"ฆ่าพวกมันให้หมด"
เสียงคำสั่งดังขึ้นท่ามกลางความมืดมิดจากทางใดทางหนึ่งซึ่งไม่อาจจับต้นเสียงที่มาได้ จะเป็นจอนห์หรือร็อคที่เป็นคนออกคำสั่งก็ไม่ทราบแน่ชัดเพราะทุกอย่างตกอยู่ในความชุลมุนจนกว่าจะแยกว่าใครเป็นใคร ที่แน่ๆในตอนนี้การตะลุมบอนระหว่างคนทั้งสองฝั่งได้เริ่มขึ้นแล้ว
"อ๊าก"
"ช่วยด้วยใครก็ได้ช่วยดึงข้าขึ้นไปที"
"ไอ้พวกที่อยู่ข้างหน้าเดินเร็วๆหน่อยได้ไหมวะ"
"อย่าเบียดสิโว้ย"
"อย่า อย่า อย่าฆ่าข้า อ๊ากก"
"ศัตรูไล่หลังพวกเราขึ้นมาทุกทีแล้ว แบบนี้โดนฆ่ากันหมดแน่"
"เร็วเข้ารีบปีนขึ้นไป กองหลังเราถูกไล่ฆ่ายังกับใบไม้ร่วงเกือบจะหมดแล้ว"
"หน็อย ไอ้พวกกำลังเสริมข้างบนมันมัวทำอะไรกันอยู่วะไม่เห็นหรือไงว่าพวกเรากำลังเสียเปรียบ ไม่คิดจะยื่นมือเข้าช่วยเหลือกันบ้างเลย"
เสียงร้องโหยหวนร้องขอชีวิตและคำก่นด่าผสานสานกันอยู่ตรงพื้นที่ด้านล่างหุบเขาบริเวณที่เป็นลานทางเข้าของประตูเรือนจำ มันเป็นการหนีตายของทหารที่ไม่สามารถใช้คำสั่งใดๆในการควบคุมกองทัพท่ามกลางเหตุชุลมุนวุ่นวายชนิดที่ไม่ได้เตรียมการรับมือมาก่อน ทั้งกองทหารราบติดอาวุธหนักและพลธนูหน้าไม้ ถูกฝ่ายของนักโทษไล่ล่าฆ่าฟันอย่างโหดร้ายทารุณที่สุด ฝ่ายที่ได้เปรียบเพราะมีแสงสว่างส่องทางให้ คือกลุ่มของอดีตมหาวายร้ายที่ถูกจองจำอยู่ในคุกเป็นเวลานาน
ทุกๆคมดาบที่ฟาดฟันใส่ศัตรู เต็มไปด้วยความรู้สึกคั่งแค้นและหมายจะเอาคืนพวกที่มันทรมานพวกเขาให้ได้รับความทุกข์ทนตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา การแสดงออกด้วยพฤติกรรมอันรุนแรงเหล่านี้ของพวกเขา บ่งบอกได้อย่างชัดเจนถึงวีรกรรมอันแสนโฉดชั่วและเลวร้ายของการสำเร็จโทษภายในเรือนจำภายใต้คำสั่งของพัศดีอะเบลโล่ได้เป็นอย่างดี นี่คือผลแห่งความรุนแรงที่สนองคืนกลับให้แก่บรรดาผู้คุมทุกคนรวมถึงพวกทหารผู้เคราะห์ร้ายที่มีส่วนร่วมในการกักขังหน่วงเหนี่ยวและทรมานเหล่านักโทษมาเป็นระยะเวลาแรมปี
"เล่นแผนแบบนี้ได้ ทำเอาข้าตกใจไม่น้อยทีเดียว ก็พอคาดเดาได้อยู่หรอกว่ายังไงก็ต้องยกพลออกมาแน่ อาศัยความมืดชิงความไปเปรียบเรื่องจำนวนและปิดบังการมองเห็นจากฝ่ายเราที่เป็นพลซุ่มยิง เป็นงิธีที่ฉลาดที่สุดแล้วสำหรับการรับมือศัตรูที่ซุ่มชิงความได้เปรียบอยู่ก่อนด้านนอก แต่ไม่นึกเลยว่าจะทำได้ถึงขนาดช่วงชิงแสงสว่างไปจากคบเพลิงของพวกเราได้ คนๆเป็นใครมาจากไหนกันนะ"
