เมื่อหญิงสาวทั้งสามคนออกไป บัดนี้ในโถงบัลลังก์เหลือเพียสองคนเท่านั้นคือประมุขตระกูลราชามังกรอัสนีบาตและเซียนมู่หรง ทั้งสองพากันออกไปด้านนอกและนั่งลงยังโต๊ะๆหนึ่งที่อยู่ริมสระบัวมรกตที่แสนงดงาม ผู้นำตระกูลราชามังกรอัสนีบาตนามเซียนเจียงเฉินก็พลันไถ่ถามในทันที
"หรงเอ่อร์ลูกคิดว่าตำนาน แฝดทรราชสวรรค์ ของตระกูลเราเป็นอย่างไร??"
"ท่านพ่อ ลูกขอบอกตามตรงว่าในความคิดของลูกนั้นมันไร้สาระสิ้นดี"เซียนมู่หรงกล่าวด้วยความจริงจัง
"หืม เหตุใดจึงได้คิดเช่นนั้นล่ะ?"เซียงเจียงเฉินกล่าวถามอีกครา
"นั่นเพราะตั้งแต่ลูกมีบุตรเป็น แฝดทรราชสวรรค์ ลูกได้เข้าไปศึกษาตำนานและเรื่องราวต่างๆที่หอตำราอย่างละเอียด ทำให้ลูกได้พบว่าแฝดทรราชสวรรค์คู่แรกนั้นแย่งชิงอำนาจกันจริงๆเรื่องนี้ไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ"
"แต่ทว่าแฝดคู่ที่สองนั้นพวกเขาโดนยุยงปลุกปั่นจากคนในตระกูล ต่อมาเมื่อพวกเขาสู้กันราชามังกรอัสนีบาตทรราชใช้ความสามารถดูดกลืนสายฟ้าจากคนในตระกูล ทำให้คนพวกนั้นไม่สามารถที่จะอดทนได้จึงแปรพักตร์กลับมาอยู่ฝั่งราชามังกรอัสนีบาตสวรรค์และร่วมมือกันสังหารราชามังกรอัสนีบาตทรราช"
"ส่วนแฝดคู่ที่สามและคู่ที่สี่นั้นพวกเขายังไม่ทันเติบโตผู้อาวุโสในตระกูลตอนนั้นก็เลือกที่จะสังหารราชามังกรอัสนีบาตทรราชทิ้งเพราะหวาดกลัวในพลังนั้น และได้สร้างตำนานบ้าๆนี้ขึ้นมา"
"ท่านพ่อ ลูกเชื่อว่าเด็กทุกคนนั้นไร้เดียงสา หากเลี้ยงดูพวกเขาไปในทิศทางใดพวกเขาก็จะเป็นเช่นนั้น ไม่ว่าจะเป็นราชามังกรอัสนีบาตทรราชหรือราชามังกรอัสนีบาตสวรรค์ก็ล้วนแต่เป็นเพียงพลังของคนๆหนึ่ง ไม่สามารถตัดสินว่าดีหรือชั่วได้"
เซียนเจียงเฉินเมื่อได้ยินคำอธิบายของบุตรชายก็ยกยิ้มบางออกมา "ดูเหมือนว่าลูกจะโตเป็นผู้ใหญ่จนคิดอ่านอย่างมีเหตุผลได้แล้วจริงๆ แล้วตอนนี้บุตรอีกคนของเจ้าไปอยู่ที่ไหนกัน"
เซียนมู่หรงส่ายหน้า "ภรรยาของลูกตั้งครรภ์ในตอนที่ลูกไปสงครามพอดี เมื่อคลอดออกมาด้วยที่ถูกเหล่าผู้อาวุโสกดดันหมายจะสังหารราชามังกรอัสนีบาตทรราช นางจึงเลือกพาบุตรชายไปฝากท่านพ่อท่านแม่ของนางให้เลี้ยงเอาไว้ และในตอนนี้เขากำลังผจญภัยลูกจึงไม่รู้ว่าเขาว่าเขาอยู่ที่ไหนเช่นกัน"
"หึ ไม่ใช่เจ้าไม่รู้ แต่เจ้ากลัวว่าหากบอกพ่อแล้วพ่อจะตัดสินใจลงมือตามล่าเขาต่างหาก เอาเถอะ ลูกใครๆก็รับละนะ ถ้าเช่นนั้นขอถามเจ้าอีกข้อ หากพ่อไม่ยอมรับในตัวเขาเจ้าจะทำอย่างไร?"เซียนเจียงเฉินกล่าวถาม
