ตอนที่ 4 : ลอบสังหาร
ขณะที่หลานเทียนยื่นมือออกไปนั้นลูกบาศก์กลับเปล่งแสงออกมายิ่งเข้าใกล้มือของเขามากเท่าไหร่ยิ่งสว่างมากขึ้นจนกระทั่งฝ่ามือััลูกบาศก์ก็พลันสว่างไสวเรืองรองราวกับทินกรทอแสงฉาบทั่วทั้งห้องโถง
ลูกบาศก์หมุนวนอย่างบ้าคลั่งราวสัตว์ร้ายที่้าดิ้นให้หลุดจากพันธนาการทั้งปวงอีกทั้งแสงที่สาดส่องออกมากลับสว่างไสวกว่าระดับปฐมราชันย์ก่อนหน้าเสียอีก ทั่วทั้งห้องเงียบกริบราวกับลืมหายใจไปชั่วอึดใจหนึ่งกระทั่งลูกบาศก์ตกลงมาสู่มือและสิ้นแสงลงเสียงปริแตกของมันแทรกขึ้นทำลายความเงียบลงในทันทีที่ฝ่ามือของหลานเทียนัักับมันอีกครั้งสิ่งที่ประหลาดก็บังเกิดขึ้นอีกนอกจากจะไม่มีตราสัญลักษณ์ใดลูกบาศก์อำพันโบราณอายุนับหมื่นปีกลับเกิดรอยร้าวและแบ่งออกเป็สองซีกบนฝ่ามือหลานเทียนได้แต่จ้องมองสิ่งที่ปรากฏตรงหน้าโดยไม่อาจเอ่ยเอื้อนถ้อยคำใดใดทั้งความหายากและมูลค่าสูงลิ่ว ทำให้หลานเทียนรวมทั้งคนในหมู่บ้านถึงกับหน้าซีดเซียวชาวบ้านบางคนถึงกับเป็ลมล้มพับไปแม้ทั้งหมู่บ้านจะรวบรวมทรัพย์สินกันแล้วก็คงไม่อาจจะซื้อมันมาได้ไม่มีผู้ใดกล้าที่จะส่งเสียง ระวังแม้กระทั่งเสียงลมหายใจ
“เอ่อท่านอัศวิน ข้า ข้าไม่ได้ทำอะไรกับมันเลย อยู่ดีๆ มันก็...” หลานเทียนกล่าวด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิดอย่างยิ่งและได้ทำลายความเงียบงันและบรรยากาศที่สุดแสนจะอึดอัดนี้ลงลง
“มะ...ไม่เป็ไรมะ...มันคงเก่ามากแล้วเท่านั้น...อืม ใช่ ต้องเป็เช่นนั้นแน่...” ชูไท่ิกล่าวตะกุกตะกักพลางได้สติกลับมาจึงรับลูกบาศก์ไปก่อนเก็บเข้าไปในหีบแท้จริงเขาคิดว่าอาจจะเป็เพราะศักยภาพระดับปราณปฐมราชันย์นั้นสูงส่งจนน่าใจหายการทดสอบนี้จึงทำให้มันไม่อาจทนรับความรุนแรงและแตกไปผู้คนเฝ้ารอการประกาศอย่างใจจดจ่อ หน้าตาแสดงออกชัดถึงความสงสัยเื่ราวที่เกิดขึ้นนั้นมันเกินขอบเขตความรู้ของพวกเขาไปไกล ชูไท่ิไตร่ตรองอยู่พักหนี่ง
“เด็กหญิงและ เด็กชายทั้งสองคน สามคนนี้เป็ระดับปราณปฐมราชันย์ จากวันนี้นับไปอีกสิบวันข้าจะกลับมาอีกครั้งเพื่อรับเด็กทั้งสี่ที่ผ่านการทดสอบเข้าสู่เมืองหลวง”กล่าวจบอัศวินก็เก็บลูกบาศก์ไปและรีบเดินออกจากที่ทำการหมู่บ้านก่อนควบม้าออกไปอย่างรวดเร็วดั่งหวังให้อาชาของเขามีปีกงอกออกมาได้เหล่าทหารที่ตามมาก็รีบพากันควบม้าตามออกไปทันที