"แบบนี้แย่แน่ขอรับนายท่าน เราจะทำยังไงดี ขืนปล่อยเอาไว้แบบนี้ไม่เหลือรอดซักคนเดียวแน่"
พัศดีคุมคุกร้องขอความเห็นจากเจ้าเมือง ในขณะที่เขากำลังสังเกตสถานะการณ์และประเมินตัวบุรุษปริศนาที่ได้รับฟังมาจากอะเบลโล่
"กะอีแค่เรื่องเล็กๆน้อยๆพรรค์นั้น ไม่คณามือหรอก รอดูอีกหน่อยเถอะ"
สเน็คอายพูดอย่างใจเย็น แววตายังจับที่เหตุการณ์เบื้องล่างเหมือนกับมองหาอะไรบางอย่างอยู่ แต่เพียงซักพักหนึ่งก็ถอนหายใจออกมา ดูเหมือนว่าเขาจะถอดใจกับเป้าหมายที่กำลังมองหาซะแล้ว
"เสียเวลาที่จะหาด้วยตาเปล่าสินะ ไอ้เจ้าหมอนี่มันซ่อนได้แม้กระทั่งกลิ่นอายของสปีริตเลยงั้นเหรอ ช่วยไม่ได้แฮะ"
พร้อมกับพูดจบเขายกฝ่ามือขึ้นเป็นแนวตั้งแบออกเสมอหูข้างขวาก่อนโบกข้อมือพับเร็วลงมาเป็นสัญญาณบอกให้กองทหารที่อยู่ด้านบนเคลื่อนพลสังหารศัตรู
กองพลสวมเกราะเหล็กทั้งสีเงินและสีน้ำเงินเข้มเคลื่อนขบวนขึ้นไปข้างหน้าตามสัญญาณของผู้คุมทัพ เดินเรียงเป็นแถวหน้ากระดานเสมอกันตลอดทั้งแนว ในมือเตรียมอาวุธหอกเหล็กแหลมและหน้าไม้ที่ทำมาจากเหล็กขนาดใหญ่เกือบครึ่งเมตรประทับเล็งทันทีที่แถวมาหยุดตั้งหน้ารออยู่บริเวณเชิงสันผาซึ่งอยู่สูงกว่าด้านล่างประมาณ10เมตรกว่าๆ
มองเห็นการไล่ล่าและหนีตายผ่านแสงไฟสลัวจากคบเพลิงในมือกลุ่มนักโทษแหกคุกได้อย่างชัดเจน ครั้นเมื่อเจ้าเมืองพยักหน้าเป็นสัญญาณบอกซ้ำมาอีกรอบ หัวหน้ากองทหารภายใต้หมวกเหล็กสีน้ำเงินเข้มก็ตะโกนสั่งให้ลงมือ
"อย่าปล่อยให้พวกมันบุกขึ้นมาได้แม้แต่คนเดียว ฆ่าให้หมดซะ"
สิ้นเสียงประกาศิตทั้งคมหอกและลูกดอกหน้าไม้เหล็กแหลมทั้งแท่งก็ถูกซัดเข้าใส่บรรดาผู้คนที่อยู่ด้านล่างราวกับห่าฝนหนัก มันเป็นการซัดอาวุธเข้าใส่ที่รุนแรงเกินกว่าปกติธรรมดาทั่วไปด้วยเพราะกำลังของเหล่าทหารองค์รักกองนี้มีมีกว่าทหารธรรมดาหลายเท่า และบางคนก็สามารถใช้ปราณสปีริตได้ ทำให้เสริมอานุภาพพลังทำลายที่ทรงพลังมากยิ่งขึ้นไปกว่าเดิมอีกหลายเท่าตัว
"ระวังมีอะไรกำลังพุ่งลงมา"
!!ซวบ!! "อั๊ค"
"เห้ยนี่มันอะไรกันวะเนี่ย" "มีคนกำลังกลิ้งลงมาระวัง..หลบเร็ว"
!!ตูมม..ผลั๊ก!!