"เรื่องนี้ลูกคิดเอาไว้แล้วขอรับ หากท่านไม่ยอมรับหลินหลิน ลูกและครอบครัวจะขอออกจากตระกูลและไปใช้ชีวิตอย่างสงบ เพียงเท่านี้ไม่ว่าจะราชามังกรอัสนีบาตสวรรค์หรือราชามังกรอัสนีบาตทรราชก็ล้วนเป็นเรื่องในครอบครัวของลูกไม่เกี่ยวข้องกับตระกูลอีกต่อไป"เซียนมู่หรงตัดสินใจอย่างแน่วแน่ ทำให้ผู้เป็นพ่อถึงกับหรี่ตามองด้วยแววตาเต็มไปด้วยความลึกซึ้ง
"เห้อ คงต้องยอมรับว่าเจ้าคิดถูกจริงๆแต่มีสิ่งที่เจ้ายังไม่รู้ แฝดทรราชสวรรค์คู่ที่สี่นั้น ทั้งสองคือพี่ชายของพ่อเอง อีกทั้งพวกเขาไม่ได้ตายเพราะคนในตระกูลสังหารแต่อย่างใด"
"อะไรนะขอรับ!!"เซียนมู่หรงอุทานออกมาด้วยความตกใจทันที เพราะเรื่องนี้ไม่เคยปรากฏในบันทึกของประวัติตระกูลหรือตำราเล่มใด
"เรื่องนี้คงต้องย้อนกลับไปหลายแสนปีก่อน ท่านย่าของลูกถือกำหนดฝาแฝดทรราชสวรรค์ออกมา แล้วก็เป็นดังลูกว่าเหล่าผู้อาวุโสพากันมากดดันท่านปู่ให้สังหารเด็กที่มีราชามังกรอัสนีบาตทรราชทิ้งเสีย แต่ด้วยตัดสินใจทำไม่ลงท่านปู่และท่านย่าของเจ้าจึงได้แสร้งทำเป็นสังหารเขา และแอบเลี้ยงดูเด็กคนนั้นเอาไว้ลับๆ"
"ด้วยความที่ท่านย่าของเจ้าเลี้ยงดูเอาใจใส่พวกเขาเป็นอย่างดี ทั้งสองที่เติบโตมาพร้อมกันก็พลันรักไคร่สามัคคีกันเอามากๆ แต่ก็นะ จะหยิบยกให้เหล่าผู้อาวุโสหัวโบราณสมัยนั้นได้ฟังก็ไม่ใช่เรื่องง่ายดาย จึงได้แต่เลี้ยงพวกเขาอย่างเงียบๆ"
"ต่อมาเมื่อทั้งสองฝาแฝดเติบใหญ่ก็เป็นช่วงที่ข้าอายุประมาณสิบสามสิบสี่ปีได้กระมัง ในตอนนี้พ่ออยู่กับท่านพี่ทั้งสองมีความสุขมากเลยทีเดียวละ แต่ความสุขก็อยู่ได้ไม่นานนัก ท่านพี่ทั้งสองของพ่อตัดสินใจออกจากตระกูลท่องเที่ยวไปทั่วทุกสารทิศ หนึ่งร้อยปีต่อมาพวกเขาก็เสียชีวิตลง เนื่อจากไปปะทะเข้ากับเทพจักรพรรดิของตระกูลราสีห์นิลกาลที่เป็นตระกูลใหญ่เมื่อตอนนั้นในขณะที่ตอนเองยังมีระดับเพียงเทพสงคราม"
"ท่านพ่อของข้าหรือท่านปู่ของเจ้าโกรธมากเมื่อได้ข่าวนี้ ต่อมาจึงบุกไปทำลายตระกูลราชสีห์นิลกาลจนสิ้นซากทำให้ตระกูลราชสีห์เพลิงขึ้นมาเป็นสี่ตระกูลใหญ่เหมือนทุกวัน"
