จารึกที่ 139 : การตื่นรู้แห่งความว่างเปล่า : รางวัลของผู้ปิดทองหลังพระ
พายุฝนฟ้าคะนองที่เคยโหมกระหน่ำเหนือหุบเขาน้ำตกมรณะเริ่มซาลง เมฆทมิฬค่อยๆ เคลื่อนตัวออกไป เผยให้เห็นท้องฟ้ายามเย็นที่ถูกย้อมด้วยสีม่วงอมแดงของแสงอาทิตย์อัสดง ผืนน้ำที่เคยเดือดพล่านกลับมาสงบนิ่งอีกครั้ง เหลือเพียงฟองอากาศผุดขึ้นมาเป็นระยะราวกับลมหายใจเฮือกสุดท้ายของสัตว์ร้าย
ซูม!
ร่างของคนสามคนและหุ่นเชิดหนึ่งตัวพุ่งทะยานขึ้นมาจากผิวน้ำ ร่อนลงสู่โขดหินริมฝั่งอย่างทุลักทุเล
อาเจีย ทิ้งตัวลงนอนแผ่หราบนพื้นหินเปียกๆ หอบหายใจโกยอากาศเข้าปอดจนตัวโยน
"แฮ่ก... แฮ่ก... นึกว่า... จะได้ไปเฝ้ายมบาลจริงๆ ซะแล้ว..."
ข้างๆ เขา เย่ปิงอวิ๋น นั่งคุกเข่าปรับลมปราณ ใบหน้างดงามซีดเซียว เลือดสีแดงสดที่ไหลซึมจากแขนเสื้อสีขาวตัดกันอย่างน่ากลัว
ส่วน ผู้อาวุโสหลี่ ยืนเท้าเอวมองลงไปในน้ำ สีหน้าเคร่งเครียดแต่ก็แฝงความโล่งใจ
"ผนึกทำงานแล้ว..." ชายชราพึมพำ "แรงดันวิญญาณสงบลง... โซ่ตรวนฟื้นฟูสภาพ... เรายื้อเวลาไปได้อีกอย่างน้อยสามปี"
"แค่สามปีหรือขอรับ?" อาเจียลุกขึ้นนั่ง หน้าเหวอ "ลงทุนเกือบตายขนาดนี้ ได้แค่สามปี?"
"เจ้าคิดว่า 'อสูรเงาโลหิต' เป็นตัวอะไร?" ผู้อาวุโสหลี่หันมาดุ "มันคือจอมมารระดับตำนานที่แม้แต่บรรพชนยังฆ่าไม่ตาย ทำได้แค่ผนึก! ...การที่เจ้ากับหุ่นเชิดกระป๋องนั่นทำให้มันถอยไปได้ ก็ถือเป็นปาฏิหาริย์แล้ว!"
เย่ปิงอวิ๋นลืมตาขึ้น มองอาเจียด้วยแววตาซับซ้อน
"อาเจีย... พลังเมื่อครู่... ที่เจ้าใช้ปิดรอยรั่ว... และพลังที่หุ่นเชิดของเจ้าใช้กลืนกินร่างเงา... มันคืออะไรกันแน่?"
คำถามนี้ทำให้อาเจียสะดุ้ง เขาหันไปสบตากับเจ้าสัวทมิฬ (ที่ยืนบิดน้ำออกจากตัวอยู่เงียบๆ)
"เอ่อ... มันคือ... 'วิชาลับตระกูล' ขอรับ! แบบว่า... บรรพบุรุษข้าเคยเป็นคนเก็บขยะ... เอ้ย! นักเก็บกวาดวิญญาณ! เลยมีวิชาจัดการของสกปรกพวกนี้ติดตัวมาบ้าง"
เย่ปิงอวิ๋นหรี่ตาลง เห็นได้ชัดว่านางไม่เชื่อ แต่ก็มารยาทดีพอที่จะไม่ซักไซ้ความลับของคนอื่น
"ไม่ว่ามันจะเป็นอะไร... เจ้าได้ช่วยชีวิตข้าและปกป้องสำนักไว้... ข้าเป็นหนี้บุญคุณเจ้า"
"ถ้าเป็นหนี้..." อาเจียยิ้มร่าทันที (ลืมความเหนื่อย) "เปลี่ยนจากคำขอบคุณเป็น 'หินวิญญาณ' หรือ 'แต้มสำนัก' จะดีมากเลยขอรับ!"