"โอ้ยไอ้บ้าเอ๊ยปีนยังไงของเอ็งวะถึงได้ร่วงลงมาได้ เจ๊บเป็นบ้าเลยคนเขากำลังรีบๆกันอยู่ อ๊ะ.. เอ๊ะ"
ร่างที่พบคือทหาร1นายที่บัดนี้กำลังชักและมีเลือดกระอักออกมาจากปากเป็นจำนวนมาก เขาเป็นคนที่อยู่ใกล้กับขอบฝั่งด้านบนที่สุดในตอนแรก ถูกหอกเหล็กซัดเข้าที่กลางอกจมมิดด้ามกลิ้งตกลงมากระแทกกับเพื่อนด้านล่าง สร้างความตระหนกให้กับกลุ่มทหารที่เห็นเหตุการณ์ด้านล่างจำนวนไม่น้อย
"หะ..เห้ยๆๆ เกิดอะไรขึ้นกับแกวะเนี่ย ทำใจดีๆไว้"
เพื่อนทหารด้วยกันที่เห็นดังนั้นรีบวิ่งเข้ามาประคอง เอามือตบหน้าเรียกสติ แต่ดูเหมือนว่าชายผู้เคราะห์ร้ายคนนี้จะไม่รอดแล้ว ตาของเขาเหลือกโพลนค้างหายใจแรงในตอนแรกก่อนที่ระบบหายใจจะล้มเหลวและหยุดแน่นิ่งไป
"อะไรกัน เป็นฝีมือของพวกข้างบนงั้นเหรอ เจ้าพวกกองกำลังเสริมบ้านั่น...เป็นคนทำงั้นเหรอ?"
หนึ่งในทหารที่นั่งรวมอยู่ตรงนั้นถามในขณะที่ตาจ้องมองขึ้นไปข้างบนเนินอันเป็นทางขึ้นสำหรับถอยหนี ไม่นานนักก็มีหอกอีกจำนวนหลายเล่มถูกเหวี่ยงลงมาใส่ มีทหารมากมายที่อยู่แนวหน้าต้องคมของอาวุธจากพวกเดียวกันจนล้มคว้ำหน้าคะมำเสียชีวิตทันทีในที่ตรงนั้น สร้างความแตกตื่นโกลาหนให้กับพวกทหารที่พยายามจะปีนถอยขึ้นไปในตอนแรกอย่างมาก
"นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันขอรับใต้เท้า"
อะเบลโล่วิ่งหน้าตื่นเข้ามาถามสเน็คอายด้วยเสียงกึ่งตวาด เขาดูไม่สบอารมณ์อย่างมากที่เห็นลูกน้องของตนเองถูกสังหารตายต่อหน้าต่อตา ไม่ต้องสงสัยเลยสักนิด นี่คือคำสั่งโดยตรงจากเจ้าเมืองที่ไม่ต้องการเห็นทหารที่หนีจากการสู้รบมีชีวิตรอดกลับขึ้นมาได้
"พวกที่วิ่งหนีให้กับศัตรู เจ้าพวกนี้ไม่เรียกว่าทหารหรอก เรียกว่าขยะน่าจะเหมาะสมกว่า"
ชายหนุ่มผมยาวหันมาสบตากับอะเบลโล่ ในดวงเนตรของเขาฉายแววความอำมหิตผิดมนุษย์ออกมาให้เห็น นั่นคือสิ่งยืนยันความเย็นชาและไม่รู้สึกรู้สาถึงคุณค่าชีวิตใครเลยแม้แต่น้อย พัศดีที่ว่าโฉดโดยพื้นฐานแล้ว กลับยังดูดีกว่าบุรุษผู้นี้อยู่เล็กน้อยก็ตรงที่ยังมีเมตาตาต่อข้าบริวาลของตนอยู่บ้าง แต่สำหรับบุคคลที่ยืนอยู่ต่อหน้าเขาในตอนนี้ ช่างดูไม่ผิดกับอสูรร้ายในร่างจำแลงไม่ผิดเพี้ยน
"คิดจะทำการใหญ่ ใยต้องเสียดายกับอีแค่ของเล็กๆน้อยๆเช่นนี้ ถึงพวกมันจะไม่มีโยชน์อะไรมากมาย แต่ก็พอใช้เป็นแนวกำแพงถ่วงเวลาไม่ให้พวกนักโทษข้างล่างปีนขึ้นมาหาเราได้ กับแค่กองขยะเน่าๆ ปล่อยให้พวกมันตายๆไปซะเถอะถือว่าเป็นกันชนชั้นดีให้กับเรา อะเบลโล่เอ๋ยอะเบลโล่ เจ้ามันยังอ่อนหัดมากมายนัก ยืนดูอยู่เฉยๆตรงนี้แหล่ะ เดี๋ยวข้าจะจัดการทุกอย่างเอง"
