Ep 063 :: ภรรยารัก
ตำหนักบูรพา
หยางเฟิ่งปิงในฐานะชายารัชทายาทหาได้เอาแต่อุดอู้อยู่ในจวน องค์รัชทายาทเฟยหรงซิ่นแทบหนีบนางไปด้วยทุกที่ เดินเที่ยวถนนหนทางทุกซอกซอย ใบหน้าหล่อเหลาและใบหน้าที่สวยงามของทั้งสองมีร่องรอยอิดโรยลงเล็กน้อย ผู้พบเห็นเลยพานคิดไปว่า ทั้งคู่อาจจะมีท่านชายน้อยหรือท่านหญิงน้อยในเร็ววัน
บ้างก็ถึงกับพนันกันว่าจะมีลูกเมื่อไหร่ หรือจะได้ทายาทเพศอะไรก่อนทีเดียว
ในขณะเดียว ผู้คนในเมืองหลวงพากันร่ำลือกันไปว่านางเป็นภรรยาที่ทำให้สามีรักใคร่ได้อย่างน่าอิจฉา ภรรยาบ้านไหนล้วนแล้วแต่อยากเป็นที่รักให้ได้เท่านางกันทั้งสิ้น
“หากข้างดงามเท่าพระชายา ไอ้แก่ที่บ้านก็คงจะรักจะหลงข้าหรอก”
“โถ่ปากเสียเช่นนี้สามีมีหรือจะหลงเจ้า”
“รักหลงชายาแล้วดีที่ตรงใด หากรัชทายาทมัวแต่ลุ่มหลงนาง แล้วราชกิจจะเป็นอย่างไรล่ะ?”
“ที่เก็บภาษีเพิ่มเพราะเอาไปปรนเปรอนางหรือไม่?”
แต่บ้างก็ว่านางเป็นโฉมงามล่มเมืองที่อาจทำให้รัชทายาทลุ่มหลงจนละทิ้งราชการ เป็นปีศาจจิ้งจอกที่ถูกหญิงสาวบางส่วนริษยาจนต้องแอบว่าร้ายกันเป็นทอด ๆ
แต่ในถ้อยคำหลัง ขุนนางทุกคนนั้นรู้ดีว่าภารกิจใดของเฟยหรงซิ่นนั้นผ่านไปด้วยดี ทุกแผนงานที่เขานำมาเสนอในท้องพระโรงไม่มีแผนไหนเลยที่ไม่เข้าตาฮ่องเต้ ดังนั้นอาจจะต้องแก้ไขข่าวลือเสียใหม่ว่า ตั้งแต่แต่งตั้งชายาเอก รัชทายาทก็ทรงปรีชาขึ้นราวกับเป็นคนละคน
...จนถึงขนาดมิแน่ว่าหยางเฟิ่งปิงนั้นอาจจะมีของดีบางอย่างในมือก็เป็นได้
...
เมื่อแต่งงานกันหนึ่งเดือน
เฟิ่งปิงจำต้องกลับบ้านเดิมในฐานะชายารัชทายาทสักหน เฟยหรงซิ่นตระเตรียมของขวัญล้ำค่ามากมาย คอยประคองทุกการก้าวเดิน แสดงความรักใคร่โปรดปรานจนออกนอกหน้า กระทั่งครอบครัวของภรรยาก็ยังทรงมีไมตรีใกล้ชิดด้วยอย่างไม่ถือตน ข่าวลือที่มีก็ยิ่งพัดโหมกระหน่ำ
“ถวายพระพรองค์รัชทายาท พระชายา พ่ะย่ะค่ะ / เพคะ”
“ท่านพ่อ ท่านแม่ พี่ใหญ่ พี่รอง ไม่ทำเช่นนี้สิเจ้าคะ”
“ท่านพ่อตา ท่านแม่ยาย พี่ภรรยาทั้งสอง ไม่ต้องมาพิธีหรอก พวกเรามาในฐานะคนในครอบครัวเดียวกัน มิจำเป็นต้องทำความเคารพแต่อย่างใด”
พระชายารัชทายาทผู้มีตำแหน่งเทียบเคียงกับบิดาเข้าไปแล้วปรี่เข้าไปประคองครอบครัวตนเอง นางไม่ต้องการให้พวกเขาก้มหัวให้ เช่นเดียวกับเฟยหรงซิ่นที่ก้มตัวลงไปพยุงหงเหลียนฮวาให้ลุกขึ้น
การกระทำนั้นใครเห็นก็ว่าเฟยหรงซิ่นให้เกียรติครอบครัวภรรยามากมายเพียงใด และเป็นการให้เกียรติที่ไม่ใช่แค่เพราะอีกฝ่ายคือครอบครัวแม่ทัพใหญ่ แต่เพราะอีกฝ่ายคือครอบครัวของภรรยาเขา
“เข้าไปคุยกันข้างในดีหรือไม่?”