[ นายท่าน... ช่างตรงไปตรงมา... และงกเสมอต้นเสมอปลาย ] เจ้าสัวส่งกระแสจิตแทรกเข้ามา
"เอาล่ะๆ เรื่องรางวัลค่อยว่ากัน" ผู้อาวุโสหลี่ตัดบท "แต่มีเรื่องหนึ่งที่พวกเจ้าต้องจำให้ขึ้นใจ... ห้ามแพร่งพรายเรื่องอสูรเงาโลหิตเด็ดขาด!"
สายตาของผู้อาวุโสหลี่คมกริบ
"หากข่าวเรื่องผนึกอ่อนแอรั่วไหลออกไป... พรรคมารและศัตรูของสำนักจะแห่กันมาที่นี่เพื่อปลดปล่อยมัน... ถึงตอนนั้น สำนักหมึกวารี จะเป็นทะเลเลือด"
"แล้วเรื่องผลงานล่ะขอรับ?" อาเจียท้วง "ข้าอุตส่าห์ลงแรงไปขนาดนี้ จะให้ปิดทองหลังพระฟรีๆ รึ?"
"ข้าไม่ให้เจ้าทำงานฟรีหรอก" ผู้อาวุโสหลี่โยน "ป้ายหยกสีดำขลิบทอง" ชิ้นหนึ่งให้อาเจีย
"นี่คือป้าย 'อาคันตุกะพิเศษ' ของหอศัสตรา... เจ้าสามารถเลือกอาวุธระดับ 'วิญญาณ' ในคลังสมบัติของข้าได้หนึ่งชิ้น... และ..."
ชายชราลดเสียงลง
"ข้าจะลงบันทึกภารกิจว่า... เจ้าและเย่ปิงอวิ๋น ช่วยข้าซ่อมแซมค่ายกลธรรมดา แต่เจอกับสัตว์อสูรระดับสูงและจัดการได้... ผลงานนี้จะทำให้เจ้าได้แต้มสำนัก 5,000 แต้ม โดยไม่ต้องตกเป็นเป้าสายตาของคนนอก"
"5,000 แต้ม!" อาเจียตาโตเท่าไข่ห่าน "แถมอาวุธระดับวิญญาณ! ...ตกลงขอรับ! ข้าจะเป็นใบ้! ใครถามข้าจะบอกว่าไปเดินเล่นเก็บหอยเก็บปู!"
เย่ปิงอวิ๋นลุกขึ้นยืน นางมองอาเจียแล้วยิ้มบางๆ ที่มุมปาก
"ส่วนหนี้บุญคุณของข้า... หากวันใดเจ้าเดือดร้อน หรือต้องการความช่วยเหลือในเรื่องที่ไม่ผิดศีลธรรม... มาหาข้าที่ยอดเขาเหมันต์ได้ทุกเมื่อ"
นางเรียกพู่กันบินออกมา แล้วเหาะจากไปทิ้งไว้เพียงกลิ่นหอมเย็นๆ และความประทับใจ
"ฮิ้วววว~" อาเจียผิวปาก "ได้ทั้งเงิน ได้ทั้งเส้นสายเทพธิดา... วันนี้มันวันของอาเจียชัดๆ!"
...