ลานกว้างเบื้องล่างกลายเป็นพื้นที่สังหารในทันที แสงจากคบเพลิงสะท้อนเงาของโลหิตที่สาดกระเซ็นอยู่เต็มพื้นไปหมด คมหอกและหน้าไม้นับร้อยๆพุ่งลงมาปลิดชีพบรรดาทหารและเหล่านักโทษที่อยู่เบื้องล่างตายราวกับใบไม้ร่วง ในบางจุดคมหอกที่เปี่ยมไปด้วยพลังอัดของสปีริตก็สร้างพลังทำลายล้างที่สูงเกินกว่าความเป็นจริงที่ควร ร่างมากมายถูกสังเวยให้แรงระเบิดอันมหาศาล ต่างฉีกกระจุยราวกับเศษเนื้อบดไม่เหลือโครงร่างของสิ่งมีชีวิตให้จดจำได้
เสียงร้องโหยหวนระงมท่ามกลางความมืดสนิทและเสียงระเบิดที่เกิดจากพลังทำลายอันเกินกว่าเหตุอาวุธธรรมดาจะมีได้ สร้างความตระหนกให้ฝ่ายนักโทษที่อยู่เบื้องล่างเป็นจำนวนมาก คำสั่งถอยทัพดังมาจากใครคนใดคนหนึ่งแต่มองไม่เห็นตัว พวกที่ยังมีชีวิตรอดเร่งถอยกลับโดยสัญชาติญาณ แต่ก็ใช่ว่าอีกฝ่ายจะยอมจบเรื่องลงง่ายๆ พวกทหารที่อยู่ด้านบนเตรียมการโจมตีครั้งต่อไปเอาไว้พร้อม รอเพียงคำสั่งชุดที่สองจากผู้บัญชาการ อาวุธทุกอย่างในมือก็จะพุ่งลงมาไล่ล่าสังหารบรรดานักโทษและทหารที่ยังมีชีวิตอยู่เบื้องล่างอีกครั้ง
"เตรียมพร้อม"
ทหารกององค์รักษ์ทุกนายประทับเล็งเป้าหมายทันทีที่มีคำสั่ง รอเพียงกลุ่มควันจากด้านล่างสงบลงพอให้มองเห็นเป้าหมาย มีเสียงกร่นด่ามากมากพร้อมกับคำสาปแช่งที่แว่วดังมากจากเบื้องล่างของบรรดาทหารพวกเดียวกันที่ได้รับบาดเจ็บและกำลังหลบอยู่ตามบริเวณซอกหิน นี่คือการกระทำที่ไม่มีความเป็นมนุษย์แฝงอยู่ในจิตสำนึกของผู้สั่งการเลยแม้แต่น้อยเขาไม่สนว่าใครจะเป็นอย่างไร แม้กระทั่งจะสังหารผู้เดียวกันให้ตายก็ไม่ใช่ปัญหา นี่แหละคือตัวตนที่แท้จริงของสเน็คอายบุรุษผู้ได้รับสมยานามเนตรแห่งอสรพิษ1ใน12อัศวินศักดิ์สิทธิ์ลำดับสุดท้าย หากแม้นว่ามีทหารคนหนึ่งคนใดรอดชีวิตกลับไปได้ มีหวังชื่อเสียงของเขาจะต้องถูกทำลายไม่มีเหลืออย่างแน่นอน
"โจมตี"
ทันทีที่ฝุ่นควันจากลงบ้าง คำสั่งสังหารชุดต่อไปก็มาถึง คมอาวุธจำนวนมากเตรียมปลดปล่อยออกจากเงื้อมือของกองกำลังมัจจุราชภายใต้ชุดเกราะสวมหมวกเหล็ก แต่ทันใดนั้นเองก่อนที่พวกเขาจะได้ทำการโจมตี ก็เกิดการระเบิดขึ้นภานในกลุ่มทหารด้านบนซึ่งตั้งแนวประจำเตรียมไว้
!!ตูมม บึ้มมม!!
