ราชันหมื่นอักขระ

จารึกที่ 280 : ฉีกฟ้าแหวกมิติ

จารึกที่ 280 : ฉีกฟ้าแหวกมิติ : มุ่งหน้าสู่ทวีปแห่งปริศนา


ม่านหมอกสีเทาหม่นที่เคยลอยอวลอยู่รอบยอดเขาพู่กันหยก ค่อยๆ ถูกกระแสลมหนาวพัดพาให้มลายหายไป แสงสว่างจากดวงดาราบนฟากฟ้าสาดส่องลงมากระทบม่านพลังสีดำประกายเงินยวงของ 'มหาค่ายกลหมื่นอักขระสูญตา' ก่อเกิดเป็นแสงระยิบระยับประหนึ่งเกล็ดมังกรที่กำลังหลับใหล


บรรยากาศภายในสำนักหมื่นอักขระที่เพิ่งผ่านพ้นการนองเลือด บัดนี้เงียบสงัดและเต็มไปด้วยความขลังอันเก่าแก่ แผ่นหินหยกดำที่ปูลาดทั่วบริเวณสะท้อนแสงจันทร์เยือกเย็น กลิ่นคาวเลือดของศัตรูถูกความว่างเปล่ากลืนกินจนไม่เหลือร่องรอย ทว่าสิ่งที่คงอยู่คือความน่าสะพรึงกลัวที่แฝงตัวอยู่ในรากฐานของยอดเขาแห่งนี้


เบื้องหน้าทางเข้าหลักของหอจารึกขยะ 'ผู้พิทักษ์ศิลา' ขนาดยักษ์ที่หล่อหลอมจากโครงกระดูกอสูรบรรพกาลและโลหะวิญญาณ ยืนตระหง่านท้าทายสวรรค์ 4 กรที่กวัดแกว่งศัสตรากระดูกไขว้ทับกันอย่างสงบนิ่ง ทว่าดวงตาแนวตั้งสีโลหิตที่กึ่งกลางหน้าผาก กลับสาดประกายความหิวกระหายและรังสีสังหารออกมาอย่างไม่ปิดบัง มันคือตัวแทนแห่งความตายที่พร้อมจะฉีกกระชากผู้ใดก็ตามที่บังอาจก้าวล่วงอาณาเขตของจอมละโมบ


ณ ลานกว้างเบื้องหน้าผู้พิทักษ์มัจจุราช กลุ่มมิตรสหายยืนเรียงรายกันอย่างพร้อมเพรียง


ฉินมู่หลางสะพายกระบี่นิรันดร์ไว้กลางหลัง แววตาคมกริบดุจใบมีด เฟิงอี้หรานมีประกายอัคคีบรรพกาลเต้นเร่าอยู่ในดวงตา หลินชิงเสวี่ยและเย่ปิงอวิ๋นสวมชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ที่แผ่กลิ่นอายเหมันต์และพฤกษาลี้ลับ ส่วนเฟิงหลิงเอ๋อร์ยืนกุมมือไว้ที่หน้าอก เนตรดาราของนางสั่นไหวเล็กน้อยเมื่อทอดมองไปยังความมืดมิดของขอบฟ้า


เบื้องหน้าของพวกเขา คือบุรุษหนุ่มในชุดคลุมสีดำที่ขาดวิ่น แผ่นหลังของอาเจียตั้งตรงตระหง่านประหนึ่งเสาหลักที่ค้ำยันฟ้าดิน นัยน์ตาสีเงินยวงของเขาสบเข้ากับดวงตาที่ฝ้าฟางของผู้อาวุโสเทียนหยวน ชายชราผู้เป็นดั่งเสาหลักของสำนัก


"อาเจีย... หนทางเบื้องหน้าของพวกเจ้า เต็มไปด้วยอันตรายที่ก้าวล่วงสามัญสำนึกของโลกผู้แสวงมรรคฝั่งทวีปเมฆาอุดร 北云洲 (เป่ยอวิ๋นโจว) แห่งนี้..."


ผู้อาวุโสเทียนหยวนเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ มือขวาของท่านเอื้อมมาตบไหล่ชายหนุ่มเบาๆ ส่วนแขนซ้ายที่เพิ่งงอกขึ้นมาใหม่จากโอสถโลหิตมารนั้น แผ่กลิ่นอายที่แข็งแกร่งจนมิติอากาศรอบด้านบิดเบี้ยว "ทวีปหุบเขาต้องห้าม 禁谷洲 (จิ้นกู่โจว)... ดินแดนแห่งปริศนาที่ถูกสวรรค์ปฏิเสธ... มีเพียงตำนานที่เล่าขานว่าที่นั่นคือลานประหารของเหล่าเซียนและอสูรบรรพกาล... เจ้าต้องระวังตัวให้จงหนัก อย่าให้อารมณ์วู่วามครอบงำวิถีเต๋าของเจ้า"


อาเจียแค่นเสียงหัวเราะเบาๆ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความกังวล ทว่าแฝงไปด้วยความเจ้าเล่ห์และหวงสมบัติอย่างถึงแก่น "ท่านผู้อาวุโสโปรดวางใจ... ข้ามิใช่พวกคุณธรรมจอมปลอมที่ชอบเอาชีวิตไปทิ้งเพื่อพิทักษ์โลกหล้า... ข้าไปที่นั่นเพื่อตามหาความลับของปู่หลินและผู้เฒ่าไป๋... และที่สำคัญที่สุด ข้าไปเพื่อถอนรากถอนโคนพวกที่บังอาจชักใยอยู่เบื้องหลัง แล้วริบทรัพย์สินของพวกมันมาเป็นทุนรอนของสำนักเรา!"


ชายหนุ่มประสานมือคารวะชายชราอย่างนอบน้อมที่สุด "เมื่อข้าไม่อยู่ มหาค่ายกลและผู้พิทักษ์ศิลาตนนี้ จะเป็นหูเป็นตาแทนข้า หากมีสำนักเร้นลับใดกล้ามาป้วนเปี้ยน ท่านก็จงปล่อยให้ผู้พิทักษ์ตัวนี้จับพวกมันกินเสีย แล้วท่านอย่าลืมเก็บรวบรวมแหวนมิติของพวกมันเข้าคลังสำนักเพื่อทำบัญชีด้วยเล่า!"


ผู้อาวุโสเทียนหยวนพยักหน้าช้าๆ รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจและโล่งอกปรากฏบนใบหน้าเหี่ยวย่น สำนักหมื่นอักขระในยามนี้ มีรากฐานที่แข็งแกร่งและอำมหิตยิ่งกว่ายุคทองในอดีตกาลเสียอีก


อาเจียหมุนตัวกลับหลังหัน เสื้อคลุมสีดำสะบัดพลิ้ว ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองฟากฟ้า ก่อนจะตวาดลั่นด้วยน้ำเสียงที่อัดแน่นไปด้วยปราณแก่นทองคำขั้นสมบูรณ์!


"ไอ้นกกระจอก! นำพาหนะลงมาได้แล้ว!"


"กี๊ซซซซซซซซซซซซ!!!"


สิ้นคำบัญชา เสียงกรีดร้องที่แหลมเล็กทว่าทรงพลังประหนึ่งสว่านที่ทะลวงทำลายกฎเกณฑ์ของฟ้าดิน พลันดังกึกก้องมาจากเบื้องบน! ท้องฟ้าที่เคยมืดมิดถูกฉีกกระชากออกอย่างป่าเถื่อน!


เงาดำทะมึนขนาดมหึมาพุ่งแหวกอากาศธาตุลงมาประหนึ่งดาวตกสีดำ! มันคือ 'วิหคอสูร 9 เศียรปีกทมิฬ 九头黑翼魔鸟 (จิ่วโถวเฮยอี้หมัวเหนี่ยว)' สัตว์อสูรที่อาเจียเพิ่งไปสยบและทำพันธสัญญาขูดรีดมาจากแดนมรณะ!


