จารึกที่ 337 : สัจธรรมผกผันกลืนเนตร : สมอแห่งเต๋ารื้อถอนวิธานคุกสวรรค์
กระแสธารแห่งปราณปฐมกาลอันบริสุทธิ์ที่พวยพุ่งสวนทิศทางขึ้นสู่เบื้องบนประดุจเสามังกรเงินยวง เริ่มค่อยๆ ทอดแสงผ่อนคลายลงช้าๆ หลงเหลือเพียงละอองพลังงานลึกล้ำที่โชยพัดผ่านชั้นบรรยากาศใต้ดินอันเยือกเย็น ทว่าความสงบเงียบภายในขอบเขตดินแดนใต้หล้าแห่งนี้ดำรงอยู่ได้เพียงชั่วอึดใจเดียวเท่านั้น โครงสร้างศิลาหินงอกหินย้อยสีดำทมิฬรอบทิศทางพลันเริ่มส่งเสียงสั่นสะเทือนครางต่ำรุนแรงยิ่งกว่าคราก่อน คล้ายกับมหาพยัคฆ์ใต้พิภพที่กำลังจะตื่นจากการหลับใหลเพราะถูกรบกวนอาณาเขตสะกดข่มที่ฝังรากมานานนับ 1000 ปี
บนดาดฟ้าเรือของมหานาวาปราณสูญตาที่เต็มไปด้วยร่องรอยของการศึก อาเจียนั่งขัดสมาธิอย่างสงบนิ่ง ลมหายใจเข้าออกของเขาเชื่องช้าทว่าหนักแน่น เส้นชีพจรเซียนแท้ทั่วร่างที่ปริแตกจากการฝืนใช้ร่างกายเป็นสื่อกลางรองรับพลังของค่ายกลสะท้อนกลับในตอนก่อน กำลังได้รับการหล่อเลี้ยงชำระล้างอย่างต่อเนื่อง ทารกวิญญาณสูญตาในจุดตันเถียนของเขาบัดนี้ส่องประกายสีเงินยวงเจือกระแสทองคำเร้นลับ มันกำลังทำหน้าที่คล้ายกับแกนกลางที่คอยจัดระเบียบและหมุนเวียนสมการปฐมกาลนับล้านตัวอักษรที่จัดเก็บไว้ในห้วงมหาภาวะซวีอย่างมีระบบ
"กระแสพลังงานจากค่ายกลด่านที่ 4 เริ่มแปรสภาพแล้วขอรับ ท่านอาจารย์" อาเจียลืมตาขึ้นช้าๆ ดวงตาแห่งความว่างเปล่าของเขาลึกล้ำประดุจห้วงอวกาศอันไร้ขอบเขต เขายกมือซ้ายขึ้นปาดคราบเลือดสีข้นที่มุมปาก ท่วงท่ายังคงสุขุมและเยือกเย็นไม่เปลี่ยนแปลง
มู่เฉิน ก้าวเดินเข้ามาหยุดอยู่เคียงข้างศิษย์รักอย่างมั่นคง ร่างเนื้ออักขระบรรพกาลอันสมบูรณ์แบบของท่านแผ่ซ่านกลิ่นอายปราณเซียนแท้ที่หนาหนักออกไปรอบด้านเพื่อช่วยรองรับแรงกดดันจากภายนอก ฝ่ามืออันอบอุ่นของท่านวางลงบนบ่าของอาเจียเบาๆ ถ่ายทอดกระแสพลังบริสุทธิ์เข้าช่วยประคับประคองเส้นชีพจร แววตาของปรมาจารย์ผู้เฒ่าที่ผ่านโลกมาเนิ่นนานเต็มไปด้วยความห่วงใยระคนภาคภูมิใจ
"อาเจีย... เจ้าอย่าได้ประมาทเป็นอันขาด ด่านที่ 5 เบื้องหน้านี้คือ 'กลวิธานล็อกสัจธรรมสวรรค์' ซึ่งเป็นแกนกลางชั้นในสุดของคุกใต้ดินแห่งนี้" มู่เฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและแฝงความเคร่งเครียด สายตาจับจ้องไปยังความมืดมิดเบื้องหน้าที่เริ่มปรากฏแสงสีทองคำม่วงริบหรี่ "ศัสตราประกอบศิลาที่วิหารเทพอนันตกาล 无尽神殿 (อู๋จิ้นเสินเตี้ยน) ฝังเอาไว้ตรงนั้น แฝงไว้ด้วยเจตจำนงดั้งเดิมของ ราชันย์เซียน 仙王 (เซียนหวัง) ผู้ควบคุมกฎเกณฑ์เบื้องบน มันมิใช่ค่ายกลกลไกฟ้าธรรมดาที่ทำงานตามเงื่อนไขตายตัว ทว่ามันมีความนึกคิดและสัญชาตญาณในการทำลายล้างสรรพสิ่งที่มีกลิ่นอายของสำนักหมื่นอักขระ"
วูบ!