"อ๊ากกก"
ร่างของทหารจำนวนหลายสิบคนถูกอานุภาพพลังทำลายล้างของคมอาวุธที่ถูกซัดสวนขึ้นมาจนแตกระเบิดเมื่อพวกมันพุ่งเข้าปะทะเป้าหมาย สิ่งที่เกิดขึ้นสร้างความตระหนกให้กับกองทหารที่อยู่ด้านบนไม่น้อย เนื่องด้วยกลุ่มที่โดนการโจมตีนั้นส่วนใหญ่เป็นกองพลที่สามารถใช้สปีริตได้ ไม่เคยมีใครคาดคิดมาก่อนว่าพวกเขาจะตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีก่อนทำการลงมือชุดที่2ด้วยซ้ำ
"เกิดอะไรขึ้น?"
"เราถูกโจมตีขอรับ เป็นการจู่โจมด้วยหอกสปีริตสวนกลับมา พวกนักโทษที่อยู่ข้างล่างดูเหมือนว่าในหมู่พวกมันมีคนที่สามารถใช้สปีริตได้จำนวนไม่น้อยเลยขอรับ"
นายกองทหารได้รับคำตอบกลับมาเช่นก็รู้สึกถึงภัยคุกคามที่ไม่เคยเผชิญหน้ามาก่อน เขาสั่งตั้งขบวนใหม่อีกครั้งอย่างรวดเร็วและให้ทำการโจมตีโต้ตอบให้เร็วที่สุด
แต่ก่อนที่กองทหารเหล่านั้นจะรวมขบวนครบหลังจากแตกกระเจิงก็ถูกโจมตีสุวรรณขึ้นมาด้วยหอกอัดปราณสปีริตอีกนับไม่ถ้วน ไม่ผิดจากอำนาจทำล่ยของกระสุนปืนใหญ่ที่ถูกยิงถล่มเข้ามาอย่างต่อเนื่อง กองกำลังทัพด้านบนถูกตีขนาบทั้งซ้ายและขวาไล่มาจนถึงตรงกลาง มันเป็นรูปแบบการจู่โจมที่มีแบบแผนเกินกว่าจะเป็นความคิดของนักโทษธรรมดาทั่วไป การสร้างวงทำลายล้างที่บีบศัตรูเข้ามารวมอยู่จุดเดียวและโจมตีกระหน่ำซัดเข้าไปในจุดพื้นที่ตรงกลางนับว่าได้ผลดีเยี่ยม กำลังทหารไม่น้อยกว่า100คนถูกเล่นงานโดยศัตรูที่มองไม่เห็นจากเบื้องล่างจนแตกขบวนรีบถอยหนีให้พ้นจากริมผาออกมาตั้งรับอยู่ทางด้านหลัง
"พวกมันสวนกลับอย่างมีรูปแบบเหลือเกินขอรับใต้เท้าจะเอายังไงกันต่อไปดี"
หัวหน้ากองกำลังปรึกษากับสเน็คอาย อีกฝ่ายยังคงนิ่งอยู่ไม่ตอบคำถาม ในจังหวะที่ทหารด้านบนทั้งหมดร่นถอยออกมาตั้งขบวนป้องกันด้วยโล่เหล็ก ทางปีกซ้ายก็ถูกจู่โจมอีกคนั้งด้วยการระเบิดอันรุนแรงเหนือกว่าลูกไหนๆ
!!ตูมมมม!!