เรือนร่างของมันใหญ่โตบดบังแสงจันทร์จนหมดสิ้น ปีกทั้ง 4 คู่ที่ปกคลุมด้วยขนนกแข็งแกร่งยิ่งกว่าโลหะวิญญาณ กระพือลมพายุที่บิดเบือนกฎเกณฑ์มิติ หัวทั้ง 9 ของมันชูชัน ดวงตาสีโลหิต 18 ดวงสาดประกายดุร้าย ทว่าทันทีที่สายตาของมันสบเข้ากับนัยน์ตาสีเงินยวงของอาเจีย ความดุร้ายนั้นก็ถูกกดข่มให้กลายเป็นความหวาดผวาและศิโรราบในทันที


เบื้องหลังของวิหคอสูร มีโซ่อักขระสีเงินอมแดงที่หนาประหนึ่งลำต้นของต้นไม้ 1000 ปี ล่ามติดอยู่กับแอกที่คอของมัน โซ่เหล่านั้นลากจูง 'มหานาวาแห่งสูญตา' ป้อมปราการโลหะสีดำทมิฬที่มีหัวเรือเป็นกะโหลกอสูร ให้ลอยต่ำลงมาหยุดอยู่เบื้องหน้าเหล่าสหาย!


เตาหลอมวิญญาณภายในเรือเหาะรบแผดเผาศิลาปราณ เปลวเพลิงสีทองแดงพุ่งทะลักออกมาตามรอยต่อของกระดอง กลิ่นอายความตายและความมั่งคั่งแผ่ซ่านสะกดข่มสรรพสิ่ง!


"ขึ้นเรือ! เราจะออกเดินทางกันแล้ว!"


อาเจียตวาดสั่ง ชายหนุ่มพุ่งทะยานร่างขึ้นไปยืนตระหง่านอยู่บนแท่นบัญชาการสูงสุดของมหานาวา มิตรสหายทั้ง 5 ไม่รอช้า พวกเขาพุ่งทะยานตามขึ้นไปประจำตำแหน่งของตน เจ้าสัวและเจ้าถุงเงินรีบวิ่งไปสถิตอยู่ที่ห้องสมบัติของเรือเหาะเพื่อคอยตรวจนับเสบียงและศิลาปราณ


อาเจียก้มมองผู้อาวุโสเทียนหยวนเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะดึงสายบังเหียนที่สร้างจากอักขระสูญตาอย่างแรง!


"ทำลายแรงดึงดูดของปฐพี! ฉีกกระชากสวรรค์จอมปลอม! มุ่งหน้าสู่ทวีปหุบเขาต้องห้าม 禁谷洲 (จิ้นกู่โจว)!"


"ก๊าซซซซซซซซซซซซ!!!"


วิหคอสูร 9 เศียรปีกทมิฬแผดเสียงคำรามลั่น รับบัญชาจากนายเหนือหัว! ปีกทั้ง 4 คู่ของมันกระพืออย่างบ้าคลั่ง กฎเกณฑ์รอบยอดเขาพู่กันหยกสั่นสะเทือนเกือบพังทลายลง! หินศิลาและเศษฝุ่นผงลอยคว้างขึ้นสู่อากาศธาตุ!


มหานาวาแห่งสูญตาสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น เตาหลอมวิญญาณระเบิดพลังขับเคลื่อนสูงสุด ป้อมปราการสีดำทมิฬพุ่งทะยานแหวกอากาศธาตุขึ้นสู่ฟากฟ้าด้วยความเร็วที่เนตรมนุษย์ไม่อาจจับจ้อง! ทิ้งไว้เพียงคลื่นกระแทกที่สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งสำนักหมื่นอักขระ!


ผู้พิทักษ์ศิลาที่ยืนอยู่เบื้องล่าง เงยหน้าขึ้นมองเรือเหาะที่กำลังพุ่งทะยานทะลุชั้นเมฆ ดวงตาแนวตั้งสีโลหิตของมันสว่างวาบ ก่อนจะแผดเสียงคำรามต่ำๆ ออกมาจากโพรงอก เป็นการน้อมส่งนายเหนือหัวของมันเข้าสู่สมรภูมิแห่งการฆ่าฟัน!


...


ยิ่งมหานาวาแห่งสูญตาพุ่งทะยานสูงขึ้นไปมากเท่าใด กฎเกณฑ์ของฟ้าดินก็ยิ่งเบาบางลงเท่านั้น ทะลุผ่านชั้นเมฆ ทะลุผ่านชั้นบรรยากาศที่หนาวเหน็บ จนกระทั่งก้าวเข้าสู่จุดสูงสุดของฟากฟ้า! เบื้องหน้าปรากฏ 'กำแพงเขตแดนทวีปเมฆาอุดร' และ 'ผู้พิทักษ์เขตแดนทวีป' ซึ่งทุกทวีปเซียนย่อมมีไว้เพื่อคุ้มกันปกป้องมาตุภูมิจากการรุกรานของเผ่าพันธุ์อื่น ทว่าอาเจียเพียงตวัดพู่กันเปิดทางให้เรือเหาะลอดผ่านไปอย่างแนบเนียน ก่อนจะก้าวเข้าสู่ 'ห้วงมิติสุญญากาศ' รอยต่อระหว่างทวีปเมฆาอุดรและทวีปหุบเขาต้องห้าม! การเดินทางในช่องว่างเอกภพนี้หาใช่จะบรรลุผลในชั่วพริบตา ทว่ากินเวลายาวนานนับเดือน!