บรรยากาศโดยรอบเริ่มกลับมามีเสียงพูดคุยกันก่อนที่เหล่าชาวบ้านจะร่วมแสดงความยินดีแซ่ซ้องสรรเสริญกับเหล่าเด็กที่ผ่านการทดสอบทั้งสี่คนด้าน หลานเทียน ไป๋เสวี่ย และ หงซาน ต่างกอดคอกันอย่างดีใจชาวบ้านที่ดูเหตุการณ์อยู่ต่างก็ข้าไปสนทนาปราศัยกับ หวังหย่ง
จากเวลาเที่ยงวันบัดนี้อีกไม่กี่ชั่วยามอาทิตย์ก็จะลับฟ้าแล้วทางหมู่บ้านเองแต่เดิมเมื่อมีผู้ได้ระดับปราณพิภพก็จะจัดการเฉลิมฉลองกันอยู่แล้วไม่ต้องนับว่าผู้มีศักยภาพระดับปราณปฐมราชันย์ได้ถือกำเนิดขึ้นขณะนี้ทั้งซุ้ม ทั้งกองไฟ ก็ถูกประกอบขึ้น
“ยอดเยี่ยมหลานข้า พวกเ้าล้วนยอดเยี่ยมจริง ๆ”หวังหย่งกล่าวพลางยิ้มอย่างร่าเริงก่อนเดินมาโอบกอด เหล่าหลานทั้งสามน้ำตาแห่งความปีติก็พรั่งพรูออกมา เหตุการณ์ในวันนี้นั้นเกินความฝันไปไกลมากแล้ว หากได้เพียงศักยภาพระดับปราณพิภพเพียงคนเดียวหวังหย่งเองก็ดีใจเป็บ้าเป็หลังเลยทีเดียว แต่นี่กลับได้ระดับสูงที่สุดเท่าที่บนโลกใบนี้จะมีได้ถึงสามคน
“์ประทานพวกเ้ามาโดยแท้ชายชราอย่างข้าในภายภาคหน้าก็หมดห่วง” หวังหย่งกล่าวพลางยิ้ม
“พวกข้าจะตั้งใจศึกษาเล่าเรียน ท่านปู่อย่ากังวลไป” ไป๋เสวี่ย กล่าว หลานเทียน และ หงซานต่างก็พยักหน้ารับพร้อมใบหน้าที่ยิ้มแย้ม
ผ่านไปกว่าครึ่งชั่วยามบัดนี้งานเลี้ยงฉลองถูกจัดขึ้นเรียบร้อยแล้วรวมทั้งอาหารหวานคาวเท่าที่จะหาได้ โดยมีหัวหน้าหมู่บ้านเป็หัวหอกจัดการทุกสิ่งสรรพ
“ท่าน าุโอี้ ข้า ฉูไอ่ฉางและนี่หลานสาวข้านาม ฉูซิ่วอิง ขอเชิญท่านร่วมเฉลิมฉลองกับพวกเราด้วย เอาล่ะฉูซิ่วอิง คารวะท่าน าุโอี้ เสีย” ผู้นำหมู่บ้าน ฉูไอ่ฉาง กล่าวพลางผายมือ
“ผู้เยาว์ขอคารวะผู้าุโ” ฉูซิ่วอิง กล่าวอย่างยิ้มแย้มพร้อมคารวะอย่างนอบน้อม
“ข้ารับคารวะแล้วไม่ต้องก้มแล้วสาวน้อย เ้าน่าจะสนิทกับ ไป๋เสวี่ย ได้นะฮ่า ฮ่า ฮ่า”หัวหน้าหมู่บ้าน ยิ้มอย่างอ่อนโยนพลางผายมือเชื้อเชิญหวังหย่ง รวมถึง หลานเทียนไป๋เสวี่ย และ หงซาน ด้วย
ณ่เวลานี้ทุกคนในหมู่บ้านเริ่มเฉลิมฉลองกัน ทั้งเด็กๆ ที่ไม่ผ่าน การทดสอบรวมถึงหลานของ ฉูไอ่ฉาง ที่ผ่านการทดสอบก็ล้วนกินดื่มกันอย่างมีความสุขเสียงหัวเราะ เสียงโห่ร้องอย่างยินดีก็ดังกึกก้อง ไป๋เสวี่ยก็ไปเต้นรำรอบกองไฟพร้อมกับ ฉูซิ่วอิง ตามประสาเด็กผู้หญิง ส่วน หงซานนอกจากการนอนแล้ว อีกสิ่งที่มันรักยิ่งก็คือการกิน อาหารมากมายถูกยัดเข้าปากอย่างไม่รู้จักอิ่ม