มันเป็นระเบิดเพลิงที่ไม่ได้มาจากการโจมตีด้วยสปิริตเสริมกำลังจากอาวุธแต่อย่างใด ไม่มีใครรู้ฝีมือคนทำและแหล่งที่มาของการระเบิดอันรุนแรงนี้ ประกายไฟที่เกิดขึ้นจากพลังทำลายนั้นสว่างจ้าจนทำให้มองเห็นกองทัพของทุกฝ่ายไม่ว่าจะอยู่เบื้องล่างหรือด้านบนแม้กระทั่งที่หลบอยู่ตามซอกหินก็เผยให้เห็นทุกเงาทุกตำแหน่งอย่างชัดเจน ระเบิดเพลิงลูกไฟนี้ถูกยิงขึ้นมาจากด้านล่างตรงจุดใดจุดหนึ่งไม่อาจทราบได้แผ่นดินสะเทือนเลื่อนลั่นหุบเขาตรงช่วงบริเวณที่ทำการปะทะกันอยู่นั้นเกิดการสั่นไหวเคลื่อนตัวของมวลดินและก้อนหินที่ทลายลงมาอยู่ไม่น้อย
ตรงบริเวณที่ระเบิดลงปะทะกลายเป็นพื้นราบไถลลงไปจากด้านบน สำหรับบรรดาทหารที่ตั้งขบวนอยู่ มันถือเป็นหายนะที่สำคัญเกินกว่าจะมองข้ามไปได้บริเวณพื้นราบที่ไหลลงไปนอกเหนือจากเป็นการถล่มธรรมดาแล้วเศษหินจำนวนมากที่ถูกปลดทำลายยังกลายเป็นบันไดสำหรับใส่ลุกขึ้นมาของฝ่ายศัตรูที่อยู่ด้านล่างอีกด้วย
"ทางขวาเร็วเข้า ตรึงอาวุธทั้งหมดหันเข้าไปหา ศัตรูจะบุกขึ้นมาจากทางนั้น"
สเน็คอายตะโกนสั่งในทันทีที่สังเกตเห็นเหตุไม่สู้ดี และเป็นจริงตามเขาคาดมีเสียงโห่ร้องและฝีเท้าไต่ขึ้นมาจากเบื้องล่างตามมาด้วยหอกนับสิบที่แผ่พุ่งสวมอำนาจทำลายจากปราณสปีริต สวนขึ้นมาหากองทหารที่ป้องกันอยู่ด้านบนกำแพงโล่เหล็กอย่างหนาถูกใช้เป็นปราการ ที่ทัดเทียมกันโดยการแผ่อำนาจสปีริตเข้าไปเสริมโครงสร้างความแข็งแกร่งให้เหนือกว่าโล่เหล็กธรรมดาอีกหลายสิบเท่า
เมื่อหอกอันแข็งแกร่งปะทะกับกำแพงหนา ทั้ง2ศาสตราอัดแน่นไปด้วยพลังทำลายล้างเหนือกว่าความสามารถที่ตนมีก็เกิดระเบิดขึ้นและสร้างแรงสะท้อนเป็นคลื่นลมอย่างรุนแรงพัดจนกลุ่มทหารถอยร่นกระเด็นล้มไม่เป็นท่า ทว่าไม่มีใครได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด กองกำลังฝ่ายนักโทษบุกขึ้นมาในจังหวะที่ฝ่ายทหารด้านบนผละล้มไม่เป็นแนว มันเป็นการสร้างจังหวะเพื่อเข้าโจมตีชนิดที่คำนวณแผนการเอาไว้ล่วงหน้าก่อนแล้วอย่างชาญฉลาด
"ไปล่าหัวไอ้พัศดีชั่วกับเจ้าเมืองโฉดกันพี่น้องข้า"
ร็อคคือคนแรกที่ไต่หน้าผาขึ้นมาโผล่หน้ามาให้เห็น ในมือของเขาถือดาบขนาดใหญ่ที่ปล้นชิงมาได้จากทหารกลุ่มที่อยู่ด้านล่าง ตามมาด้วยลูกสมุนตัวฉกาจของเขาอีกหลายสิบคนและคณะนักโทษซึ่งเป็นกองสำหรับทะลวงฟัน
"เตรียมปะทะเร็วพวกมันบุกขึ้นมาได้แล้ว"
หัวหน้ากองทหารองครักษ์สั่งอย่างเร็ว ทหารทุกนายชักดาบออกมาจากฝักต่างโลกพร้อมแผ่ปราณสปีริตอัดเข้าไปในดาบจนกลายเป็นสีฟ้าเรืองแสงเตรียมที่จะรับการปะทะจากศัตรูที่บุกขึ้นมา
"ช้าก่อนทหาร"