สถานที่แห่งนี้มิใช่ท้องฟ้าของโลกผู้แสวงมรรคทั่วไป ทว่ามันคือ 'รอยแยกของเอกภพ' ที่เต็มไปด้วยพายุมิติที่คมกริบประหนึ่งใบมีดสวรรค์ และกระแสน้ำวนของเวลาที่สามารถฉีกกระชากอายุขัยของผู้บุกรุกให้ดับสูญ!


"ซูมมมมมมมม!"


ตลอดระยะเวลาหลายเดือนที่รอนแรม พายุมิติขนาดยักษ์สีเทาหม่น พุ่งตรงเข้ามาหมายจะบดขยี้เรือเหาะรบให้เป็นผุยผงระลอกแล้วระลอกเล่า!

ทว่า วิหคอสูร 9 เศียรปีกทมิฬกลับมิได้หวาดหวั่น! มันคือสิ่งมีชีวิตที่เกิดมาเพื่อกลืนกินความโกลาหล! หัวทั้ง 9 ของมันอ้าปากกว้าง ดูดกลืนพายุมิติอันตรายเหล่านั้นเข้าไปในกระเพาะอย่างตะกละตะกลาม เปลี่ยนภัยพิบัติให้กลายเป็นพลังงานหล่อเลี้ยงปีกของมันในการบินฝืนกฎเกณฑ์!


"สัญชาตญาณการเอาตัวรอดของมันยอดเยี่ยมมาก..." ฉินมู่หลางที่ยืนเกาะระเบียงเรือ มองภาพนั้นด้วยความทึ่ง "หากไม่ได้มันมาลากเรือ พวกเราคงต้องผลาญศิลาปราณไปหลาย 1,000,000 ก้อนเพื่อกางค่ายกลคุ้มกันพายุมิติเหล่านี้"


"ข้าบอกแล้วว่าการลงทุนลงแรงกระทืบมัน คุ้มค่าทุกหยาดเหงื่อ" อาเจียแสยะยิ้ม ยืนกอดอกอยู่บนหัวเรือ


ทว่า ความราบรื่นมักอยู่ได้ไม่นาน... หลังจากการเดินทางฝ่าอันตรายมาอย่างยาวนานนับเดือนสิ้นสุดลง...


เบื้องหน้าของมหานาวา ห้วงมิติสุญญากาศพลันเกิดการบิดเบี้ยวอย่างรุนแรงและวิปริตจนก้าวล่วงสามัญสำนึก! นอกเหนือจากกำแพงเขตแดนทวีปหุบเขาต้องห้ามตามธรรมชาติแล้ว มันกลับมี 'กำแพงอาคม' อีกชั้นหนึ่งซ้อนทับอยู่! มันมิใช่กำแพงที่ปกป้องการรุกราน ทว่ามันถูกผู้ชักใยเบื้องหลังสร้างครอบทวีปแห่งนี้ไว้อีกชั้นอย่างมิดชิด!


กำแพงนั้นกว้างใหญ่ไร้ขอบเขต มันประกอบขึ้นจากอักขระสีเลือดนับล้านล้านตัวที่สานต่อกันเป็นตาข่าย กลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากกำแพงอาคมชั้นนี้ หนักอึ้ง เก่าแก่ และเปี่ยมไปด้วย 'พลังมรณะ' ที่บริสุทธิ์ยิ่งกว่ามารบรรพกาลใดๆ ที่พวกเขาเคยพบเจอ!


