การฝึกพลังลมปราณกลายเป็เื่สำคัญมากในระบบการศึกษาของสหพันธ์โลก นอกจากการสอบวิชาทั่วไปสำหรับการเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว ยังมีการทดสอบภาคปฏิบัติที่จัดขึ้นโดยเฉพาะ
เนื่องจากการสอบภาคปฏิบัติมีความเสี่ยงอยู่บ้าง ไม่ใช่นักเรียนทุกคนที่จะต้องเข้าร่วม และคะแนนจากการทดสอบนี้จะไม่ถูกนับรวมกับคะแนนสอบเข้ามหาวิทยาลัย นักเรียนสามารถเลือกเข้าร่วมหรือไม่ก็ได้ตามความสมัครใจ แต่ถ้า้าสมัครเข้ามหาวิทยาลัยบางแห่งที่มีเงื่อนไขพิเศษ ก็จำเป็ต้องมีคะแนนจากการทดสอบภาคปฏิบัติเพื่อเป็มาตรฐาน
ตลอดสิบปีที่ผ่านมา มีมหาวิทยาลัยจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ที่เริ่มนำคะแนนจากการทดสอบภาคปฏิบัติมาเป็หนึ่งในเกณฑ์การรับสมัครนักศึกษา
แน่นอนว่าถ้า้าประกอบอาชีพที่เกี่ยวข้องกับมิติต่างโลก คะแนนการสอบภาคปฏิบัติก็เป็บันไดสู่ความสำเร็จชั้นดี
ถึงแม้โจวเหวินสามารถได้ผลึกจากเกมโทรศัพท์ โดยที่ไม่จำเป็ต้องเสี่ยงชีวิตไปผจญภัยในมิติต่างโลก แต่เขาก็ยังอยากเข้าร่วมการทดสอบภาคปฏิบัติ และเข้ามหาวิทยาลัยเฉพาะทาง ก่อนที่จะเข้าทำงานในสายงานที่เกี่ยวข้องกับมิติต่างโลก
ถ้าโจวเหวินไม่ได้งานที่เกี่ยวข้องกับมิติต่างโลก การได้มาซึ่งผลึกของเขาก็จะไร้ที่มา และวันหน้ายากจะอธิบายว่าตัวเขาพัฒนาได้อย่างรวดเร็วขนาดนี้ได้อย่างไร รวมถึงอธิบายเื่สัตว์เลี้ยงคู่หูที่มีโอกาสได้รับมาในอนาคต
ผู้ยิ่งใหญ่ย่อมซ่อมตัวอยู่ในเมือง ดั่งเพชรเม็ดงามที่ต้องแฝงตัวอยู่ท่ามกลางเหมืองแร่ที่กว้างใหญ่ จึงไม่สะดุดสายตาผู้คน
โจวเหวินไม่้าเสี่ยงอันตรายในมิติต่างโลก แต่เขาจำเป็ต้องทำงานที่เกี่ยวข้องกับมัน อย่างน้อยก็ต้องมีช่องทางในการได้รับวัตถุจากมิติต่างโลก เพื่อที่ในอนาคตเมื่อเขาใช้งานผลึกจำนวนมาก จึงจะไม่ถูกผู้คนสงสัย
การทดสอบภาคปฏิบัติไม่ใช่การต่อสู้เดี่ยว แต่เป็การต่อสู้ในรูปแบบทีมเล็กจำนวนสี่คน นอกจากความสามารถในการต่อสู้เฉพาะตัวแล้ว ความร่วมมือกันในทีม ความเป็ผู้นำและปัจจัยอื่น ๆ ก็ล้วนส่งผลต่อคะแนนสุดท้าย
ถ้าในการทดสอบภาคปฏิบัติมีแค่ตัวเองที่เหลือรอดเป็คนสุดท้าย ส่วนสมาชิกทีมที่เหลือออกจากการทดสอบก่อน หรือเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น ต่อให้ตัวเองมีผลการปฏิบัติที่ดีและได้รับคะแนนสูง คะแนนรวมก็จะได้รับผลกระทบมากเช่นเดียวกัน
เมื่อก่อนโจวเหวินมีชื่อเสียงที่ดีในโรงเรียนมัธยมกุยเต๋อ เป็ตัวเลือกสมาชิกทีมที่ทุกคนต่าง้า แต่่หนึ่งเดือนมานี้ ภาพลักษณ์และชื่อเสียงของเขาตกฮวบ ทำให้ผู้คนเริ่มไม่ไว้วางใจในความสามารถของเขา
ถ้าเป็นักเรียนทั่วไปมาชวนเขาเข้าร่วมทีม เขาก็ยังพอเข้าใจได้ แต่สำหรับฟางรั่วซีที่มีโอกาสก้าวขึ้นเป็อันดับหนึ่งของการทดสอบภาคปฏิบัติประจำจังหวัดกุยเต๋อ กลับดูไม่มีเหตุผลที่ต้องชวนเขาเข้าร่วมทีม