มีเสียง1รั้งไว้ ก่อนที่พวกเขาจะพุ่งเข้าไปประจันบานกับกลุ่มนักโทษตามคำสั่งของผู้บัญชาการ ทหารทุกนายชะงักนิ่งเพราะคุ้นเคยกับเสียงนั้นเป็นอย่างดี เช่นเดียวกับกองหน้าทะลวงฟันของร็อคซึ่งเห็นเงาของบุรุษผู้นั้นเดินแทรกขึ้นมาจากกองทหารองครักษ์ภายในทางด้านหลัง ทางด้านกลุ่มนักโทษเองก็ถูกสั่งหยุดโดยสัญญาณมือของหัวหน้ากลุ่ม เอาแต่ถือดาบและเตรียมเขวี้ยงหอกสร้างแนวป้องกันเตรียมไว้เพื่อรับมือกับกรณีฉุกเฉินได้ทุกเมื่อ
"สเน็คอาย"
ร็อคกล่าวด้วยเสียงสั่นเครือ แววตาจับนิ่งยังร่างของบุรุษผมยาวที่ก้าวเท้าเข้ามาหา ใบหน้าของชายผู้นั้นเต็มไปด้วยรังสีอำมหิตแสยะยิ้ม ถอดผ้าคลุมออกเหลือเพียงมัดกล้ามและสรีระอันกำยำสะท้อนกับแสงคบเพลิงในมือของบรรดานักโทษ ทั่วทั้งกายมีรังสีสังหารซึ่งถูกสร้างขึ้นมาจากอำนาจการห่อปกคลุมทั่วร่างจนมองเห็นรัศมีของพลังเป็นคลื่นสีใสจางๆคล้ายกับแก๊สรั่ว ทุกย่างก้าวที่เหยียบย่ำเข้ามาพื้นดินสั่นสะเทือนและหิน บนพื้นเล็กๆก็แตกละเอียดเพราะแรงกดดันอันผิดธรรมชาติของมนุษย์ที่ควรจะมีได้
"พวกเจ้าถอยไปซะ มันเกะกะ ประเดี๋ยวก็ได้ตายไปด้วย"
คำสั่งของเขา ทั้งดุดันและเด็ดขาดทั้งๆที่เป็นคำพูดที่แสนเบาและเรียบง่าย ฝ่ายทหารองครักษ์ไม่ต้องรอให้ผู้บัญชาการกลุ่มสั่งซ้ำพวกเขารีบถอยโดยสัญชาตญาณเพราะรู้จักบุรุษผู้นี้เป็นอย่างดี ท่าทางข่มขวัญนั้นทั้งทรงพลังและแฝงไปด้วยอำนาจอันเร้นลับสุดจะกล่าว ฝ่ายทหารนักโทษแต่ละคนหรือแม้แต่ร็อคเองที่เป็นผู้นำก็มิวายรู้สึกขนลุกไปด้วย
"นั่นสินะ พวกเจ้าเองก็เกะกะเหมือนกัน รีบหลบๆไปซะก่อนที่เลือดของเจ้านั่นมันจะกระเด็นมาเปื้อนดีกว่าน่าสหายข้า"
เสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากข้างหลังของกองจราจลนักโทษที่เพิ่งใต้หน้าผาขึ้นมาได้ ไม่เพียงเท่านั้น พร้อมกับกล่าว เขายังซัดอำนาจสปิริตที่รุนแรงทัดเทียมกันออกมาต้านแรงกดดันของอีกฝ่ายสวนกลับคืนไป มันเป็นกลิ่นอายกระหายเลือดที่รุนแรงชนิดที่เรียกได้ว่า สั่นคลอนพื้นพิภพและมวลอากาศโดยรอบจนสร้างแรงกดดันได้อย่างมหาศาลเมื่อ2อำนาจวิเศษเข้าห้ำหั่นกันผ่านสายลม
บุรุษพเนจรซึ่งบัดนี้ถอดเสื้อออกเปลือยท่อนบนก้าวเท้าขึ้นมายืนอยู่แนวหน้ากองกำลังนักโทษในฐานะหัวหน้าใหญ่ ได้เข้าท้าทายกับชายที่ได้ชื่อว่าแข็งแกร่งราวกับปีศาจและเป็น1ใน12อัศวินแห่งราชอาณาจักร สเน็คอายหยุดยืนอยู่กับที่อ่านสัมผัสพลังของคู่ต่อสู้ผ่านปราณของอีกฝ่ายที่แผ่พุ่งออกมาปะทะและลอยอยู่รอบๆตัวของเขา มองตั้งแต่หัวจรดเท้าก็รับรู้ได้ถึงความแข็งแกร่งของบุรุษผู้นี้ได้โดยไม่ต้องทำการประมือ ทางด้านชาล์เรียสไคลม์เองก็ใช่ย่อย เขายิ่งแผ่พลังปราณออกมาให้รุนแรงมากยิ่งขึ้นภายหลังสัมผัสพลังของศัตรูได้ ทั้งคู่ต่างตกใจในพลังของกันและกันชนิดที่ไม่เคยคิดว่าจะได้พบพาลมาก่อน
"เจ้าเองรึ ชาล์เรียสไคลม์ เหตุใดคนแข็งแกร่งเช่นเจ้าถึงไม่เคยปรากฏชื่อมาก่อนในทั่วราชอาณาจักรแถบนี้ เป็นคนต่างถิ่นหรือยังไงกัน เดินทางมาจากไหน ต้องการอะไรกันแน่ จะวางแผนบุกรุกเข้ามายังคุกนรกแห่งนี้เพื่ออะไร?"