“ท่านปู่ข้าขออนุญาตกลับบ้านก่อนได้หรือไม่” หลานเทียน กล่าว
“เอ่อ...งานเลี้ยงนี่ไม่สนุกรึ พ่อหนุ่มน้อย” ฉูไอ่ฉาง กล่าวด้วยสีหน้าเสียดาย
“หาใช่เช่นนั้นไม่ท่านฉูไอ่ฉาง หลานข้าคงอยากกลับไปฝึกฝนต่อเท่านั้น ไม่ต้องเป็ห่วงไป”หวังหย่งกล่าวแทนหลานเทียนที่กำลังอ้ำอึ้ง
“ประเสริฐยิ่งนอกจากพร์อันสูงส่งสุดฟ้า ยังมีความขยันหมั่นเพียรเช่นนี้ท่านล้วนมีหลานที่ประเสริฐยิ่งนัก” ฉูไอ่ฉางกล่าวอย่างเลื่อมใสทางด้านหวังหย่งก็อนุญาตให้หลานเทียนกลับก่อน ตัวหลานเทียนเองก็คารวะลาาุโทั้งสองก่อนมุ่งหน้าเดินทางกลับบ้านทันทียิ่งเดินเสียงจากงานเฉลิมฉลองก็เบาลงจนเงียบหายไป
รอบข้างทางรายล้อมด้วยต้นไม้ใบหญ้าน้อยใหญ่สายลมยามเย็นพัดเอื่อยเฉื่อยแสงจากจันทร์เสี้ยวไม่อาจส่องให้มองเห็นได้ดีแต่ด้วยความเคยชินจึงไม่เป็ปัญหาใดเื่เมื่อครู่ราวกับฝันไป จากผู้ไม่เคยััแม้แต่พลังปราณกลับกลายเป็ผู้ถูกเลือกให้ใช้ปราณระดับสูง ช่างเป็ตลกร้ายสิ้นดีและเื่ดีดีนั้นย่อมอยู่กับเราเพียงชั่วครู่ชั่วยามเมื่อเราพลั้งเผลอโชคร้ายย่อมหวนกลับมา
จู่ๆ บังเกิดเสียงลมหวีดหวิวปะทะกับเหล่าพฤกษาที่ฟังแล้วชวนขนหัวลุกปรากฏสายตานับสิบคู่จ้องมองมายัง หลานเทียนก่อนมีสุรเสียงบางสิ่งที่แหวกว่ายผ่านอากาศด้วยความเร็วตรงมายังตัวเขาด้วยสัญชาตญาณและการฝึกฝนเขาจึงเอี้ยวตัวหลบโดยทันทีสิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือลูกดอกยาวเพียงคืบพุ่งผ่านใบหน้าไม่ถึงนิ้วหากหลบช้าไปแม้เสี้ยววินาทีเขาคงได้รับาเ็ไม่น้อยลูกดอกที่พลาดเป้านั้นพุ่งตรงไปยังต้นไม้ข้างทางต้นหนึ่ง
หากเป็ลูกดอกธรรมดาปักใส่ต้นไม้ใหญ่ย่อมไม่ระคายแต่นี่เพียงไม่กี่อึดใจต้นไม้นั้นเริ่มเปลี่ยนสีใบจากเขียวขจีกลับแปรเปลี่ยนเป็ดำทมิฬ ลำต้นนั้นกลับกลายเป็เพียงซากไม้แห้งแทบจะในทันทีก่อนจะแหลกสลายเป็ผุยผง ถึงแม้แสงจันทร์จะไม่สว่างพอแต่ก็พออนุมานเอาได้ทั้งชีวิตเขาไม่เคยพบกับพิษที่รุนแรงถึงเพียงนี้หากโดนเขาเข้าไปเพียงนิดสภาพศพคงไม่ต่างจากซากไม้เมื่อครู่แน่
“หึหึเ้ายังโชคดีที่หลบได้นะ แต่ก็ดีเหมือนกัน ข้าจะได้จับเ้ามาทรมานให้สาแก่ใจ”สุ้มเสียงนั้นเป็เสียงเดียวกับคนที่หลานเทียนพบเจอที่ตลาดแน่นอนมันย่อมเป็เสียงของหลี่เฉียง ที่้าแก้แค้นที่ปู่ของเขาสังหารพ่อของมันอย่างเืเย็นอีกอย่างหลานเทียนไม่เคยมีเื่บาดหมางกับใครนอกจากมัน ซึ่งด้วยนิสัยของมันย่อมไม่มาคนเดียวแน่