ฉับพลัน ละอองแสงสีเงินละมุนตาพวยพุ่งออกจากปลายพู่กันนิรันดร์ 永恒笔 (หย่งเหิงปี่) ก่อนจะควบแน่นกลายเป็นร่างเล็กจ้อยขององค์หญิงน้อย จิตวิญญาณแห่งพู่กันระดับตำนาน ปรากฏกายขึ้นนั่งไขว่ห้างลอยตัวอยู่กลางอากาศ ใบหน้าอันงดงามสลักเสลาของนางบึ้งตึง ดวงตากลมโตฉายประกายความจริงจังระคนตื่นตัว ปลายนิ้วเล็กๆ ชี้ตรงไปยังใจกลางของพลังงานสีทองคำม่วงที่กำลังบิดเบี้ยวเบื้องหน้า
"เจ้าเจ้านายดื้อรั้น! คราวนี้โครงสร้างอักขระสวรรค์เบื้องหน้ามันซับซ้อนขึ้นจนข้ายังเสียวสันหลังเลยนะ!" องค์หญิงน้อยแผดเสียงใสแจ๋วเตือนสติ "เศษเสี้ยวเจตจำนงของราชันย์เซียนที่ซ่อนอยู่ภายในศิลาล็อกสัจธรรมกำลังเริ่มแปรผันสมการควบคุม ครานี้มันไม่เพียงแค่ดูดกลืนปราณแผ่นดิน ทว่ามันกำลังรีดเค้นแก่นวิญญาณตกค้างของบรรพชนนับพันร่างที่เหลืออยู่ให้กลายเป็นเชื้อเพลิงเพื่อแผดเผาทำลายล้างทุกสิ่ง! หากเจ้าฝืนใช้ความว่างเปล่าพุ่งเข้าไปรื้อถอนดื้อๆ รอยต่อของพลังงานจะตีกลับมาฉีกวิญญาณเจ้าจนแหลกเป็นผุยผงแน่!"
คำเตือนขององค์หญิงน้อยส่งผลให้ฉินมู่หลาง เฟิงอี้หราน หลินชิงเสวี่ย และเย่ปิงอวิ๋น ที่รั้งอยู่บนเรือรีบขยับกายเข้ามาล้อมรอบอาเจีย ทุกคนต่างกำศัสตราวุธในมือแน่น เตรียมพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับวิกฤตครั้งใหม่
"สวรรค์เบื้องบนกระทำการรัดกุมและไร้ช่องโหว่นัก" ฉินมู่หลางเอ่ยพลางกางม่านเจตจำนงกระบี่นิรันดร์ที่เพิ่งได้รับการเบิกเนตรปกคลุมตัวเรือ "พวกมันใช้ดวงวิญญาณของคนตายมาเป็นตัวประกันและเป็นแหล่งพลังงาน บีบบังคับให้ลูกหลานอย่างพวกเราต้องเลือกระหว่างการปล่อยให้บรรพชนถูกทรมานต่อไป หรือการลงมือแล้วต้องพินาศไปพร้อมกัน ช่างเป็นกลวิธานที่โหดเหี้ยมและต่ำช้ายิ่งนัก"
อาเจียค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นยืนช้าๆ ร่างกายของเขายังคงสั่นเทาจากความบอบช้ำ ทว่าแผ่นหลังกลับหยดตรงประดุจทวนท้าทายฟ้าดิน สายตาของเขาทอดมองลึกลงไปในหุบเหว เผชิญหน้ากับดวงวิญญาณของผู้อาวุโสโบราณนับพันร่างที่ถูกโซ่ตรวนสวรรค์แทงทะลุจุดตันเถียน กรีดร้องไร้เสียงท่ามกลางเพลิงสัจธรรมสีทองคำม่วง เด็กหนุ่มพลันตีหน้าเศร้า แววตาแฝงความรันทดใจและโศกเศร้าอย่างถึงที่สุด น้ำเสียงของเขาเอื้อนเอ่ยออกมาอย่างแหบพร่าทว่าก้องกังวานเสียดแทงทะลุผ่านเสียงคร่ำครวญของค่ายกล
"ช่วงเวลาที่ความอยุติธรรมถูกยกย่องเป็นลิขิตฟ้า... สรรพชีวิตในโลกเซียนต่างต้องก้มหัวยอมรับคำลวงประหนึ่งสัจธรรมอันเที่ยงแท้" อาเจียส่ายหน้าช้าๆ ทอดถอนใจยาวด้วยความอนาถใจ "วิหารเทพอนันตกาลอ้างตนเป็นผู้ปกป้องสมดุลแห่งวัฏสงสาร ทว่าแท้จริงแล้ว พวกท่านกลับสร้างคุกมืดล่ามโซ่ทรมานวิญญาณบรรพชนไว้ใต้รากฐานแผ่นดินเกิดของพวกเรา ขูดรีดพลังงานของคนตายเพื่อบำเรอบัลลังก์ทองคำอันจองหองของพวกท่าน... การสร้างความชอบธรรมบนกองซากศพและความทุกข์ทรมานชั่วนิรันดร์ของผู้ไร้ทางสู้ ช่างเป็นความสมบูรณ์แบบที่น่าเวทนาและหน้าไม่อายยิ่งนัก!"
