต็มไปด้วยความสงสัยและขบขัน ‘เจ้าหนุ่มร่างยักษ์คนนี้คิดจะยกก้อนนั้นจริง ๆ รึ?’

    อาไค่ไม่สนใจเสียงซุบซิบนินทารอบข้าง เขาหย่อนตัวลงนั่งยอง ๆ สองมือจับขอบหินแน่น แผ่นหลังหนาและกล้ามเนื้อแขนปูดโปน บรรยากาศรอบข้างเงียบลงฉับพลัน ทุกสายตาจับจ้องที่เขา

    “อึ้บบบบบบบบบ!” อาไค่ร้องคำราม ลมหายใจพ่นออกอย่างหนักหน่วง กล้ามเนื้อแขนและขาเกร็งแน่นเต็มที่ หินยักษ์เริ่มขยับขึ้นจากพื้นทีละนิด... ทีละนิด... จนกระทั่ง

    “ปึก!” หินยักษ์ถูกยกขึ้นพ้นพื้น! อาไค่ยืนขึ้นเต็มความสูง ใบหน้าแดงก่ำ หินยักษ์วางพาดอยู่บนบ่าทั้งสองข้าง

    ฝูงชนตะลึงงัน! ไม่มีใครคิดว่าอาไค่จะสามารถยกหินนั้นขึ้นมาได้จริง ๆ!

    ทว่าทันใดนั้นเอง...

    “พรึ่บ!” อาไค่สะดุดก้อนหินเล็ก ๆ ที่พื้น เขาก้าวขาไปข้างหน้าอย่างโซเซ ร่างสูงเซถลาจะล้มลง แต่ด้วยความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ เขากลับพลิกตัวหมุนหินในอ้อมแขนไปด้านข้าง ส่งผลให้หินยักษ์พุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างไม่ตั้งใจ

    “โครม!” หินยักษ์กระแทกพื้นอย่างแรงและกลิ้งไปปะทะกับหินอีกก้อนหนึ่ง แตกกระจายเป็นเศษหินเล็ก ๆ ฝุ่นคลุ้งตลบไปทั่วบริเวณ

    เหล่าทหารที่ยืนมองเหตุการณ์ต่างอ้าปากค้าง ตะลึงกับพละกำลังของอาไค่ที่นอกจากจะยกหินได้แล้ว ยังสามารถทุ่มหินออกไปได้ไกลถึงเพียงนั้น!

    อาไค่ลุกขึ้นยืน ปัดฝุ่นจากเสื้อผ้า พลางหัวเราะเขิน ๆ “อา... ข้าทำหินหลุดมือเสียแล้ว...”

    ทหารทั้งหลายมองหน้าอาไค่ แล้วหันมามองซากหินที่แตกกระจายก่อนจะกลืนน้ำลายลงคออย่างพร้อมเพรียงกัน ‘เจ้าหนุ่มคนนี้... แค่เผลอทำหลุดมือก็ทำลายหินยักษ์ได้ขนาดนี้เลยรึ?!’

    เสียงปรบมือและเสียงเชียร์ดังสนั่นขึ้นรอบทิศ ขณะที่อาไค่ยังคงยืนเกาศีรษะพลางยิ้มแหย ๆ ไม่รู้เลยว่าตนเองเพิ่งสร้างความตื่นตะลึงให้แก่ผู้ชมไปทั้งสนาม

    …..

    สนามการแข่งขันขี่ม้าในค่ายทหารกว้างขวางราวทุ่งโล่ง ลานดินอัดแน่นแข็งเป็นลูกรัง มีเส้นทางลาดยาวให้ม้าควบไปได้อย่างเต็มกำลัง สองข้างทางเรียงรายด้วยธงทิวหลากสีพลิ้วไหวตามแรงลมหนาวที่พัดมากระทบผิว

    ผู้เข้าแข่งขันต่างเตรียมตัวอยู่ในลานรวม แต่ละคนล้วนแล้วแต่เป็นทหารหนุ่มร่างสูงใหญ่กำยำ กำลังเตรียมม้าและสำรวจอุปกรณ์ของตนด้วยท่าทางมั่นใจ ในกลุ่มนั้น มีชายชราผู้หนึ่งยืนกอดอกนิ่ง ๆ แผ่นหลังตั้งตรง ราวกับไม่สนใจสิ่งใด เขาคือเหล่าหยวน ชายชราผมสีดอกเลา ท่าทางดูเชื่องช้าและเปิ่น ๆ จนทหารหนุ่มบางนายแอบหัวเราะคิกคัก

    “นั่นใครกัน... คนแก่ในชุดทหารนั้นหรือ?”