“ลอบกัดเช่นนี้ข้านั้นสงสัยว่าเ้าเป็คนหรือสุนัขกันแน่ หลี่เฉียง” แสงจากจันทร์สลัวกระทบปรากฏชายชุดดำรัดรูป ปิดหน้ามีเพียงส่วนตาเท่านั้นที่เปิดเผยทั้งสิ้นแปดคนค่อยๆเดินออกมาจากข้างทางพร้อมทั้งอาวุธครบมือระดับพลังของพวกมัน จริงๆ แล้วต่ำกว่าหลานเทียนทั้งหมดถึงแม้จำนวนรวมทั้งอาวุธครบมือเขาก็ไม่รู้สึกไหวหวั่นใดๆหากแต่สิ่งอันตรายที่สุดนั้นเป็ลูกดอกที่อาบยาพิษร้ายแรงที่เขาโชคดีหลบมันได้ครั้งหนึ่ง
“จับมันมาถ้าจับเป็ไม่ได้ ก็ฆ่ามันทิ้ง แล้วนำศพมันกลับมา ให้ข้า” หลี่เฉียงะโสั่งชายชุดดำด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด เนื่องด้วยไร้สิ้นซึ่งหนทางหลานเทียนไม่สามารถสู้กับพวกที่มี สามารถใช้ปราณทั้งยังมีอาวุธครบมือ พร้อมกันถึงแปดคนได้ ด้วยเพียงพลังกายลุ่นๆ ของหลานเทียน ไม่ถึงอึดใจชายชุดดำทั้งแปดก็กระโจนเข้ามาหาพร้อมทั้งอัดพลังปราณเข้าใส่ ถึงจะไม่ทำให้หลานเทียนาเ็มากนักแต่ก็ยับยั้งการเคลื่อนไหวของหลานเทียนไปเล็กน้อย
“ะุน้ำทลายศิลา!”
“พิรุณเยือกแข็ง!”
“ผนึกหิมะโปรย!”
หลานเทียนทั้งหลบหลีกและพยายามจะหนีในตอนที่ยังมีระยะห่างส่วนเส้นทางหนีนั้นหากไปตามทางจนถึงบ้านด้วยทางที่โล่งแจ้งการยิงพลังปราณและลูกดอกนั้นไม่มีทางที่จะหลบได้หมดแน่นี่เป็การตัดสินใจที่บ้าคลั่งอย่างถึงที่สุด เขามุ่งหน้าไปยังทิศของป่าต้องห้ามด้วยความเร็วสูงสุด เหล่าชุดดำทั้งแปดก็ตามมาอย่างไม่ลดละด้วยความแค้นอย่างสุดขีดที่เสาหลักของตระกูล อย่างหลี่จวินที่ต้องมาตายเพราะอี้หวังหย่ง
ไม่นานนักขณะถูกไล่ล่าบัดนี้เบื้องหน้าของหลานเทียนนั้นเป็ป่าต้องห้ามาแตามตัวจำนวนมากแม้ไม่ถึงชีวิตแต่ก็ทำให้เคลื่อนไหวลำบากขึ้นทุกอริยาบถเขายังคงสาวเท้าก้าวเข้าไปในป่าอย่างไม่ลังเลถึงภายในจะมีสัตว์อสูรแต่โอกาสรอดย่อมสูงกว่าถูก จวนตระกูลหลี่ จับตัวไป
“จงตามเข้าไปอย่าลดละต้องนำศพมันไปเซ่นศพพ่อของข้า” หลี่เฉียง มันะโอย่างบ้าคลั่ง
“ถ้าข้ารอดออกไปข้าสาบาน ข้าจะล้างตระกูลพวกเ้าให้สิ้น” หลานเทียน ะโอย่างคับแค้นใจ