ถ้อยคำอันเปี่ยมด้วยอุดมการณ์และความชอบธรรมของอาเจีย มิใช่เพียงการประณามเพื่อระบายโทสะ ทว่าจิตสัมผัสอันแหลมคมของเขาแผ่ซ่านผสานไปกับน้ำเสียง ถ่ายทอดความเมตตาและเจตจำนงที่จะปลดปล่อยเข้าไปในห้วงรับรู้ของดวงวิญญาณบรรพชนดั้งเดิม
เมื่อคนตายได้รับรู้ว่ามีลูกหลานผู้สืบทอดที่ยอมเสี่ยงชีวิตลงมาเพื่อทวงคืนความยึดมั่นในหลักการ มิใช่มาเพื่อแย่งชิงสมบัติ กระแสความเคียดแค้นคลุ้มคลั่งในวิญญาณของพวกเขาก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นความหวังอันเที่ยงตรง คลื่นความถี่ของพลังงานที่ค่ายกลใช้บีบคั้นจึงเกิดสภาวะขัดแย้ง ตัวแปรในกลวิธานควบคุมของราชันย์เซียนสั่นไหวสะดุดลงชั่วเสี้ยวลมหายใจ!
"ข้าได้ช่องว่างของสมการแล้ว! องค์หญิงน้อย ดึงสมการปฐมกาลชั้นที่ 5 ออกมา!" อาเจียสั่งการผ่านกระแสจิตอย่างเฉียบขาด แววตาแปรเปลี่ยนเป็นความสุขุมและเจ้าเล่ห์ลึกล้ำ
"รับบัญชา! ข้าจะช่วยเจ้าประคองผืนกระดาษวิญญาณเอง!" องค์หญิงน้อยตอบรับเสียงหนักแน่น ร่างเล็กสลายกลับเข้าไปในพู่กันนิรันดร์ ปลดปล่อยรัศมีสีเทาเงินของมหาเวทสูญตา 大空法 (ต้า-คง-ฝ่า) ออกมาโอบอุ้มปลายขนพู่กันจนคมกริบก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม
อาเจียไม่ได้พุ่งตัวออกไปใช้กำลังเข้าหักหาญ ทว่าเขาชูพู่กันนิรันดร์ขึ้นสู่ฟ้า ดึงเอาปราณปฐมกาลบริสุทธิ์ที่สั่งสมมาจากกระดานหมากรุกผสานเข้ากับโลหิตแท้ในร่าง เขาเริ่มจรดปลายพู่กันวาดลวดลายสลักอักขระกลางอากาศธาตุที่กำลังบิดเบี้ยว กระบวนการครั้งนี้มิใช่การสร้างจารึกทำลายล้าง ทว่าเขาทำหน้าที่เป็น "ผู้ตีความอักขระ" รื้อถอนรหัสลับของศัตรูเพื่อเขียนข้อกำหนดใหม่ทับลงไป!
