ตอนที่ 32 – หอมกลิ่นข้าวใหม่ ใต้เงาไผ่ (ช่วงอายุ: 12 ปี, ช่วงเวลา: ปลายฤดูร้อน)
หลังจากเหตุการณ์ในหุบเขาหมอก หลี่เหวินกลับมายังหมู่บ้านอวิ๋นซานในยามเช้าโดยไร้ร่องรอยการต่อสู้ เขาเลือกเก็บงำทุกอย่างไว้ก่อน พร้อมทำสีหน้าเรียบเฉย ทว่าภายในจิตใจกลับพลุ่งพล่านไม่หยุด
กระนั้น เมื่อเดินผ่านลานหมู่บ้าน กลิ่นข้าวหอมและเสียงหัวเราะจากเด็ก ๆ ก็พัดความกังวลออกจากใจชั่วขณะหนึ่ง
“พี่เหวิน! มาฝึกท่าหมัดหมุนฟักทองกับข้าหน่อยสิ!”
เสียงเจียวเกอ เด็กชายจอมซนดังขึ้น พร้อมวิ่งมาเกาะแขนหลี่เหวินแน่น
“เจ้าจะหมุนหมัดหรือจะหมุนตัวกันแน่?” หลี่เหวินแกล้งถามก่อนจะหยิบก้านไผ่มาใช้เป็นดาบฝึกโบกพัดไปมาอย่างคุณชายผู้เกียจคร้าน
...
ช่วงสายของวันนั้น ทุกคนในหมู่บ้านต่างร่วมกันเตรียมงาน ‘เทศกาลข้าวใหม่’ ซึ่งจัดขึ้นทุกปลายฤดูร้อน เด็ก ๆ วิ่งเก็บฟักทอง ต้นไผ่ถูกนำมาตั้งเป็นซุ้มเต้นรำ ส่วนคนเฒ่าคนแก่ก็นั่งเรียงกันถักเชือกและปั้นข้าวเหนียวด้วยท่วงท่าชำนาญ
“เหวินเอ๋อร์! เจ้ามานี่ช่วยข้าหน่อย” เสียงบิดาของเขาดังขึ้นจากโรงครัวกลาง
หลี่เหวินเดินเข้าไปเห็นพ่อกำลังยืนงุนงงกับเนื้อสัตว์ป่ากองใหญ่ที่ดูเหมือนจะมากเกินไปสำหรับคนทั้งหมู่บ้าน
“พ่อ นี่ท่านจะเลี้ยงงานหมั้นหรือเลี้ยงเทพ?” เขาพูดยิ้ม ๆ
“พ่อไม่คุ้นกับการหั่นหมูมากนัก สมัยก่อนล่ากวางยังง่ายกว่าอีก” บิดาเขาตอบเสียงเข้มแต่แววตาแฝงด้วยความอบอุ่น
แม่ของหลี่เหวินเดินตามมาทีหลังพร้อมหม้อซุป “ข้ารู้ว่าเจ้ากลับมาเครียด... ถ้าเหนื่อยนักก็พักก่อน ไม่ต้องฝืนเข้มแข็งต่อหน้าพวกเราเสมอหรอก”
คำพูดของมารดาอ่อนโยนจนหัวใจเขาสั่นไหว เขารู้ว่าครอบครัวไม่เคยทอดทิ้ง ไม่ว่าเขาจะต้องเผชิญกับอะไร
...
พอถึงช่วงเย็น ซุ้มฟางถูกประดับด้วยโคมกระดาษ ข้าวใหม่ถูกหุงหอมกรุ่น ควันไฟลอยเอื่อยพร้อมเสียงขลุ่ยไม้ไผ่ที่เด็ก ๆ เป่าแข่งกันไปมาอย่างน่ารัก
ไป๋ซือสวมผ้าฝ้ายสีฟ้าพร้อมพวงดอกหญ้า เธอเดินมาโยนฟักทองใส่พี่ชาย
“วันนี้ห้ามทำหน้าเครียดเด็ดขาด ข้าเตรียมขนมฟักทองไว้ให้เจ้าชิมด้วย!”
“เจ้ารู้หรือไม่... ข้าต้องเสี่ยงชีวิตถึงจะได้ชิมขนมนี่” เขาแกล้งพูดเสียงหล่อ ทำท่าโบกพัดประกอบบทพูดจนเด็กทั้งหมู่บ้านหัวเราะกันลั่น
มื้อค่ำจบลงพร้อมเสียงเพลงพื้นบ้านที่ผู้เฒ่าร้อง เด็ก ๆ เต้นวนรอบกองไฟ หลี่เหวินนั่งข้างครอบครัว มองดูแสงไฟสะท้อนใบหน้าของแม่ พ่อ พี่ชาย และน้องสาว
แม้เส้นทางเบื้องหน้าจะเต็มไปด้วยหมอกและเงา... แต่ช่วงเวลานี้ ชัดเจนและอบอุ่นยิ่งกว่าแสงใด
เขาหลับตาลงเงียบ ๆ สูดลมหายใจลึก แล้วลืมตาขึ้นอีกครั้งด้วยรอยยิ้มบาง ๆ
“ตราบใดที่ยังมีคนเหล่านี้อยู่... ข้าจะไม่ยอมให้สิ่งใดพรากพวกเขาไปได้เด็ดขาด”