“หากเ้ารอดล่ะก็ฮี่ฮี่ฮี่” หลี่เฉียงกล่าว พร้อมเสียงหัวเราะแหลมสูงที่ฟังแล้วรู้สึกสะอิดสะเอียนดังมาจากข้างหลังหลานเทียน ระยะทางที่วิ่งมาตอนนี้ก็หลายสิบลี้แล้วยังไม่มีท่าทีว่าจะสลัดพ้นหลานเทียนได้แต่พยายามเร่งความเร็วขึ้นแต่ยิ่งเร็วตัวเขาเองก็ยิ่งถลำลึกเข้าไปในป่าทางด้านขวามือมองออกไปไกล ๆ ยังคงเห็นแสงของตะเกียงเล็ก ๆ ที่ห้อยไว้ตรงคอกม้าแม้ใจอยากจะกลับบ้าน หากแต่ภยันตรายยังคงเกาะติดเขาอยู่ไม่ไปใหน
เสียงคำรามหนึ่งดังขึ้นหลานเทียนรู้ดีนี่คือเสียงเดียวกับสัตว์อสูรหมาป่าที่หลานเทียนเคยสังหารร่วมกับไป๋เสวี่ยและหงซานทั้งยังไม่ใช่เพียงตัวเดียวกลับเป็เสียงจากหลายตัวอาจจะทั้งฝูงซึ่งมีไม่ต่ำกว่าสิบตัวจากเสียงหัวเราะเสียงะโอย่างอาฆาตกลับกลายเป็เสียงกรีดร้องอย่างสยดสยองเสียงกระดูกหักชิ้นแล้วชิ้นเล่าเสียงเคี้ยวอย่างหิวโหยตะกรุมตะกราม
“อ้ากกกกกกกกกกนี่มันบ้าอะไรกัน สัตว์อสูร พวกนี้”
“ไม่ไม่ ไม่ อ่ออออกกก”
“คุ้มกันข้าเดี๋ยวนี้รีบออกจากป่า...หลานเทียนเ้าเลือกที่จะไม่ตายด้วยมือข้าก็จงตายด้วยสัตว์อสูรในป่านี้เถอะ!!”หลี่เฉียง ตะวาดลั่นไม่นานหลานเทียนก็หยุดวิ่งลงหลังเสียงตระกูลหลี่เ่าั้เงียบไป เขาพยายามจะหาทางกลับไปยังบ้านแต่ด้วยเคราะห์ซ้ำกรรมซัดฝูงหมาป่านั้นบัดนี้ได้ล้อมมายังเบื้องห้าหลานเทียนแล้วเสียงลมหายใจของพวกมันที่ดมตามกลิ่นเสียงฝีเท้าที่ย่ำเหยียบพื้น ก่อนจะเงียบไปหลานเทียนบัดนี้ราวกับพยายามทำทุกอย่างให้เบาที่สุดแม้กระทั่งหายใจแต่สิ่งไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นหนึ่งในหมาป่ากระโจนใส่เขาอย่างรวดเร็วขณะที่เขาขยับถอยหลัง ยังดีที่พลิกหลบได้ทัน
เขาเริ่มใช้ออกซึ่งกระบวนท่าต่างๆที่เคยร่ำเรียนมาใส่ยังหมาป่าตัวแล้วตัวเล่าแต่ด้วยพลังกายที่ไม่มีพลังปราณนั้น ไม่อาจทำให้สัตว์อสูรตายเพียงการโจมตีเดียวเขาจึงต้องวิ่งและสู้ไปพร้อมๆกันตาดูทางหูต้องฟังเสียงเหล่าสัตว์อสูรหิวโหยเหล่านี้บางทีนี่อาจจะเป็การแก้แค้นของตัวที่เขาฆ่าไปเมื่อไม่กี่วันก่อนก็ได้
“พวกเวรมาแก้แค้นอะไรพร้อมกันในวันเดียวพวกเ้ามัน...ฮึ่ม”เขาสบถออกมาและไม่รู้จะสรรหาคำใดมากร่นด่าสาปแช่งวันซวยของเขาดีทั้งโกรธ ทั้งเหนื่อย