เมื่อก่อนโจวเหวินก็แค่โด่งดังจากการฝึกฝนฌานวิบาก แต่ถ้าพูดถึงเื่ความสามารถล้วน ๆ ในโรงเรียนมัธยมกุยเต๋อยังมีนักเรียนอีกหลายคนที่ฝึกฝนลมปราณสำเร็จก่อนอายุสิบหกปี เพียงแต่พวกนั้นไม่ได้ใช้วิธีฝึกฝนร่างกายเพียงอย่างเดียวเพื่อบ่มเพาะลมปราณเหมือนกับโจวเหวิน ส่วนใหญ่ล้วนเคยดูดซับผลึกเพื่อช่วยการฝึกฝน
“ทำไมถึงอยากชวนฉันเข้าทีม” โจวเหวินมองหน้าฟางรั่วซีอย่างสนใจพลางเอ่ยถาม
ฟางรั่วซีกับโจวเหวินสบมองกันด้วยสายตาที่เย็นเยือกราวกับธารน้ำแข็งบนูเาสูงที่ไม่เคยต้องฝุ่นละอองโลกมนุษย์
“ฉันอยากได้คะแนนดีที่สุดในการทดสอบ เลย้าเพื่อนร่วมทีมที่แข็งแกร่ง ส่วนนายก็มีความสามารถแบบนั้น” ฟางรั่วซีกล่าวอย่างใจเย็น
“คนที่เธอพูดถึง คงเป็ตัวฉันเมื่อหนึ่งเดือนก่อนสินะ” โจวเหวินกล่าว
สายตาของฟางรั่วซียังคงจดจ้องโจวเหวิน พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นคง “ในความคิดของฉัน โจวเหวินยังคงเป็โจวเหวินไม่เคยเปลี่ยนแปลง นายยังคงเป็คนเดียวในโรงเรียนมัธยมกุยเต๋อที่คู่ควรให้ฉันมองเป็คู่แข่ง”
โจวเหวินตะลึงเล็กน้อย เขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าฟางรั่วซีจะมองเขาแบบนี้ หัวใจของเขาพลันเกิดความรู้สึกประหลาดที่ยากจะอธิบาย
“เธอพูดแบบนี้ เอาอันจิ้งไปไว้ที่ไหนแล้วล่ะ” โจวเหวินกล่าวอย่างเย้ยหยัน ถึงแม้เขาไม่ได้ใส่ใจที่เคยพ่ายแพ้ต่ออันจิ้ง แต่ก็ต้องยอมรับว่าอันจิ้งแข็งแกร่งกว่าตัวเขามากจริง ๆ
ฟางรั่วซีถอนหายใจกล่าว “นี่เลยเป็เหตุผลที่ฉันบอกว่า นายเป็คนเดียวในโรงเรียนมัธยมกุยเต๋อที่คู่ควรให้ฉันมองเป็คู่แข่ง อันจิ้งไม่ใช่คนที่นี่ั้แ่แรก และเธอจะไม่สอบเข้ามหาวิทยาลัยของที่นี่”
“หมายความว่ายังไง” โจวเหวินตะลึงเล็กน้อย
“นายไม่รู้เื่เหรอ เธอย้ายออกจากโรงเรียนไปแล้ว” ฟางรั่วซีชะงักครู่หนึ่งแล้วกล่าวต่อ “ถึงแม้ฉันไม่รู้ว่าอันจิ้งมีที่มาที่ไปยังไงกันแน่ แต่ก็มั่นใจได้ว่าเธอก้าวข้ามระดับธรรมดาไปแล้ว การที่ไปถึงระดับนั้นในวัยอย่างเธอ แสดงว่าเธอมีพื้นฐานที่ไม่ธรรมดา และด้วยความสามารถระดับเธอ ดูไม่มีเหตุผลที่จะต้องท้าสู้กับนายเลย อีกทั้งการที่เธอย้ายมาแล้วย้ายออกอย่างกะทันหันแบบนี้ ชวนให้ฉันรู้สึกว่าเธอเหมือนมาเพื่อจัดการนายโดยเฉพาะ ฉันยังคิดว่านายอาจรู้สึกกับเธอั้แ่แรกแล้วด้วยซ้ำ และเคยมีเื่บาดหมางกันมาก่อน”
ตอนแรกโจวเหวินไม่ได้คิดอะไรมาก แต่พอคิดตามอย่างละเอียด ก็เหมือนจะเป็ตามนั้นจริง ๆ ทว่าเขามั่นใจว่าตัวเองไม่เคยเจออันจิ้งมาก่อน ยิ่งไม่มีทางเคยมีเื่บาดหมางกับเธอ
“เป็ไปได้ยังไง ฉันไม่เคยเจออันจิ้งมาก่อน และไม่มีทางมีเื่บาดหมางกัน” โจวเหวินนึกย้อนอยู่พักหนึ่ง แต่ก็นึกไม่ออกว่าตัวเองจะเคยมีเื่บาดหมางกับอันจิ้งได้อย่างไร
