จื่อหย่งรับคำก่อนจะคาราวะแล้วถอยตัวอกไปจัดการเรื่องราว ยังไม่ได้นอนไม่เป็นไร ยังไม่ได้อาบน้ำไม่เป็นไร ตอนนี้ชีวิตคนสำคัญกว่าเป็นไหนๆ
ฉีคุนหลุบตาลง ทั้งยังมีเรื่องหนึ่งที่คิดขึ้นมาได้ในเวลานั้น เจ้าสำนักกู้จะเดินทางลงไปยังรัฐฉู่ ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องผ่านรัฐหลู่ ทว่าจะเตือนก็ไม่ทันแล้ว สามวันที่แล้ว กู้เลี่ยงรุ่ยออกจากเมืองไปแล้ว คำนวณจากเวลา คิดว่าตอนนี้กู้เลี่ยงรุ่ยถึงรัฐหลู่แล้ว ทั้งคนที่อยู่ระหว่างการเดินทางคงไม่มีเวลาสนใจเรื่องอื่น ข่าวเรื่องโรคระบาดปนเปื้อนในน้ำ ตนพึ่งจะทราบเมื่อวันก่อนด้วยซ้ำ แล้วคนที่ไม่รู้อะไรเลยจะรับมืออย่างไร
“ท่านอ๋อง แม่ทัพฟ่านเฉินกลับมาแล้วขอรับ” เสียงบ่าวนอกห้องร้องบอกตั้งแต่เห็นม้าของแม่ทัพฟ่านที่ถนนนอกจวน ตามคำสั่งของฉีอ๋องที่ให้รายงานทันทีที่ฟ่านเฉินกลับมา
“ไม่ต้องมากพิธี เข้าเรื่องเลย” ประมาณหนึ่งเค่อ ฟ่านเฉินที่สวมชุดทหารเปรอะเปื้อนก็เยื้องกายเข้ามาในห้อง ฉีคุนวางพู่กัน เขากล่าวไม่อยากให้เสียเวลาทำความเคารพอะไรอีกจึงให้ข้าเรื่องเลย ฟ่านเฉินในมือถือกล่องไม้มาด้วย ใบหน้าของฟ่านเฉินดูเคร่งขรึมจริงจัง ก่อนจะวางกล่องไม้ลงบนพื้น
“เรียนท่านอ๋อง กระหม่อมพร้อมทหารสามกองไปตรวจดูที่เขา พบว่ามีซากไก่ป่าจำนวนนับพันตัวที่ถูกทิ้งอยู่บนเขา ประจวบเหมาะกับช่วงนี้อากาศหนาวจัดเลยทำให้ซากไก่ป่าไม่ย่อยสลายและคงรูปเช่นเดิม โชคร้ายที่มีซากไก่ป่าบางส่วนที่ไหลตามน้ำไปยังเส้นทางน้ำสายหลัก ตลอดเส้นทางของสาย กระหม่อมพบว่ามีซากไก่ป่าอยู่เนืองๆ เป็นสาเหตุของการที่น้ำปนเปื้อนขอรับ กระหม่อมนำซากไก่ป่ามาบางส่วน เชิญท่านอ๋องทอดพระเนตร”
ในกล่องไม้มีซากไก่ป่าที่บรรจุอยู่ในกระเพาะวัวใสๆ ปิดสนิทที่สามารถมองเห็นได้ ฉีคุนมองครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าให้ปิดได้ เป็นอย่างที่คิด น้ำปนเปื้อนเพราะมีของสกปรก แต่ไม่คิดว่าจะเป็นโรคที่มาจากไก่ ฉีคุนไม่เคยอ่านเจอเรื่องโรคระบาดที่มาจากไก่มาก่อน ทั้งยังไม่รู้ว่าจะสามารถหายามารักษาได้หรือไม่ ทว่าเรื่องพวกนี้ยังไม่ใช่เรื่องที่ตนกังวลในตอนนี้ รัฐฉีของตนพบเรื่องก่อนที่จะระบาดในวงกว้าง แต่รัฐหลู่เล่า พ่อค้าที่ซื้อไก่ป่าทั้งหมดไปจะทำอย่างไรกับไก่ป่าพวกนั้น ฉีคุนพับจดหมายใส่ซองให้เรียบร้อยแล้ววางลงบนโต๊ะ