"เจตจำนงของราชันย์เซียน อิงอาศัยหลักการ 'สะกดตัดขาด' เพื่อควบคุม..." อาเจียวิเคราะห์โครงสร้างอย่างเยือกเย็น นิ้วมือตวัดพู่กันเป็นลวดลายสลับซับซ้อนนับพันเส้นสาย "พวกมันบีบคั้นให้พลังงานไหลเวียนเป็นเส้นตรงเพื่อมุ่งทำลายล้าง เช่นนั้น ข้าจะขอมอบ 'วัฏจักรไร้สิ้นสุด' ให้แก่สมการของท่าน!"
เด็กหนุ่มตวัดพู่กันจารึกสัญลักษณ์วงกลมมหาภาวะซวี ( ⦾ ) ขนาดกว้างใหญ่ไพศาลครอบทับเสาค่ายกลหลัก จากนั้นจรดอักขระหลิง 零 (หลิง) ลงตรงกึ่งกลางรอยต่อของค่ายกลบังคับสวรรค์ เขาผสานกฎเกณฑ์ธาตุพฤกษาก่อเกิดและธาตุวารีลื่นไหลแทรกซึมเข้าไปในร่องรอยที่สะดุดเมื่อครู่
ครืนนนน!
ทันทีที่สัจธรรมบทใหม่ของอาเจียสัมผัสกับแกนกลาง ศัสตราประกอบศิลาล็อกสัจธรรมของศัตรูพลันสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ประกายสายฟ้าสีทองคำม่วงปะทุสวนกลับมาตามลำแสงหมึก พลังบีบอัดระดับข้ามมหาขอบเขตกระแทกเข้าที่หน้าอกของอาเจียอย่างจัง กระดูกซี่โครงลั่นเปรี๊ยะ เลือดสดพุ่งกระฉอกออกจากปาก ร่างกายของเขาทรุดฮวบลงคุกเข่าข้างหนึ่งกับพื้นกระดานเรือหยกดำ ทารกวิญญาณสูญตาในจุดตันเถียนแตกร้าวเสียหาย พลังปราณปั่นป่วนจนแทบจะระเบิดร่างจากภายใน
"อาเจีย!" สหายทุกคนร้องเตือนด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด
"อย่าเพิ่งเข้ามาขอรับ!" อาเจียยกมือห้าม แววตาของเขาไม่ได้ท้อแท้ ทว่ากลับลุกโชนด้วยประกายแห่งการตระหนักรู้ "ล้มเหลว... ข้าเข้าใจข้อบกพร่องแล้ว ค่ายกลของสวรรค์มิได้ขับเคลื่อนด้วยธาตุธรรมชาติธรรมดา ทว่ามันแฝงไว้ด้วย 'เจตจำนงควบคุม' ของราชันย์เซียน ข้าพยายามจะเปลี่ยนธาตุ ทว่าเจตจำนงนั่นกลับปฏิเสธความลื่นไหล!"
"เช่นนั้นจะทำอย่างไร? มันกำลังจะระเบิดแล้วนะ!" องค์หญิงน้อยร้องเตือน แสงสีเงินบนด้ามพู่กันเริ่มกะพริบวิปริตจากการแบกรับพลังสะท้อนกลับ
"ในเมื่อเจตจำนงของมันคือการควบคุม... ข้าก็จะไม่ควบคุม ทว่าข้าจะมอบ 'อิสรภาพ' ให้แก่สรรพสิ่ง!"
อาเจียหยัดกายขึ้นยืนตรง แผ่นหลังตั้งตรงประดุจทวนท้าทายฟ้าดิน เขาไม่ได้ตื่นตระหนกต่อความล้มเหลว เพราะทุกความผิดพลาดคือบันไดสู่ความเที่ยงแท้ เขารวบรวมปราณเซียนแท้เฮือกใหญ่ ผสานเข้ากับเจตจำนงของบรรพชนดวงวิญญาณอักษรที่เพิ่งปลดปล่อยมาในตอนก่อน ซึ่งกำลังลอยล้อมรอบตัวเขาประดุจเกราะคุ้มกัน
เขากรีดเลือดเพิ่มลงบนพู่กัน คราวนี้เขาตวัดวาดอักขระหลิง 零 (หลิง) ตัวแทนแห่งต้นกำเนิดอันไร้รูป ซ้อนทับลงบนสมอแห่งเต๋าที่สลักอยู่ในกระดูกของเขาเอง แผ่ขยายรัศมีออกไปโอบอุ้มดวงวิญญาณบรรพชนที่กำลังถูกแผดเผา
"บรรพชนทุกท่าน... จงมอบเจตจำนงดั้งเดิมของพวกท่านให้แก่พู่กันของข้า! สวรรค์ปิดปากพวกท่าน ทว่าข้าจะมอบเสียงสะท้อนให้พวกท่านประกาศสัจธรรม!"