"ศิษย์พี่อาเจีย!" เฟิงหลิงเอ๋อร์กรีดร้อง เนตรดาราของนางมีเลือดไหลทะลักออกมาทันทีที่จ้องมองกำแพงเลือดนั้น "ข้า... ข้ามองไม่ทะลุ! พลังอำนาจของกำแพงนั่น มันกำลังสะท้อนและกัดกินวิถีเต๋าของข้า! ระดับพลังของมัน... เหนือกว่าเซียนระดับวิญญาณแรกเริ่มขั้นสมบูรณ์... เหนือกว่าระดับตัดวิญญาณเสียอีก!"


"กี๊ซซซซซซ!" วิหคอสูร 9 เศียรแผดเสียงร้องด้วยความหวาดผวา มันพยายามจะกระพือปีกถอยหนี สัญชาตญาณสัตว์ร้ายเตือนว่าหากพุ่งชนกำแพงเลือดนั้น ร่างของมันจะแหลกสลายไม่เหลือแม้แต่เถ้ากระดูก!


มิตรสหายทุกคนต่างหน้าซีดเผือด แรงกดดันจากกำแพงอาคมแผ่ซ่านทะลุม่านพลังของเรือเหาะเข้ามากดทับจนจุดตันเถียนแทบปริแตก!

อาเจียหรี่ตาลง นัยน์ตาสีเงินยวงจ้องเขม็งไปยังตาข่ายอักขระสีเลือดเบื้องหน้า กรามของเขาขบเข้าหากันแน่น


"กำแพงอาคมสีเลือดที่ตั้งตระหง่านซ้อนทับเขตแดนทวีปชั้นนี้... มันไม่ได้มีไว้เพื่อป้องกันคนนอกรุกราน..."


อาเจียพึมพำ น้ำเสียงของเขากดต่ำและเย็นเยียบจนมวลอากาศรอบด้านหยุดนิ่ง "ทว่าผู้ชักใยเบื้องหลังสร้างมันขึ้นมาเพื่อ 'กักขัง' และห้ามมิให้บางสิ่งเร็ดลอดออกไปจากทวีปแห่งนี้ต่างหาก! พวกมันคิดว่ากำแพงกะโหลกกะลานี้ จะหยุดยั้งความตายที่กำลังจะไปเยือนพวกมันได้งั้นหรือ?"


ชายหนุ่มก้าวเดินขึ้นไปยืนบนหัวกะโหลกอสูรที่ยื่นออกไปด้านหน้าสุดของมหานาวา เสื้อคลุมสีดำสะบัดพลิ้วอย่างบ้าคลั่งท่ามกลางกระแสมิติที่แปรปรวน!


เขาล้วงมือเข้าไปในความว่างเปล่า ดึงเอา 'พู่กันนิรันดร์' ออกมา!


"ไอ้นกกระจอก! พุ่งชนมันเข้าไป! หากเจ้าหยุดกระพือปีกแม้แต่ครั้งเดียว ข้าจะจับเจ้าสับเป็นชิ้นๆ แล้วโยนลงเตาหลอมซะ!" อาเจียตวาดบัญชาการอย่างเหี้ยมโหด


วิหคอสูรไม่มีทางเลือก มันหลับตาทั้ง 18 ดวง กัดฟันกระพือปีกพุ่งทะยานเข้าหากำแพงเลือดด้วยความเร็วสูงสุด!


อาเจียชูพู่กันนิรันดร์ขึ้นเหนือศีรษะ นัยน์ตาสีเงินยวงพลันแปรเปลี่ยนเป็น สีดำสนิทไร้ก้นบึ้ง!


เจตจำนงแห่งความว่างเปล่า ปะทุขึ้นจากส่วนลึกที่สุดของแก่นวิญญาณ! มันคือวิถีที่เขาเพิ่งตระหนักรู้จากการเห็นทารกไร้เนตรในนิมิต!


"เคล็ดหมื่นอักขระสูญตา... ขั้นที่ 3..."


"หลิง (零)... กลืนกินกฎเกณฑ์!"


อาเจียไม่ได้วาดลวดลายใดๆ ทว่าเขาเพียงแค่ 'จุด' ปลายพู่กันนิรันดร์ลงไปในอากาศธาตุเบื้องหน้า!


วูบ!


คลื่นความว่างเปล่าที่มองไม่เห็น ทว่าทรงอำนาจกลืนกินทุกพลังปราณ ระเบิดออกจากปลายพู่กัน พุ่งทะยานเข้าปะทะกับกำแพงเลือด!

ไม่มีเสียงระเบิด ไม่มีแสงสว่างที่แสบตา!