"ที่พ่อเล่าเรื่องนี้ให้ลูกฟัง เพราะอยากให้รู้ว่าพ่อไม่ได้รังเกียจหรือหวาดกลัวหลานที่มีราชามังกรอัสนีบาตทรราชอยู่ในตัว แต่คนในตระกูลนั้นไม่เหมือนกัน พวกเขาหลงเชื่อในตำนานนี้จนฝังใจไปแล้ว หากหลานคนนั้นมายังตระกูลอย่างไรก็ต้องพิสูจน์ตัวเองว่าไม่เป็นอันตรายเพื่อให้พวกเขาคลายใจ หรือไม่ก็ต้องสยบทุกคนให้ได้เพื่อไม่ให้ใครกล้าตั้งคำถามกับเขา"เซียนเจียงเฉินกล่าว
เซียนมู่หรงเองก็พยักหน้าอย่างเข้าใจ การอธิบายให้คนในตระกูลทุกคนเข้าใจนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย คงต้องใช้กำลังสยบเท่านั้นเพราะในโลกใบนี้ตัดสินกันที่ความแข็งแกรงอย่างแท้จริง
ตัดกลับมายังปัจจุบัน ณ ตระกูลหลินที่แสนจะดูยิ่งใหญ่อลังการ เมื่อลั่วอู่หลินและหลินชิงหลวนเข้ามาในงาน ชายหนุ่มกลับพบว่าตอนนี้มีแขกอยู่มากมายด้วยกัน อีกทั้งผู้คนเหล่านั้นก็แต่งกายปกติธรรมดาจนทำให้ชายหนุ่มอดแปลกใจไม่ได้ จึงหันไปไถ่ถามผู้เป็นอาจารย์
"ท่านอาจารย์ขอรับ ในเมื่อทุกคนในงานก็ล้วนแต่แต่งกายปกติเหตุใดข้าจึงต้องแต่งกายเป็นระเบียบเช่นนี้ด้วยละขอรับ?"
"หืม คนพวกนี้เป็นแขกที่มาจากต่างแดนจะให้พวกเขามีอาภรณ์เหมือนเจ้าได้อย่างไร อีกทั้งเจ้ายังเป็นศิษย์ของหลานผู้นำนิกายและเป็นอัจฉริยะรุ่นเยาว์อันดับหนึ่งในตอนนี้สถานะย่อมพิเศษเป็นธรรมดา"หลินชิงหลวนกล่าวเพื่อไขความกระจ่าง
ตลอดทางเดินนั้นผู้คนล้วนแต่มองลั่วอู่หลินเป็นตาเดียวพร้อมกับเสียงที่ดังซุบซิบกันไม่ขาดสาย ทั้งรูปร่างหน้าตา พรสวรรค์ชายหนุ่มนับว่าโดดเด่นเกินกว่าผู้ใด มันจึงไม่แปลกเมื่อเขาปรากฏตัวขึ้นมาแล้วคนจะให้ความสนใจกันขนาดนี้ โดยเฉพาะกับผู้หญิงที่ล้วนแต่อยากจะเป็นคนรู้ใจของชายหนุ่มทั้งสิ้น
"ท่านปู่ ท่านย่า ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้ามาแล้วเจ้าค่ะ"เมื่อเดินมาถึงบริเวณโต๊ะหน้าสุด หลินชิงหลวนก็ทำความเคารพให้กับหลินเทียน หลินเยว่เฟย หลินฉี และหญิงสาวอีกคนซึ่งไม่ใช่ใครนอกจากมารดาของนาง ทั้งสองเมื่อเห็นเช่นนั้นก็พลันพยักหน้ารับในทันใด
"อืม ไปนั่งเถอะ อีกเดี๋ยวเฉินเอ่อร์ก็จะมาพร้อมกับพ่อแม่ของเขาแล้ว"หลินฉีกล่าว หลินชิงหลวนจึงพาลั่วอู่หลินไปนั่งยังที่ของตนในทันที โดยที่ให้เขานั่งข้างๆด้านหลังนางเล็กน้อย
เวลาต่อมาชายหนุ่มใบหน้าหล่อเหลาท่าทางสูงส่งก็เดินเข้ามาพร้อมกับชายหนุ่มที่ดูภูมิฐานที่สวมชุดผู้อาวุโสของตระกูลและหญิงงามที่หน้าตาคล้ายมารดาของหลินชิงหลวนเอามากๆแต่ดูอ่อนเยาว์กว่า เพราะแท้จริงนางเป็นบุตรสาวอีกคนของหลินฉีอีกหนึ่งคน หรือก็คือพี่สาวของหลินชิงหลวนนั่นเอง