ดวงวิญญาณอักษรบรรพกาลนับร้อยดวงส่งเสียงกังวานประสานสอด พากันพุ่งทะยานเข้าหลอมรวมกับน้ำหมึกโลหิตปฐมกาลบนพู่กันนิรันดร์ ปลายพู่กันแปรเปลี่ยนเป็นสีทองเงินอันวิจิตรและศักดิ์สิทธิ์อย่างถึงที่สุด อาเจียสะบัดข้อมือตวัดจารึกมหาอักขระชุดใหม่ลงบนโซ่ตรวนสวรรค์อีกครา!
"มหาจารึกสูญตา... คลายลิขิตฟ้า ปลดแอกวิญญาณบรรพชน!"
วูบ...
ครั้งนี้ คลื่นพลังงานที่แผ่ออกไปมิใช่การโจมตี ทว่ามันคือ 'การละลายพื้นที่ดำรงอยู่' ของค่ายกลสวรรค์! อักขระหลิงที่ผสานเจตจำนงบรรพชนและสมอแห่งเต๋า ทำหน้าที่ลบเลือน 'สิทธิ์ในการควบคุม' ของวิหารเทพอนันตกาลออกไปจากโซ่ตรวนเหล่านั้น เมื่อไร้ซึ่งสิทธิ์ควบคุม โซ่ตรวนสีทองคำม่วงที่แข็งแกร่งก็กลายเป็นเพียงสสารไร้ค่าในพริบตา!
เปรี้ยงงงงงง!
เสียงระเบิดกึกก้องกัมปนาทเลื่อนลั่นไปทั่วชั้นใต้ดิน! โซ่ตรวนอักขระสวรรค์นับพันเส้นที่ล่ามพันเสาหลักต้นที่ 5 พลันหักสะบั้นและพังทลายลงมาประดุจภูเขาถล่ม ค่ายกลเทวะผลาญวิญญาณถูกรื้อถอนโครงสร้างจนหมดสิ้นความขลัง ดวงวิญญาณบรรพชนนับพันร่างได้รับการปลดปล่อย ร่างเนื้อที่แห้งเหี่ยวกลายเป็นละอองธุลี ทว่าดวงวิญญาณตกค้างกลับแปรสภาพเป็น **"ดวงวิญญาณอักษรปฐมกาล"** สีทองคำเจิดจ้านับพันดวง ลอยล่องขึ้นเต็มเพดานศิลา ประดุจหมู่ดารานับหมื่นดวงที่ส่องประกายขับไล่ความมืดมิด
"ขอบใจเจ้า... ผู้กำหนดมรรคาบทใหม่..." เสียงกระซิบประสานของบรรพชนแผ่วเบาแฝงความหลุดพ้น
เจตจำนงจำลองของราชันย์เซียนผู้คุมกฎแผดเสียงร้องโหยหวนด้วยความอัปยศ ร่างหมอกควันขนาดยักษ์พังทลายและแตกร้าว ก่อนจะถูกดวงวิญญาณอักษรบรรพชนนับพันพุ่งเข้าบดขยี้จนสลายกลายเป็นละอองปราณดิบอันตรธานหายไปโดยสิ้นเชิง!
ครืนนนนน!
เมื่อค่ายกลด่านที่ 5 แตกสลายอย่างสมบูรณ์ พลังปราณปฐมกาลมหาศาลสุดคณานับที่ถูกสะกดกักขังมานานกว่า 1000 ปี พลันปะทุทะลักสวนกลับขึ้นไปตามเส้นเลือดใหญ่ของแผ่นดิน มุ่งตรงสู่สำนักหมื่นอักขระบนผืนดินเบื้องบนในทันที กระแสมวลพลังงานสีเงินยวงเข้มข้นกว่าคราก่อนๆ นับร้อยเท่า พุ่งทะลวงผ่านชั้นดินสั่นสะเทือนฟ้าดินจนเกิดเสียงระฆังเต๋ดังกังวานก้องไปทั่วสิบทิศ
ณ สำนักหมื่นอักขระบนผืนดินเบื้องบน ช่วงเวลาที่ราตรีคืบคลานเข้าปกคลุมขุนเขา ท้องฟ้าพลันสว่างไสวประดุจกลางวันด้วยรัศมีมงคลสีรุ้ง มวลปราณธรรมชาติในอากาศธาตุควบแน่นจนกลายเป็นหยาดพิรุณเต๋าโปรยปรายลงมาชโลมตำหนักน้อยใหญ่ บรรดาศิษย์และผู้อาวุโสทุกคนที่กำลังนั่งบำเพ็ญอยู่ต่างเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง เมื่อพบว่ารากฐานการฝึกตนของพวกเขายกระดับขึ้นอย่างก้าวกระโดด คอขวดพลังที่เคยติดขัดทลายสิ้นในพริบตา เสียงโห่ร้องสรรเสริญความยิ่งใหญ่ของสำนักดังก้องกลบขุนเขา โดยที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้เลยว่า ปาฏิหาริย์นี้กำเนิดมาจากปลายนิ้วที่เปื้อนเลือดของเด็กหนุ่มผู้หนึ่งที่กำลังทำศึกอยู่ในส่วนลึกใต้ฝ่าเท้าของพวกเขา!