ยามดึกสงัด... ณ ห้องใต้ดินเรือนไผ่ม่วง
อาเจียกลับมาถึงฐานลับ ร่างกายอ่อนล้าแต่จิตใจตื่นตัว
เขานั่งลงบนแท่นหิน ตรงหน้าคือ เจ้าสัวทมิฬ ที่ยืนนิ่งให้เขาตรวจสอบสภาพ
"ไหนดูซิ..." อาเจียลูบคลำแขนซ้ายของเจ้าสัว
แขนที่เคยเป็นสีดำด้านเรียบๆ ตอนนี้มี "เส้นเลือดสีแดงจางๆ" ปรากฏขึ้น เป็นลวดลายคล้ายรากไม้ที่ชอนไชไปตามท่อนแขน มันแผ่ไอร้อนระอุและกลิ่นอายความกระหายเลือดออกมาจางๆ
"ระวังให้ดี..." เสียงของ มู่เฉิน ดังขึ้น "แขนข้างนี้ได้กิน 'เจตจำนง' ของอสูรเงาเข้าไป... มันแข็งแกร่งขึ้น แต่มันก็ดุร้ายขึ้น... เจ้าสัว เจ้าต้องควบคุมมันให้อยู่"
[ รับทราบ... ท่านผู้เฒ่า... ]
เจ้าสัวยกแขนซ้ายขึ้นดู แสงสีฟ้าในดวงตาวูบวาบ
[ พลังงานใหม่รุนแรงยิ่งนัก... แต่ 'ตรรกะ' ของนายท่านที่ฝังไว้ แข็งแกร่งกว่า... ข้าจะไม่ยอมให้มันครอบงำ ]
อาเจียพยักหน้าพอใจ แล้วก้มลงมองฝ่ามือตัวเอง
เขานึกย้อนไปถึงวินาทีที่ใช้นิ้วประทับลงบนโซ่ตรวน... วินาทีที่เขาเขียนอักขระ "สูญตา" ลงไป
ตอนนั้น... เขาไม่ได้แค่ "เขียน"
แต่เขารู้สึกเหมือนตัวเองเป็น "หลุมดำ" ที่ดูดกลืนทุกอย่างให้หายไป
ความรู้สึกของการ "ลบ" ตัวตนของศัตรู... มันช่างน่ากลัวและทรงพลัง
"เจ้าเริ่มสัมผัสได้แล้วสินะ" มู่เฉินกล่าวเสียงเรียบ "อักขระสูญตา... ไม่ใช่แค่ความว่างเปล่า... แต่มันคือ 'จุดจบ' ของทุกสรรพสิ่ง... ระดับแรกคือ 'วงกลม (O)' ที่ใช้ลบล้าง... แต่ระดับต่อไป... คือการ 'หวนคืน'"
"หวนคืน?"
"ทำให้บางสิ่ง... กลับไปสู่จุดเริ่มต้น... หรือทำให้มันไม่เคยเกิดขึ้นมาเลย"
อาเจียกลืนน้ำลาย
"ฟังดู... โกงชะมัด"
"แต่ร่างกายเจ้าตอนนี้ยังรับภาระไม่ไหว" มู่เฉินเตือน "รีบไปเลือกอาวุธที่หอศัสตราซะ... หาอะไรก็ได้ที่ช่วยเสริมการป้องกัน หรือช่วยระบายผลสะท้อนกลับ... ไม่งั้นถ้าเจ้าใช้วิชานี้บ่อยๆ แขนเจ้าจะสลายไปก่อนศัตรู"
อาเจียมองมือตัวเองที่ยังสั่นระริกและมีรอยไหม้จางๆ จากการใช้พลังเกินขีดจำกัด
"เข้าใจแล้วขอรับ..."
เขาล้มตัวลงนอนบนแคร่ไม้ไผ่ หลับตาลงด้วยความเหนื่อยอ่อน
วันนี้เขาได้ก้าวข้ามขีดจำกัดไปอีกขั้น... ทั้งในฐานะศิษย์สายใน และในฐานะ ผู้สืบทอดแห่งมหาภาวะซวี
แต่ในความมืดมิดของห้วงนิทรา... ดวงตาสีแดงฉานของอสูรเงาโลหิต ยังคงจ้องมองเขาอยู่ห่างๆ รอคอยวันที่ผนึกจะแตกสลายอีกครั้ง