สเน็คอายถาม
"พอดีรู้มาว่าที่คุกนี้มันไม่ค่อยให้ความเป็นธรรมกับนักโทษเท่าไร เหตุผลง่ายๆที่ข้ามาเหยียบที่นี่ก็เพราะจะมาทำลายมันทิ้งซะ เหตุผลก็มีแค่นี้แหละไม่ทราบว่าท่านคือ ดวงตางูสวัดสเน็คอายที่เจาเล่าลือกันใช่หรือไม่"
"ไอ้หมอนี่"
พัศดีอะเบลโล่ตะโกนใส่ชายหนุ่มหลังได้ยินคำเย้าหยอกอันฟังดูแล้วออกไปในทางเหยียดหยาม แต่ถูกเจ้าเมืองยกมือปรามไว้ สเน็คอายแสยะยิ้มมองดูอีกฝ่ายด้วยสายตาดูถูกไม่แพ้กัน
"ปากดีใช้ได้นี่ แบบนี้ต้องดูว่ามีฝีมือแค่ไหน จะสมกับปากของเจ้าที่กล้าบังอาจเย้ยหยั่นข้าหรือเปล่า"
บุรุษพเนจรหัวเราะยิ้มพอเห็นฟันหลังได้ยินคำพูดที่สวนกลับมา เขาผายมือสองข้างยักไหล่เล็กน้อยทำหน้าเชิญชวนอีกฝ่ายให้บุกเข้ามาประชิด ทั้งคู่ยืนนิ่งอยู่ชั่วขณะเดียวเท่านั้น ก่อนที่ใครจะจับต้นชนปลายได้ถูก ในทันทีที่ลมพายุสงัดลงอันเป็นเหตุอัศจรรย์ทางธรรมชาติเหมือนกับรู้จังหวะ สองร่างที่เปี่ยมแน่นไปด้วยพลังปราณอันมหาศาลก็พุ่งปะทะเข้าหากันรวดเร็วเกินกว่าใครจะมองเห็นทัน
!!เปรี้ยงงงง!!
หมัดของแต่ละฝ่ายอัดประโคมเข้าที่ใบหน้าของคู่ต่อสู้อย่างเต็มแรง ผลจากการปะทะทำให้เกิดรงพายุหนักกระแทกสะท้อนออกเป็นวงกว้างใส่บรรดาทหารและกองกำลังฝ่ายต่อต้านของกลุ่มนักโทษจนกระเด็นลอยไปตามแรงลม ไม่มีใครสักคนสามารถยืนหยัดต้านทานแรงลมอันมหาศาลที่เกิดขึ้นได้ต่างก้มตัวลงและหาที่ยึดเกาะ ทำตามกันเพราะเกรงจะถูกมวลอำนาจวายุอันมหาศาลหอบเอาร่างปลิวตกเขาตาย
"บ้าเอ๊ย พลังอะไรกันนี่ เจ้าสองคนนี้...พวกมันเป็นสัตว์ประหลาดหรือยังไง"
ร็อคบ่นขณะก้มตัวต่ำกอดก้อนหินใหญ่เอาไว้หลบแรงลม
(โปรดติดตามตอนต่อไป)
บทประพันธ์ : มังกรขาวเล่าเรื่อง