“เช่นนั้นเชิญตามกระหม่อมเข้ามาเลยพ่ะย่ะค่ะ”
“ไปเถอะ ปิงเอ๋อร์”
“เพคะ ฝ่าบาท”
เฟยหรงซิ่นส่งมือให้ภรรยาของเขาวางมือไว้บนมือตน ซึ่งหญิงงามก็ยิ้มรับด้วยรอยยิ้มที่อ่อนหวานนุ่มนวล วางมือของตนบนมือเขาเบา ๆ อย่างเป็นธรรมชาติ
ในยามที่อยู่ในสายตาคนนอก เฟิ่งปิงนั้นสวมบทภรรยาที่รักใคร่สามีได้อย่างไม่มีที่ติ การแตะเนื้อต้องตัวเล็กน้อยที่ผู้อื่นคงกระดากอายหากไม่ได้เป็นคู่รัก เฟิ่งปิงนั้นสามารถแสดงได้โดยที่ใบหน้ายิ้มแย้มไม่มีการเปลี่ยนองศา ต่างจากเฟยหรงซิ่นที่ยังมีชะงักบ้างเล็กน้อยยามหญิงงามส่งรอยยิ้มหวานให้
“ดูเหมือนฝ่าบาทจะดูแลปิงเอ๋อร์อย่างดี”
“แน่นอน ข้าย่อมดูแลภรรยาของตนเป็นอย่างดี”
บิดาและพี่ชายทั้งสองทั้งพอใจและเจ็บช้ำในอก ภาพบุปผาที่พวกตนถนอมมานานวัน บัดนี้กลับอยู่ในมือผู้อื่น แม้จะพึงพอใจที่พระองค์ทรงรักใคร่ปิงเอ๋อร์ แต่พวกเขาต้องการให้นางอยู่ในความดูแลพวกเขาตลอดไปมากกว่า ทว่าในตอนนี้กลับมิอาจเป็นไปได้อีกแล้ว
อย่างไรก็ตาม ความโอ้อวดออกนอกหน้าของเขา ทำเอาบุรุษสกุลหยางอยากจะเอาดาบมาฟันคอเขานัก
...แม้จะตบแต่งกันแล้ว ก็มิต้องภรรยาเต็มปากเต็มคำก็ได้มิใช่หรือ!?
“อย่ากลั่นแกล้งครอบครัวของหม่อมฉันสิเพคะ”
“ข้าก็แค่พูดความจริงเอง”
“โธ่ ท่านพ่อ ท่านพี่ มิต้องกังวลใจนะ องค์รัชทายาทให้เกียรติปิงเอ๋อร์ตามความเหมาะสม พระองค์หาได้ฝืนใจให้ปิงเอ๋อร์ทำอะไรที่ไม่ชอบแน่นอนเจ้าค่ะ”
“หากเจ้าว่าเช่นนั้นข้าก็เบาใจ”
แม้ปากจะพูดเช่นนั้น ทว่าดวงตาคมที่จับจ้องรัชทายาทก็หาได้ลดความระแวงลงเลย หงเหลียนฮวานั้นทำตามที่สามีร้องขอ นางพาบุตรสาวไปนั่งเล่นด้านนอก โดยที่บุรุษด้านในก็นั่งคุยกันเอง ซึ่งพวกเขาคุยอะไรกันนั้นเฟิ่งปิงก็สุดจะรู้ได้ เพราะพวกเขาเล่นปิดห้องรับแขกเงียบเชียบ
...หรือจะบอกว่านางก็พอจะเดาได้ดีล่ะ?
...
รัชทายาทและพระชายาพำนักอยู่ที่จวนสกุลหยางจนเย็นค่ำจึงได้กลับตำหนักบูรพา
ชายารองและเหล่าอนุต่างพากันชะเง้อคอรอสวามี บุปผาตั้งใจจะเบ่งบานเรียกร้องความสนใจ เนื่องเพราะตั้งแต่แต่งงานรัชทายาทเอาแต่ขลุกอยู่กับชายาเอกจนไม่เสด็จมาหาพวกนางสักครั้ง ชวนให้ทั้งเปล่าเปลี่ยวและเป็นกังวลว่า พวกนางจะไร้ที่ยืนในตำหนักบูรพา
อนาคตมิวายคงได้แต่นอนร่ำไห้อยู่ลำพังเพราะสวามีไม่สนใจ
หากนังจิ้งจอกเฟิ่งปิงคลอดพระโอรสได้ก่อนพวกนาง คราวนี้พวกนางคงกลายเป็นอากาศของเจ้าของตำหนักบูรพาเข้าจริง ๆ
หลังจากยืนขาแข็งอยู่นาน คนที่เฝ้ารอก็กลับมา พร้อมกับคนที่พวกนางล้วนเกลียดขี้หน้า
“องค์รัชทายาทเพคะ เสด็จกลับมาแล้วหรือเพคะ?”