ภายในหุบเหวใต้ดิน อาเจียทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิกับพื้นเรือหยกดำ เลือดไหลออกทางทวารทั้ง 7 ทว่าดวงตาของเขากลับสาดประกายเจิดจ้าลึกล้ำประดุจเอกภพ ละอองอักขระสวรรค์นับล้านตัวที่หลุดพ้นจากผนึก ถูกสมอแห่งเต๋าในร่างดึงดูดเข้ามาบีบอัดจัดเรียงเข้าสู่ส่วนลึกของจิตวิญญาณอย่างสมบูรณ์แบบ
รากฐานการบำเพ็ญของเขาถูกขยายขนาดขึ้นจนกว้างใหญ่ไพศาลประดุจมหาสมุทร พลังปราณเซียนแท้เอ่อล้นหนาแน่นจนแทบจะควบแน่นเป็นหยดน้ำแห่งสัจธรรม บ่งบอกถึงความพร้อมขั้นสูงสุดสำหรับการทะลวงผ่านขอบเขตวิญญาณแรกเริ่ม สู่ขอบเขตเซียนมนุษย์ในอนาคตอันใกล้
มู่เฉินรีบก้าวเข้ามาประคองร่างศิษย์รัก แววตาของปรมาจารย์ผู้เฒ่าเต็มไปด้วยความศรัทธาและตื้นตันใจอย่างที่สุด "เจ้าทำได้... เจ้าก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้กำหนดกฎแห่งอักขระอย่างแท้จริงแล้ว อาเจีย บรรพชนได้รับการปลดปล่อย และสำนักเบื้องบนก็รุ่งเรืองถึงขีดสุด"
องค์หญิงน้อยลอยตัวออกมาจากพู่กันนิรันดร์ นางเอื้อมมือเล็กๆ ที่สั่นเทาไปแตะหน้าผากของเขาเบาๆ เพื่อช่วยจัดระเบียบพลังงานวิญญาณ แววตาขี้เล่นหายไปหลงเหลือเพียงความเชื่อฟังและภาคภูมิใจ "เจ้ามนุษย์ดื้อรั้น... สมการครานี้ของเจ้าช่างไร้ที่ติยิ่งนัก ข้า... ข้าเต็มใจจะแบกรับมรรคานี้ไปพร้อมกับเจ้า"
อาเจียแย้มยิ้มบางเบาอย่างสง่างาม แม้ใบหน้าจะซีดเซียว ทว่ากลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากร่างกลับหนักอึ้งและน่าเกรงขามขึ้นตามลำดับ เขากระชับพู่กันนิรันดร์ในมือแน่น ทอดสายตาจับจ้องไปยังส่วนลึกที่มืดมิดยิ่งกว่าเดิมของหุบเหวใต้ดิน ที่ซึ่งโซ่ตรวนชุดต่อไปกำลังส่งเสียงสั่นสะเทือน คล้ายกับว่าตัวตนที่น่ากลัวและลึกลับกว่าเดิมของศาลสวรรค์ กำลังรอคอยการพิสูจน์ปัญญาของเขาอยู่เบื้องหน้า!
กงล้อแห่งลิขิตฟ้าใต้ดินถูกรื้อถอนไปอีกขั้น และก้าวต่อไปของผู้กำหนดกฎแห่งอักขระ พร้อมด้วยอาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่และจิตวิญญาณระดับตำนาน กำลังจะสั่นสะเทือนไปถึงบัลลังก์ของเทพบรรพกาลบนสรวงสวรรค์สัมบูรณ์!