“เจ้าให้คนไปเตรียมรถม้า ทั้งให้คนไปส่งจดหมาย ข้าอนุญาตให้ใช้ผงอันตรธานได้ไม่จำกัด ส่งคนที่เร็วที่สุดไปยังทุกรัฐที่น้ำสายนี้ผ่าน จำไว้ว่าต้องเร็วที่สุด”
บทที่ 7
โรคระบาด
"ท่านอ๋อง นางตายแล้วขอรับ"
คำกล่าวเช่นนี้ล้วนเป็นสิ่งอันคุ้นเคยขึ้นมาในไม่กี่วัน ภายในคฤหาสน์ร้างสกุลหลี่มีการแปรสภาพเป็นโรงหมอชั่วคราว อาณาเขตทุกชุนของคฤหาสน์มีที่นอนสำหรับคนป่วย แค่คฤหาสน์หลังนี้หลังเดียวก็มีนับหกร้อยคน ส่วนที่เหลือกระจายไปตามที่ต่างๆ มากบ้างน้อยบ้าง ทุกๆ ที่มีหมอคอยดูแลไม่ให้ขาด แต่ที่คฤหาสน์สกลุหลี่จะมีมากหน่อย หมอทั้งรัฐที่ถูกเกณฑ์มาช่วยกัน และเหล่าผู้รู้วิชาแพทย์ที่กำลังระดมมันสมองกันอย่างหนักเพื่อหายารักษาที่สามารถช่วยชีวิตคนป่วยได้ แต่จนถึงยามนี้สิ่งที่ทำได้ก็แค่ประคองอาการและมองดูคนตายดังใบไม้ร่วง
"จัดการร่างนางให้ดี ทั้งส่งจดหมายหาครอบครัวนางด้วย บอกว่าข้าเสียใจด้วย"ฉีคุนมองร่างของนางที่ถูกเสื่อม้วนคลุมก่อนจะถูกหามออกไป เตียงที่ว่างลงครู่หนึ่งก็ถูกร่างของผู้เฒ่าผมหงอกจับจอง ฉีคุนมองไปรอบห้องโถงกลางที่กว้างใหญ่ของคฤหาสน์ ไม่มีที่ว่างเลย...สีหน้าฉีคุนราบเรียบแต่นัยน์ตาสีอ่อนทอแสงหม่น คนที่ใกล้ชิดมานานอย่างจื่อหย่งเห็นอย่างนั้นก็เดินก้าวขึ้นหน้ามากล่าว
"ท่านอ๋อง เราต้องคิดหาหนทางได้แน่ขอรับ"แม้จะยังไม่รู้และไม่เห็นก็ตาม
"ข้ารู้ ข้าแค่อยากให้คนที่เข้ามาได้เดินออกไป ไม่ใช่ถูกใครก็ไม่รู้เอาเสื่อปิดหน้า หามออกไปแทน"ทว่าจนถึงตอนนี้ ก็ยังไม่มีคนได้เดินออกไป นี่นับเป็นความล้มเหลวที่สุดแล้ว
ดังนั้นยามที่พบหน้าท่านหมอ ฉีคุนจึงถามเรื่องสำคัญก่อน
"จนกระทั่งตอนนี้ก็ยังไม่ทียารักษางั้นรึ"หลังจากเดินทางมาถึง ฉีคุนขอให้ท่านหมอสองสามคนที่ควบคุมการปรุงยามาพบ เพื่อหารือเรื่องยารักษา ตอนที่กล่าวประโยคนี้ออกไปน้ำเสียงไม่ค่อยดีนัก
"เรียนท่านอ๋อง กระหม่อมไร้ความสามารถ ไม่อาจหาหนทางมารักษาได้ โปรดท่านอ๋องลงโทษด้วย"ท่านหมอชราคุกเข่ากล่าวเสียงรู้สึกผิด หากว่าจะมีใครเสียใจและหดหู่ที่สุดก็ย่อมต้องเป็นท่านหมอ