เมื่อทุกคนมาพร้อมเพรียงกันงานเลี้ยงวันเกิดจึงได้เริ่มขึ้นมาในทันใด ลั่วอู่หลินนั่งข้างๆผู้เป็นอาจารย์อยู่พักใหญ่ เขากวาดสายตาไปรอบเพื่อตรวจสอบคนของตระกูลหลินในงาน ต้องยอมรับเลยว่าการป้องกันแน่นหนาเอามากๆแต่ก็ยังมีจุดบอดเช่นกัน
'ในเมื่อทุ่มกำลังป้องกันโถงนี้เสียส่วนใหญ่ก็แปลว่าการป้องกันในส่วนอื่นเปราะบางสินะ'ชายหนุ่มกล่าวขึ้นในใจเช่นนั้น เขาเตรียมพร้อมจะออกไปเดินสำรวจแล้วตอนนี้เพียงแค่รอเวลาที่เหมาะสมเท่านั้น
ทว่าในขณะที่ชายหนุ่มกำลังกินอาหารพร้อมกับครุ่นคิดถึงแผนการของเขา อยู่ดีๆชายนามว่าหลินเฉินที่เป็นเจ้าของวันเกิดกลับทะยานร่างมากลางงาน ทำให้ทุกคนต้องจับจ้องเขาเป็นตาเดียว
"ทุกๆท่าน ขอขอบคุณที่มาร่วมอวยพวันเกิดของข้า ทว่าในวันนี้ข้าได้ข่าวมาว่าวันนี้มีอัจฉิยะรุ่นเยาว์อันดับหนึ่งของนิกายเรามาด้วย ดังนั้นจะรังเกียจหรือไม่ที่ข้าอยากประลองกับคนผู้นั้นสักครา"
"หลินเฉินหลานจะทำอะไร??"หลินชิงหลวนคิ้วขมวดในทันทีไม่คิดว่าหลานของนางจะถึงกับประกาศท้าประลองต่อหน้าผู้คนมากมายเช่นนี้ แถมคนที่เขาอยากประลองด้วยกลับเป็นศิษย์ของนางเองที่นั่งอยู่ด้านหลัง
"ท่านน้า ข้าก็แค่อยากจะประลองกับเขาดูก็เท่านั้นใยต้องร้อนรน"หลินเฉินกล่าวตอบ
"แต่เขาพึ่งอยู่ระดับจักรพรรดิขั้นที่สี่เท่านั้น แล้วจะไปประลองกับเจ้าได้อย่างไร??"
"เรื่องนั้นง่ายมาก ข้าจะกดพลังเอาไว้ที่จักรพรรดิขั้นที่สี่เช่นเดียวกัน"หลินเฉินกล่าว
เมื่อข้อถกเถียงของน้าหลานเริ่มขึ้น หลินเทียนที่เป็นผู้นำตระกูลจึงต้องลุกมาเพื่อยุติปัญหา "เอาละๆพวกเจ้าทั้งสองคนหยุดได้เเล้ว ก่อนที่จะถกเถียงกันพวกเจ้าได้ถามเจ้าหนุ่มอู่หลินหรือยัง ว่าเขายินยอมที่จะประลองหรือเปล่า ถ้าเขายินยอมก็ไม่มีปัญหาแต่ถ้าเขาไม่ยินยอม เฉินเอ่อร์ เจ้าก็ไม่มีศิษย์ไปบังคับเขา"
"ขอรับ/เจ้าค่ะ"ทั้งหลินเฉินและหลินชิงหลวนอย่างตอบรับอย่างพร้อมเพรียงกัน ทันใดนนั้นสายตาของหลินเทียนก็มองไปยังอยู่หินในทันที
"ว่าอย่างไร เจ้ายินดีที่จะประลองกับเหลนชายของเราหรือไม่??"
"เอ่อ......ยอมรับขอรับ"ลั่วอู่หลินลุกขึ้นกล่าวพร้อมแสร้งท่าทีกล้าๆกลัวๆ ใครจะไปคิดกันว่าชายเบื้องหน้าจะรนหาที่เช่นนี้ อยู่ดีไม่ว่าดี แต่กลับหาเรื่องขายหน้าในงานวันเกิดของตนเอง