ตัวแล้วตัวเล่ากระโจนใส่หลานเทียนตลอดทางเขาได้ยินเสียงสัตว์อสูรอื่นๆมากมายอีกทั้งบางอย่างที่ทำให้รู้สึกขนลุกซึ่งเขาก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไรกันแน่แต่เขารู้สึกและััมันได้ ยิ่งเขาวิ่งไกลจากทางที่เข้ามาเท่าไหร่เขายิ่งรู้สึกสั่นกลัวในใจมากขึ้นเป็เท่าทวี เสียงอึกทึกดังขึ้นรอบกายเขาตอนนี้เป็เหล่าอสูรต้นไม้ที่จับสิ่งมีชีวิตที่หลงเข้ามาในเขตกินเป็อาหาร ลักษณะของมันหามองผิวเผินเป็เพียงต้นไม้ธรรมดาหากแต่รากของมันจะรัดเหยื่อและสูบเืในร่างเป็อาหาร
ณที่แห่งนั้นรายล้อมไปด้วยซากกระดูกสัตว์อสูรน้อยใหญ่นับไม่ถ้วน บางต้นมีขนาดใหญ่จนเขาเห็นประหนึ่งเป็ผาสูงทางสัตว์อสูรหมาป่าที่ตอนนี้มันบ้าคลั่งอย่างเต็มที่แล้ววิ่งใกล้เข้ามาเรื่อยๆร่างกายของหลานเทียน กล้ามเนื้อเส้นเอ็นทั้งหลายต่างกรีดร้องราวกับร่างของเขาจะแตกสลาย อันที่จริงเขาควรหมดแรงและล้มฟุบไปแล้วหากแต่ยังคงอยู่ด้วยกำลังใจที่้าจะมีชีวิต ทุกครั้งที่ล้มลงหน้าของ ปู่ไป๋เสวี่ย และ หงซาน แทบจะลอยขึ้นมาทุกครั้งและนั่นคงเป็เพียงสิ่งเดียวที่ยึดเหนี่ยวเขาให้ยังคงก้าวไปข้างหน้า
เขาวิ่งและหันกลับไปดูบ้างเป็บางครั้งรอบข้างจากเป็ต้นไม้ใหญ่บัดนี้เป็ทุ่งกว้างๆหมาป่าที่ตามมาบ้างก็ถูกจับด้วยรากไม้ บ้างก็ถูกสัตว์อสูรอื่นที่ออกหากินสังหารเอาสงสารโอดโอยครวญครางดังลั่นไปทั่วทั้งผืนป่า
ตอนนี้เขาหยุดพักและร่างทั้งร่างก็เหมือนจะเห็นดีเห็นงามด้วยกับสิ่งนี้เขานั่งลงในช่องรากไม้ที่ดูเหมือนจะพอกำบังเขาจากสัตว์อสูรใหญ่ ๆ ได้ไม่นานนักเขาก็หลับลงแทบจะในทันที
ค่ำคืนที่ยาวนานนี้สำหรับคนอื่นในหมู่บ้านคงเป็คืนที่สนุกสนานสำราญใจ จากการเฉลิมฉลองครั้งใหญ่ในรอบหลายสิบปี แต่สำหรับหลานเทียนมันเป็คืนวิปโยคที่สุดแสนจะทรหดเหนือคำบรรยาย หนีทั้งคน ทั้งสัตว์ ที่ไล่ล่าสังหารเขาอย่างไม่ลดละและเหมือนโชคร้ายก็อยู่ไม่นานเช่นกัน เหล่าสัตว์อสูรหมาป่ที่ตามมาถูก ต้นไม้อสูรจับกินไปเป็จำนวนหนึ่ง อีกทั้งเขายังวิ่งมาพบที่ที่พอดีกับตัวเขาเป็ที่กำบังกับสัตว์อสูร และลมหนาวยามรัตติกาล
เสียงอึกทึกหนึ่งดังขึ้นปลุกหลานเทียนลุกขึ้นจากนิทราร่างกายของเขาตอนนี้ปวดระบมไปทั่วทั้งสรรพางค์ร่างกายภายในโพรงต้นไม้ที่เขานอนนั้น มีน้ำหยดลงมาอยู่ภายในราวปาฏิหาริย์อย่างน้อยตอนนี้เขาก็ไม่อดน้ำตายและเมื่อเขาพยายามยันตัวขึ้นและลุกขึ้นไปดูที่มาของเสียงอึกทึกก็ทำให้เขาถึงกับขนหัวลุก