"ลงโทษท่านแล้วได้อะไร ลุกขึ้นเถอะ ที่ผ่านมาพวกท่านทำได้ดีที่สุดแล้ว ทางนี้ข้ายังต้องฝากพวกท่าน ข้ารู้ว่าพวกท่านต้องทำสุดความสามารถแน่ๆ ทำต่อไปเถอะ เพื่อประชาชนของรัฐฉี ให้พวกเขาได้กลับบ้าน"ใช่ว่าฉีคุนไม่อยากเค้นหาวิธี แต่ทำเช่นนี้แล้วได้อะไร เขารู้ดีว่าโรคอุบัติใหม่ต้องใช้เวลาในการศึกษาเรียนรู้ นี่พึ่งผ่านไปสองวัน ต่อให้แพทย์เก่งกาจในอดีตก็ไม่อาจช่วยได้ เรื่องนี้ต้องเข้าใจ
"ท่านหมอ ข้าขอเป็นตัวแทนคนของรัฐฉีกล่าวกับท่านสักคำ สองวันมานี่ ท่านเองลำบากไม่น้อย ความพยายามของท่านข้าล้วนมองเห็นแล้ว ตอนนี้อาจจะยังไม่สำเร็จ ใช่ว่าอนาคตจะไม่สำเร็จ ขอเพียงท่านและทุกท่านทำเพื่อประชาชนที่กำลังเดือดร้อนอย่างเต็มที่ ข้าล้วนไม่โทษพวกท่าน"
คำกล่าวนี้สร้างขวัญและกำลังใจให้ท่านหมอทั้งสาม ต่างก็มีสีหน้ามุ่งมั่นและเต็มเปี่ยมด้วยจิตวิญญาณของแพทย์ขึ้นมาทันที
"ข้าขอเป็นตัวแทนสหายสาบานต่อท่าน จะต้องหายามารักษาให้ได้ พวกข้าจะพยายามสุดชีวิตเพื่อหายามารักษาให้ได้"
"ดีมาก ต้องฝากท่านแล้ว หากมีอะไรที่ต้องการก็ให้มาบอกข้า ไม่ว่าข้าก็จะหามาให้"
"ท่านอ๋องโปรดระมัดระวัง ดูแลสุขภาพด้วย"
ฉีคุนนั่งรถม้าจากมา ทิ้งภาพคฤหาสน์สกุลหลี่ที่เต็มไปด้วยผู้คนไว้เบื้องหลัง ยามนั้นตะวันลับฟ้าไปแล้วหิมะโปรยปรายลงมาสม่ำเสมอ อากาศเย็นเฉียบจนเป็นไอขาวขุ่น ฉีคุนนั่งชันศอกกับคาง พักสายตาสักครู่เงียบๆ ทั้งยังแอบกดข่มอาการปวดร้าวในอก ซึ่งเป็นอาการที่ดีขึ้นมากแล้วเพราะกู้เลี่ยงรุ่ยถ่ายพลังปราณให้เขา แต่ก็ยังไม่หายดีเพราะในใจมีไอเย็นเกาะกินไปบางส่วนแล้ว ยากจะหายขาด ในอนาคตก็จะกำเริบและแสดงอาการเสมอ ท่านหมอได้กล่าวไว้
ช่วงเวลาเช่นนี้ฉีคุนนึกถึงยามนั้นที่ได้กู้เลี่ยงรุ่ยช่วยถ่ายพลังปราณให้ คนผู้นั้นร้องเพลงที่เขาไม่เคยได้ยินมาก่อนตั้งมากมาย เขาจำได้แต่ร้องไม่ออก รู้สึกว่าเพลงเหล่านั้นยากจะเอ่ยปากทั้งยังเป็นภาษาที่เขาไม่เข้าใจ จึงทำได้เพียงนึกถึงเวลานั้น ราวกับว่าข้างกายได้มีกู้เลี้ยงรุ่นมาร้องเพลงให้ฟังแล้ว ความเจ็บปวดไม่มากเท่าเมื่อก่อน เขากดข่มกลืนลงไปได้ รอจนหนึ่งก้านธูปผ่านไป ฉีคุนก็ลมหายใจสม่ำเสมอ
ฉีคุนยกมือเคาะผนังรถม้าให้หยุด ก่อนจะลงจากรถม้าไปผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าและถือโอกาสชำระล้างร่างกายไม่ให้นำเชื้อโรคกลับจวนไปติดน้องสาว ซึ่งเป็นสิ่งที่ฉีคุนสั่งให้ทุกคนทำ ไม่ว่าจะเป็นคนขับรถม้าก็ตาม เมื่อเรียบร้อยก็ออกเดินทางอีกครั้ง