“เจ้าก็เห็นนี่”
“...”
ชายารองลู่หน้าม้านไปทันควันเมื่อราวกับถูกสวามีตบหน้าว่ามิมีตามองหรือไร ความไม่แยแสของสามีทำเอานางอึ้งจนพูดสิ่งใดไม่ออกทีเดียว
“เสด็จกลับมาเหนื่อย ๆ คืนนี้ให้หม่อมฉันไปปรนนิบัตินะเพคะ”
ชายารองหนิงที่เห็นดังนั้นมิคิดต่อบทด้วยประโยคเดียวกัน หากแต่พยายามส่งเสียงหวานออดอ้อนออเซาะ ใช้ร่างกายที่หอมกรุ่นพยายามบดเบียดแนบชิด แต่ก็ถูกมือหนาดันร่างนางออกห่างอย่างไม่ไยดี
“หากรู้ว่าข้าเหนื่อย ก็ปล่อยให้ข้าได้พักผ่อน”
“...”
สาวงามตัวแข็งค้าง มิคาดว่าตนจะถูกตัดรอนอย่างไร้เยื่อใย แม้พวกนางจะรู้ว่าสวามีของตนมิใช่พวกหมกมุ่นในราคะ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่เคยผ่านค่ำคืนที่แสนหวานมาด้วยกันอย่างน้อยก็คนละครั้งตอนรับเข้ามาใหม่ ๆ ตามธรรมเนียม แล้วเหตุไฉนถึงได้หมางเมินกันง่ายนัก
...เพราะพวกนางเป็นของเก่าที่น่าเบื่อ ไม่คู่ควรให้เชยชม?
...หรือเพราะของใหม่มันดียิ่งกว่าพวกนางหรือ?
เหล่าสาวงามได้แต่สงสัยและเจ็บช้ำอยู่ในอก แม้แต่ชายารองที่มีฐานะค่อนข้างสูงยังถูกเมินเฉย อนุที่มีฐานะต่ำต้อยย่อมไม่มีสิทธิ์มีเสียง พวกนางทำได้เพียงแต่พยายามเสนอหน้าที่แต่งไว้อย่างงดงามให้องค์รัชทายาทเห็น เพื่อว่าพระองค์จะคิดถึงความหลังแล้วมามอบความรักความโปรดปรานให้พวกนางบ้าง
ที่ไหนได้ พระองค์ไม่แม้แต่จะเหลือบแลมายังพวกนางแม้เพียงนิด...
“มาเถอะปิงเอ๋อร์ วันนี้เจ้าเดินเสียนาน สมควรจะได้แช่เท้าสักนิด”
“เช่นนั้นพระองค์ก็ต้องแช่ด้วย เพราะเราก็เดินไปด้วยกัน”
“ได้ ๆ เจ้าว่าอย่างไรล้วนตามใจเจ้า”
เฟยหรงซิ่นไม่ได้สนใจสายตาของคนอื่น ไม่สนว่าผู้ใดจะคิดยังไง เขาเพียงแค่ประคอง ‘ชายารัก’ กลับเข้าตำหนักไปพักผ่อน
จากนั้นเขาก็กลับไปห้องหนังสือของตนเอง ทำงานต่อจนมืดค่ำจึงกลับไปที่ตำหนักพระชายาอีกหน บ่าวไพร่เตรียมสำรับของว่างเข้าไปมากมาย ดูแล้วคืนนี้คงเป็นค่ำคืนที่ยาวนานของทั้งสองอีกครา
...ความหลงใหลในตัวพระชายาของรัชทายาทนั้นสูงลิบจนผู้อื่นได้แต่อิจฉา
ทว่าความจริงนั้นไซร้เป็นสิ่งที่คนภายนอกมิอาจรู้ได้...