    “หึ ข้าว่าคงจะเป็นพวกคนเฝ้าคอกม้ามากกว่า จะมาแข่งขี่ม้าได้อย่างไร?”

    เหล่าหยวนทำเป็นไม่ได้ยินคำซุบซิบ เขามองม้าสีนิลตัวหนึ่งที่ยืนกระทืบเท้าอย่างกระวนกระวายอยู่ใกล้ ๆ มันคือ ‘เหม่ยเซียน’ ม้าศึกพันธุ์ดีที่เขาเลี้ยงดูมาตั้งแต่ย้ายเข้ามาอาศัยอยู่ภายในค่ายทหาร เขาเดินเข้าไปลูบแผงคอม้าเบา ๆ พึมพำเสียงต่ำ

    “อย่าทำให้ข้าอับอายก็แล้วกันนะ...”

    เมื่อเสียงสัญญาณเริ่มการแข่งขันดังขึ้น ผู้เข้าแข่งขันต่างกระโดดขึ้นหลังม้าอย่างรวดเร็ว ม้าหลายตัวพุ่งทะยานออกไปด้วยความเร็วราวสายฟ้าแลบ ทิ้งฝุ่นผงลอยฟุ้งกระจาย แต่ในขณะที่คนอื่นเร่งรีบออกตัว เหล่าหยวนกลับนั่งนิ่ง ๆ อยู่บนหลังเหม่ยเซียนอย่างสบายใจ ราวกับกำลังนั่งพักผ่อนอยู่ในเรือนชา

    “เอ๊ะ... เขาไม่รีบไปหรือ?”

    “หึ ๆ หรือว่ามันจะควบม้าไม่เป็น?”

    เหล่าหยวนแสร้งหาวหวอดหนึ่งครั้ง ก่อนจะเอ่ยเบา ๆ กับเหม่ยเซียน “ไปเถิด... อย่าให้ใครเห็นล่ะ ว่าข้าเก่งเกินไป”

    เหม่ยเซียนที่ดูเชื่องช้าเมื่อครู่กลับพุ่งทะยานออกไปอย่างรวดเร็ว เสียงกีบม้ากระทบพื้นดังเป็นจังหวะ ดวงตาของเหล่าหยวนยังคงนิ่งเฉย แต่มือทั้งสองควบคุมบังเหียนได้อย่างเชี่ยวชาญ ม้าศึกคู่นี้พุ่งแซงทหารหนุ่มทีละนาย ๆ ราวกับสายลมที่ไม่อาจหยุดยั้งได้

    “เฮ้ย! นั่นมัน... ม้าตัวนั้นไม่ใช่หรือ?”

    “เป็นไปได้อย่างไร คนแก่นั่นควบม้าเร็วยิ่งกว่าพวกเราซะอีก!”

    ในขณะที่ทหารหนุ่มต่างพยายามเร่งฝีเท้าม้าเพื่อไล่ตาม เหล่าหยวนกลับเพียงยิ้มมุมปากเบา ๆ เขาเอนกายพิงหลังม้าเล็กน้อย ผ่อนลมหายใจอย่างสบายอารมณ์ ราวกับการขี่ม้าด้วยความเร็วนี้เป็นเรื่องเล็กน้อยเหมือนการนอนกลางวัน

    “เหม่ยเซียน... ไปเถิด” เขาพึมพำเสียงเบา

    ทันใดนั้น ม้าสีนิลพุ่งพรวดออกไปอย่างรวดเร็ว ร่างของเหล่าหยวนลอยขึ้นเล็กน้อย แต่เขายังคงทรงตัวได้อย่างมั่นคง ก่อนจะเข้าเส้นชัยเป็นคนแรกอย่างหน้าตาเฉย เหล่าทหารหนุ่มที่เหลือมาถึงลานเส้นชัยเพียงเพื่อจะได้เห็นภาพของชายแก่ที่นั่งลูบคอม้าอยู่เงียบ ๆ ราวกับไม่ได้เหน็ดเหนื่อยอะไรเลย

    “เป็นไปได้อย่างไร... คนแก่นั่น...”

    เหล่าหยวนเพียงยิ้มจาง ๆ แล้วลูบแผงคอม้าเบา ๆ “เหม่ยเซียน... วันนี้เจ้าเก่งมาก”

    เมื่อผ่านทั้งสี่ด่าน กลุ่มของเฉินซูเหรินก็ได้คะแนนรวมผ่านเกณฑ์ที่ตั้งไว้ พวกเขามีสิทธิ์ขึ้นเขาเพื่อชิงธงต่อไปได้ แต่ทว่า... การทดสอบที่แท้จริงเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น!

     

    คล้ายกับเรื่องปราบพยศคุณหนูจวนแม่ทัพ ที่คุณอ่าน