สัตว์อสูรร่างั์สูงกว่าสิบเมตรรูปร่างคล้ายกบและเต่าผสมกันโดยมีขาทั้งสี่เป็กบที่ด้านหลังมีกระดองมีจงอยปากเหมือนเต่าอยู่ในทุ่งข้างหญ้าข้างหน้าถึงแม้จะดูไม่เป็พิษเป็ภัยเท่าสิ่งที่เขาเจอเมื่อคืนแต่ด้วยขนาดของมัน อาจจะเหยียบเขาตายอย่างน่าอนาถโดยที่พวกมันไม่ได้รู้สึกถึงร่างของเขาใต้ฝ่าเท้าของพวกมันเลยก็ตาม
และเสียงที่ดังอึกทึกคือเสียงพวกมันะโเอากระดองชนกันกลางอากาศส่งเสียงกังวาลดังสนั่นไปทั่วบริเวณแม้จะอยู่ห่างออกไปอีกหลายลี้ก็อาจจะได้ยินเสียงนี้เป็แน่ และเหมือนโชคดียังเข้าข้างเขาอยู่บ้างสัตว์อสูรชนิดนี้กินเพียงพืชสมุนไพร
เขานอนในโพรงไม้เพื่อรอให้ร่างกายของเขาฟื้นฟูอย่างเต็มที่หยดน้ำที่หยดลงมาเป็หยดน้ำที่คอยหล่อเลี้ยงต้นไม้นี้ให้เติบโตนั้นจึงไม่ใช่เื่อัศจรรย์อะไรที่ในจะช่วยให้ร่างกายของหลานเทียนนั้นฝื้นคืนสภาพเร็วขึ้นผ่านไปกว่าสามชั่วยาม เขานอนพักสลับกับลุกดื่มน้ำแบบนี้ทุกครึ่งชั่วยามจนร่างกายของเขาฝื้นฟูอย่างสมบูรณ์เหลือเพียงาแเล็กน้อยเท่านั้น
บัดนี้อาทิตย์สถิตย์ณ กลางเวหาท้องของเขาร้องคำรามออกมาเป็เสียงปลุกให้เขาลุกขึ้นหาอะไรสักอย่างใส่ท้องได้เสียทีหลานเทียนลอบมองออกมาจากโพรงต้นไม้อย่างระมัดระวังเมื่อเห็นว่าปลอดภัยดีแล้วไม่มีสัตว์อสูรที่น่าจะสามารถสังเกตเห็นเขาได้เขาจึงคลานออกมาจากโพรงต้นไม้นั้น
ภายนอกเป็อากาศที่ทำให้เขารู้สึกสดชื่นขึ้นด้วยความบริสุทธิ์ของอากาศในพื้นที่ที่รายรอบด้วยต้นไม้นานาพรรณ ในขณะที่สูดหายใจเขาได้กลิ่นหอมบางอย่างคล้ายดอกไม้หรือผลไม้บางชนิดจึงตัดสินใจเดินตามกลิ่นอันยั่วยวนนั้นอย่างระมัดระวังขณะเดินตามกลิ้นไปนั้นท้องของเขาก็ส่งเสียงร้องตลอดทาง
ในที่สุดเขาก็เดินมาพบต้นตอของกลิ่นมันมีลักษณะเหมือนดอกไม้ขนาดใหญ่วางอยู่บนพื้นมีสีสันสดสวนงดงามและเมื่อพินิจดูอย่างละเอียดแล้วใจกลางดอกของมันนั้นมีผลไม้หลายลูกห้อยอยู่บนก้านที่คล้ายกับก้านเกสรดอกไม้และกลิ่นหอมเ่าั้ส่งมาจากผลไม้พวกนี้
หลานเทียนกระโจนไปคว้าทันทีก่อนกัดลงบนผลของมันคำใหญ่รสชาติของมันแผ่ซ่านไปทั่วทั้งปาก ทั้งหวาน หอม และกลมกล่อมอย่างบอกไม่ถูกราวกับเป็ผลไม้ที่เทพพระเ้าประทานให้เขาเป็สิ่งดีอีกสิ่งในป่าปีศาจแห่งนี้เขายิ่งกินยิ่งอยากมากขึ้นมากขึ้นโดยที่ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้แม้เขาพยายามถอยออกมาแต่กลับไม่สามารถหยุดร่างกายได้อีกต่อไปกลับกลายเป็เขาเดินเข้าไปในป่าลึกยิ่งขึ้น