ผ่านไปครึ่งชั่วยามรถม้าก็มาถึงจวนสกุลฉี จื่อหย่งสั่งให้คนหยุดม้า เดินลงจากรถม้าอีกคันมาเคาะหน้าต่างเบาๆ สองทีก่อนจะกล่าว
"ท่านอ๋อง คุณหนูฉีอยู่หน้าจวนขอรับ"
ฉีคุนลืมตาที่ปิดลงเพื่อพัก เลิกม่านหน้าต่างรถม้าขึ้น มองเห็นโคมไฟสีส้มใต้ต้นพุทรา มีร่างของฉีอ้ายอันนั่งรถเข็นชมจันทร์ในคืนหนาวเหน็บ นางยิ้มกว้างบนตักมีกล่องไม้ที่รู้เลยว่าเป็นอาหารเย็น
ฉีคุนเดินลงจากรถม้าไปหาฉีอ้ายอัน ย่อกายลงคุกเข่ากับพื้นหิมะ ไม่เกรงว่าชุดจะเปื้อน ทั้งยังถอดชุดคลุมนางอีกขั้นหนึ่ง
"เหตุใดเจ้ามารอตรงนี้ไม่เข้าไปด้านในเล่า ทั้งยังสวมชุดมาแค่นี้ได้อย่างไร"
"พี่ใหญ่ข้าไม่เอาชุดท่าน ท่านสวมไว้เองนะเจ้าค่ะ ข้าสวมชุดหนาวอย่างดีมาแล้ว นี่ไงเจ้าค่ะตั้งสามชั้นแหนะ"ฉีอ้ายอันส่งชุดคืน ทั้งยังเลิกชายเสื้อให้เห็นชุดด้านในที่มีหลายชั้น
"นั้นยังไม่พอ ช่างเถอะ ไปคุยที่จวนดีกว่า ตรงนี้หนาวเกินไป"ขนาดเขายังรู้สึกหนาว ฉีอ้ายอันผอมบางกว่าเขาตั้งมากจะไม่หนาวได้อย่างไร
"ได้เจ้าค่ะ"ฉีอ้ายอันยิ้มกว้าง มือกุมกล่องไม้ พูดคุยเรื่องทั่วไปกับพี่ใหญ่ไปตลอดทาง
ปกติฉีคุนจะทานมื้อเย็นกับฉีอ้ายอันเป็นประจำเกือบทุกวัน ยกเว้นวันไหนที่มีงานรัดตัวหรืองานเลี้ยงที่ไม่ไปไม่ได้เท่านั้น สองพี่น้องจะนั่งกินข้าวด้วยกันเสมอ ยามนั้นใบหน้าฉีคุนนับว่าอ่อนโยนผ่อนคลายที่สุด เขามักจะประดับใบหน้าให้มีรอยยิ้มน้อยๆ อยู่ร่ำไปเมื่ออยู่กับนาง เป็นอภิสิทธิ์เดียวที่ไม่มีคนที่สองอีก ทั้งเขายังใส่ใจและดูแลนางดีมาก ดุจแก้วตาดวงใจก็ไม่ปาน
"เจ้ากินเนื้อเยอะหน่อย ผอมจนลมจะหอบร่างไปได้อยู่แล้ว"ฉีคุนคีบเนื้อจากจานไปวางบนถ้วยนาง
"ขอบคุณพี่ใหญ่เจ้าค่ะ ท่านทานอันนี้้หน่อยนะเจ้าค่ะ หน่อพวกนี้ท่านหมอว่าช่วยขับไอเย็นให้ท่านได้"ก่อนที่ท่านหมอจะกลับไปฉีอ้ายอันถามไถ่เรื่องอาการและเรื่องอาหารการกินทุกย่างเกี่ยวกับพี่ใหญ่ ตอนนี้นางจึงระวังเรื่องอาหารการกินทุกอย่างที่เกี่ยวกับพี่ใหญ่และสรรหาแต่ของบำรุง พืชผักที่ท่านหมอแนะนำมาปรุงอาหารให้พี่ใหญ่เพื่อช่วยขับไอเย็น ไม่ว่าจะเป็นหน่อไม้เรียว เห็ดหอม ผักยอดอ่อน ฟักทอง ทั้งยังมีของแสลงที่ต้องระวังอย่างแตง ผลไม้ฤทธิ์เย็น ของเหล่านี้ห้ามกิน คนที่ไม่เคยเจ็บป่วยมาก่อนแบบพี่ใหญ่ พอมีวันที่ล้มหมอนไม่ได้สติอยู่หลายวันทำให้นางเกิดความกังวลและกลัวว่าครอบครัวเพียงคนเดียวที่อยู่กับนางมาตลอดอย่างพี่ใหญ่จะหายไป