“ถ้างั้นก็แสดงว่าฉันคิดมากเกินไปเอง” ฟางรั่วซีไม่ได้สาวความเื่นี้ต่อ เธอมองโจวเหวินแล้วถาม “แล้วคำตอบของนายล่ะ”
“เธออุตส่าห์มาชวนฉันเข้าทีม ฉันก็ไม่ขัดที่จะพึ่งพาเธอ” โจวเหวินยักไหล่กล่าว
“ตกลงตามนั้น ฉันหาสมาชิกทีมสองคนที่เหลือไว้แล้ว ั้แ่วันนี้เป็ต้นไป คาบฝึกซ้อมของทุกวันบ่าย พวกเราสี่คนจะฝึกด้วยกัน เพื่อให้แน่ใจว่าพวกเราจะเข้าขากันมากพอในวันทดสอบภาคปฏิบัติ” ฟางรั่วซีมองนาฬิกาข้อมือแล้วหันหลังกล่าวกับโจวเหวิน “ไปกันเถอะ ใกล้ถึงคาบฝึกซ้อมของ่บ่ายแล้ว”
เมื่อหลี่จื้อกับเถียนเซี่ยงตงเห็นฟางรั่วซีพาโจวเหวินกลับมาก็ต่างใ พวกเขารู้ว่าฟางรั่วซีไปหาสมาชิกทีมคนที่สี่ แต่ไม่รู้ว่าเธอไปหาใคร
เมื่อเห็นว่าคนที่ฟางรั่วซีหามาคือโจวเหวิน ทั้งสองก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย อย่างไรเสียพวกเขาล้วนเห็นพฤติกรรมตลอดหนึ่งเดือนมานี้ของโจวเหวิน
การฝึกฝนก็เหมือนกับการพายเรือทวนกระแสน้ำ ถ้าไม่ก้าวไปข้างหน้าก็มีแต่จะถอยหลัง โดยเฉพาะการต่อสู้จริง ต่อให้ฝึกฝนอยู่เป็ประจำก็ยังยากจะคว้าโอกาสชั่วพริบตาในการต่อสู้จริง ถ้าหยุดฝึกฝนไปแค่ไม่กี่วัน ปฏิกิริยาตอบสนองก็จะช้าลงอย่างเห็นได้ชัด โจวเหวินไม่ได้ฝึกฝนมาหนึ่งเดือนกว่าแล้ว เขาเอาแต่เล่นเกมตลอดเวลา เล่นจนตอนนี้ตัวเขาดูซีดเซียวอ่อนระโหยโรยแรง ระดับความสามารถในการต่อสู้จริงของเขาต้องลดลงมากแน่นอน
ก็เหมือนกับนักมวยมืออาชีพ ถ้าไม่ได้ฝึกซ้อมเป็เวลานาน ก็ต้องมีเวลาฝึกซ้อมมากพอถึงจะกลับมาขึ้นสังเวียนได้ ไม่มีใครสามารถนอนเฉย ๆ แล้วแข็งแกร่งขึ้น มีแต่จะทำให้อ่อนแอลง
อีกไม่กี่วันก็ถึงวันสอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว ต่อให้โจวเหวินกลับตัวกลับใจในเวลานี้ ก็คงยากจะฟื้นฟูสู่มาตรฐานความสามารถในอดีต
“รั่วซี สมาชิกคนที่สี่ที่เธอพูดถึง คงไม่ใช่โจวเหวินหรอกนะ ล้อกันเล่นแน่ ๆ !” เถียนเซี่ยงตงแตะจมูกพลางกล่าวอย่างเหยียดหยาม
“ฉันไม่ได้ล้อเล่น โจวเหวินคือสมาชิกทีมคนที่สี่ของพวกเรา” ฟางรั่วซีกล่าวอย่างจริงจัง
เถียนเซี่ยงตงมองฟางรั่วซีก่อนจะมองโจวเหวินอีกครั้ง จากนั้นแตะจมูกอย่างเป็นิสัยแล้วกล่าว “รั่วซี พวกเรารู้ดีว่าโจวเหวินมีพร์ แต่ยังไงเสียเขาก็ไม่ได้ฝึกซ้อมมาเป็เดือนแล้ว ต่อให้เขาเริ่มฝึกซ้อมใหม่ เกรงว่ายากจะฟื้นฟูสภาพกลับมาเท่ามาตรฐานเมื่อก่อน เป้าหมายของพวกเราคือการเป็อันดับหนึ่งในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยของจังหวัดกุยเต๋อ เกรงว่าโจวเหวินจะไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีที่สุดนะ ฉันมีอีกทางเลือกหนึ่ง เจิ้งอี๋กับฉันเป็เพื่อนกัน ถ้าเธอไม่สะดวกเอ่ยปาก เดี๋ยวฉันจะชวนเขาเข้าทีมเองก็ได้นะ”