หยางเฟิ่งปิงตามเสด็จไปทุกที่ที่องค์รัชทายาทไปยกเว้นท้องพระโรง กระนั้นนางก็ยังได้เข้าไปประชุมเป็นการส่วนตัวกับองค์ฮ่องเต้ในภายหลังอยู่ดี
ช่วงเวลาที่เขาและนางอยู่ในห้องหับสองต่อสอง สิ่งที่เกิดขึ้นหาใช่อารมณ์วาบหวามรัญจวน หากแต่เป็นการสนทนาที่คร่ำเคร่งจนใบหน้าของเขาและนางบิดเบี้ยวอยู่เกือบตลอด
“มิคิดว่าท่านแสดงออกว่ารักใคร่ข้ามากไปหน่อยหรือ ผู้อื่นถึงกลับกล่าวว่าข้าเป็นนางจิ้งจอกเชียวนะ”
“ข่าวลือก็พูดไปเรื่อย เจ้าก็รู้ว่าเราจำต้องให้ผู้อื่นเชื่อว่าความสัมพันธ์ของพวกเรานั้นเป็นไปได้ด้วยดี มีโอกาสจะมีโอรสหรือธิดาในเร็ววัน มิเช่นนั้นพวกตาเฒ่าจะยัดเยียดภรรยาให้ข้าเพิ่ม และการแต่งงานมันจะเปลืองงบในคลังหลวงโดยใช่เหตุ”
“นั่นข้าก็ทราบ แต่...”
“ไม่มีแต่ ครอบครัวของเจ้าก็ ‘สั่ง’ ให้ข้าดูแลเจ้าให้ดีที่สุด กระทำแค่นี้ไม่นับเป็นสิ่งใด”
เฟยหรงซิ่นจะไม่ขอบอกว่าตัวเองนั้นมิได้ปฏิบัติต่อนางด้วยดีแค่เพราะเป็นการละคร หากแต่เขายังคงแอบหวังอยู่ลึก ๆ ว่าหากเขาเอาใจนางให้มากเข้าไว้ นางอาจจะเผลอใจให้เขาสักเล็กน้อย และเปิดโอกาสให้เขามีความสัมพันธ์เฉกเช่นสามีภรรยากันจริง ๆ ในสักวัน
เฟิ่งปิงเดาใจเขาได้ในบางส่วน หากแต่เมื่อเขาไม่ได้ล้ำเส้น ทั้งการแสดงนั้นก็สมบูรณ์แบบ นางจึงมิอาจบอกให้เขาแก้ไขการแสดงออก และมิอาจบอกให้เขาตัดใจ เพราะเขามิได้พูดมันออกมาตามตรง การกระทำทุกอย่างของเขายังอยู่ในเกณฑ์ที่ไม่มีอะไรผิด
ใบหน้างดงามถอนหายใจ ปัดตกเรื่องความรู้สึกของเขาไปง่าย ๆ เพราะอย่างไรซะ เฟิ่งปิงก็มีเรื่องสำคัญกว่าให้ต้องสนใจ
“เอาล่ะ มาต่อจากที่ค้างไว้เมื่อวานกันเถอะ”
“เข้าใจแล้ว การแปรรูปสินะ”
“ใช่ เช่นนั้นข้าจะพูดล่ะนะ ฟังให้เข้าใจเล่า”
เนื่องเพราะนางเป็นนักธุรกิจหาใช่นักรบ แผนการต่าง ๆ ที่ออกจากปากของนางจึงเป็นแผนพัฒนาเศรษฐกิจภายหลังเกิดสงคราม ที่พอช่วยแก้ไขให้เขาได้ ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับการค้าเสียเป็นส่วนใหญ่ เรื่องของสุขอนามัยเป็นบางอย่าง รวมถึงสิ่งบันเทิงบางประเภทที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้
ซึ่งพอนำไปนำเสนออย่างลับ ๆ นางก็ได้รับเสียงหยอกล้อมาจากโอรสสวรรค์ว่านางช่างมั่นใจในทหารกล้าแห่งแคว้นฉินยิ่งนัก
...แน่นอน นางต้องมั่นใจในตัวบิดาและพี่ชายที่ฝึกทหารกล้าของแคว้นฉินอยู่แล้ว
เพราะการที่นางยินยอมแต่งงาน แสดงตนว่าเป็นภรรยาที่รักยิ่งของบุรุษผู้หนึ่ง ก็เพื่อที่จะปกป้องแว่นแคว้นจากการโดนรุกราน เพราะนางจะไม่ยอมให้แคว้นฉินต้องล่มสลายอย่างไรล่ะ
------
จีบเมียไม่ใช่เรื่องง่ายนะจ๋าจ๊ะ ถถถถ