"พี่ใหญ่เจ้าค่ะ หากท่านไม่สบายตรงไหนหรือป่วย ท่านอย่าฝืนทนเก็บเอาไว้คนเดียวอีกได้หรือไม่เจ้าค่ะ ท่านบอกให้ข้ารู้บ้าง อย่างน้อยถึงข้าจะช่วยพี่ใหญ่ไม่ได้ แต่ข้าก็อยากจะดูแลท่าน อย่างที่ท่านดูแลข้าเสมอมา"นางวางตะเกียบลงก่อนจะประสานมือไว้แล้วบีบเข้าหากัน หากว่าไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนั้น พี่ใหญ่คิดจะทำอย่างไร จะจากนางไปอย่างสงบๆ หรือ? นางเข้าใจว่าพี่ใหญ่ไม่ต้องการให้นางเป็นกังวล แต่นางก็อยากจะรับรู้และอยู่เคียงข้างพี่ใหญ่ นางเป็นน้องเขา เหตุใดถึงได้รู้เป็นคนสุดท้าย
"อันเอ๋อร์ พี่ต้องขอโทษเจ้าด้วย คราวหน้าจะไม่มีอีกแล้ว เป็นพี่ใหญ่ไม่คิดให้ดีก่อน"ฉีคุนยื่นมือไปกุมมือแล้วบีบเบาๆ เกรงว่าอันเอ๋อร์จะคิดมากแล้วมองว่าสาเหตุที่เขาไม่บอกนางเป็นเพราะข้อจำกัดของนาง ซึ่งไม่ใช่เลย ไม่ว่าอย่างไร น้องสาวเขาก็เป็นสิ่งที่ดีที่สุดในใต้หล้า
"พี่ใหญ่ ขอบคุณเจ้าค่ะ ข้าไม่น้อยใจท่านเเล้ว"ฉีอ้ายอันกล่างเสียงใสก่อนจะเริ่มต้นทานอีกครั้ง
นางแสนดีเช่นนี้เสมอ ตั้งแต่เด็กจนโต ฉีอ้ายอันไม่เคยโกรธใคร เกลียดใคร นางเป็นคนมีเมตตา มดตัวหนึ่งก็ไม่กล้าเหยียบ ยุงตัวหนึ่งก็ไม่กล้าตบ ต่อให้ใครทำไม่ดีใส่นาง นางก็แค่นิ่งแล้วจากมา แม้กระทั่งตอนที่เขาเอากระบี่แทงว่าที่สามีนาง นางก็ยังไม่โกรธ เชื่อมั่นว่าเขามีเหตุผลส่วนตัว
"อันเอ๋อร์เรื่องคราวนั้นที่พี่ขัดขวางงานแต่งเจ้ากับเจ้าสำนักกู้ เจ้าไม่โกรธพี่หรือ พี่เกือบทำให้เจ้าสำนักกู้ตายแล้ว"เท่าที่จำได้ นางไม่เคยกล่าวโทษเขาสักครั้ง ทั้งยังบอกว่าจะรอวันที่เขาบอกเหตุผลที่แท้จริงกับนาง
"ไม่ใช่ว่าข้าไม่โกรธพี่ใหญ่ แต่ข้ารู้ว่าทั้งชีวิตนี้พี่มอบแต่สิ่งที่ดีที่สุดให้ข้า ท่านไม่เคยทำร้ายข้า ไม่เคยตำหนิข้า ทุกสิ่งที่ท่านมอบให้ล้วนดีที่สุด เรื่องนี้ข้าแจ้งแก่ใจที่สุด ทว่าเรื่องคุณชายกู้ พี่ใหญ่ต้องบอกเหตุผลกับข้าถึงสิ่งที่ท่านทำ เพราะข้าคงไม่อาจจะอธิบายให้ใครได้ แม้แต่ตัวข้าเองว่าเหตุใด พี่ใหญ่ถึงทำเช่นนั้น"
"พี่มีเหตุผลที่ไม่อาจบอกเจ้า"
"เช่นนั้นพี่ใหญ่ยังจะอนุญาตให้ข้าแต่งกับคุณชายกู้หรือไม่"นางถาม สายตาเฝ้ารอคำตอบ ฉีอ้ายอันเป็นคนเชื่อฟังฉีคุนอย่างไร้ข้อกังขา ต่อให้ฉีคุนบอกให้ไปซ้าย นางก็ไปซ้าย ไม่ไปขวาเด็ดขาด
"อันเอ๋อร์หากพี่บอกว่าไม่ได้แล้วล่ะ..."