ทว่า พริบตาที่ความว่างเปล่าสัมผัสกับกำแพง... อักขระสีเลือดนับล้านตัวที่อวดอ้างว่าทรงพลังเหนือเซียนระดับตัดวิญญาณ พลันหยุดนิ่ง... ก่อนจะเริ่ม 'บิดเบี้ยวและเลือนหาย' ไปประหนึ่งหยดน้ำหมึกที่ตกลงในมหาสมุทรที่ไร้ก้นบึ้ง!


มันคือการ 'ลบล้าง' อย่างสมบูรณ์แบบ! กำแพงอาคมที่ปิดกั้นทวีปหุบเขาต้องห้ามมานับหมื่นปี ถูกเจาะเป็นรอยโหว่ขนาดมหึมา ไร้ซึ่งการต่อต้าน ไร้ซึ่งการสะท้อนกลับ! กฎเกณฑ์แห่งความตายถูกแทนที่ด้วยความไม่มี!


"ทะลวงเข้าไป!"


มหานาวาแห่งสูญตาพุ่งทะยานลอดผ่านรอยโหว่ของกำแพงเลือดที่กำลังสลายตัว ฉีกกระชากมิติฝ่าเข้าไปยังดินแดนที่ซ่อนเร้นอยู่เบื้องหลัง!

แสงสว่างอันแปลกประหลาดสาดส่องเข้ามากระทบดวงตาของกลุ่มมิตรสหาย ทว่ามันมิใช่แสงสว่างจากดวงอาทิตย์ หรือดวงดารา


เบื้องหน้าของพวกเขา คือทวีปที่กว้างใหญ่ไพศาลสุดลูกหูลูกตา... ทว่าเหนือท้องฟ้าของทวีปแห่งนี้ กลับมี 'ดวงตาขนาดยักษ์' ที่หล่อหลอมจากเมฆโลหิต ลอยเด่นอยู่กึ่งกลางน่านฟ้า! ดวงตาประหลาดนั้นกำลังจ้องมองลงมายังทุกสรรพสิ่งบนผืนดินประหนึ่งพระเจ้าที่กำลังจดจ้องมดปลวกในกรงขัง!


และที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าดวงตาเลือด... คือกลิ่นอายพลังที่ลอยอวลอยู่ในอากาศธาตุ! มันเป็นกลิ่นอายที่เหมือนกับ 'อักขระสูญตา' ทว่ากลับบิดเบี้ยว สกปรก และเต็มไปด้วยความคลุ้มคลั่งประหนึ่งของเลียนแบบที่ผิดเพี้ยน!


"นี่มัน... โลกวิปริตอันใดกัน..." เฟิงอี้หรานเบิกตากว้าง สัมผัสได้ถึงความหนาวเหน็บที่กัดกินไปถึงกระดูกดำ


อาเจียหรี่ตาสีดำสนิทลง จ้องมองไปยังดวงตาโลหิตยักษ์บนฟากฟ้า รอยยิ้มที่เหี้ยมเกรียมและเต็มไปด้วยรังสีสังหารขั้นสูงสุด ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของบุรุษผู้ฝืนลิขิตฟ้า


"ผู้ชักใยเบื้องหลัง... กฎเกณฑ์ที่บิดเบี้ยว... ปริศนาของทารกไร้เนตร..."


อาเจียพึมพำกับสายลมมรณะ "ข้ามาถึงทวีปของพวกเจ้าแล้ว... เตรียมคอและแหวนมิติของพวกเจ้าไว้ให้พร้อมเถิด... เพราะจอมขูดรีดแห่งหอจารึกขยะ... จะไปเยือนพวกเจ้าถึงหน้าประตูสวรรค์!"


ปริศนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดกำลังจะถูกเปิดเผย ผู้ชักใยที่แท้จริงคือใคร? ดวงตาเลือดบนฟากฟ้าคือสิ่งใด? และพลังที่เลียนแบบความว่างเปล่ามาจากแห่งหนใด? การปะทะที่จะสั่นสะเทือนไปถึงรากฐานของเอกภพ กำลังจะเปิดฉากขึ้นในทวีปหุบเขาต้องห้ามแห่งนี้แล้ว!

คล้ายกับเรื่องราชันหมื่นอักขระ ที่คุณอ่าน