“ท่านแม่คนงาม ท่านอยู่ที่ใดเ้าคะ”
ฮั่วิจูเรียกมารดาด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน จนผู้ได้ยินจิตใจอ่อนยวบ
“ิเอ๋อร์ แม่ขอสั่งให้เ้ายืนอยู่กับที่บัดเดี๋ยวนี้”
กลัวบุตรสาวสะดุดล้มจนเกิดอันตราย หวังซื่อจึงส่งเสียงห้าม นางรีบหันไปจุดตะเกียงในห้อง พอแสงสว่างปรากฏขึ้นจึงสามารถมองเห็นใบหน้าของบุตรสาวคนเล็กได้ชัดเจน และด้านหลังบุตรสาวคนเล็กยังมีบุตรสาวคนโตเดินตามมาด้วย
“ไม่รู้ว่าน้องสาวเป็อะไร พอตื่นขึ้นมาก็รีบวิ่งออกมาหาท่าน”
ฮั่วเจินจูบอกถึงความผิดปกติของน้องสาวให้กับมารดาทราบ
“ข้าตื่นขึ้นมาไม่เห็นท่านแม่นอนอยู่ข้างๆ จึงออกมาตามหา”
ฮั่วิจูเดินเข้าไปกอดขามารดา ดวงตาดำขลับมีน้ำตารื้นอยู่กะพริบปริบ ๆ ทุกวันมารดาต้องนอนห้องเดียวกับพวกตนสองพี่น้อง ข้ออ้างนี้ฮั่วิจูคิดว่าเหมาะสมที่สุดในการออกตามหามารดา
“ท่านพ่อของเ้าได้รับาเ็หนัก แม่ต้องมานอนเฝ้า ทำให้เ้ากังวลเสียแล้ว” ทิ้งตัวลงคุกเข่าลูบหน้าบุตรสาวตัวน้อยที่บอบบางราวกับตุ๊กตากระเบื้องเคลือบ
หลังจากแยกเรือนนอนกันมาหลายปี แน่นอนว่าที่หวังซื่อมานอนเฝ้าสามีในค่ำคืนนี้ เพราะหวังผลบางอย่าง นาง้าฉวยโอกาสในตอนที่สามีได้รับาเ็หนัก จัดการส่งเขาไปเยือนปรโลก แล้วใช้โอกาสนี้พาบุตรทั้งสองกลับไปอยู่บ้านเดิม
อย่าหาว่าหวังซื่อใจร้ายใจดำที่คิดการใหญ่สังหารสามี ปกตินางเป็สตรีอ่อนโยน เชี่ยวชาญศิลปะทั้งสี่แขนงอย่าง ดนตรี หมากล้อม การเขียนพู่กัน และการวาดภาพ คงไม่มีผู้ใดคิดว่านางจะกล้าสังหารสามีของตนเอง
ทว่าการกระทำของสามีในครานี้ ก้าวล่วงขีดความอดทนของหวังซื่อจนขาดสะบั้น นางมิอาจใช้ชีวิตอยู่กับสามีจอมเสเพลที่ชอบก่อปัญหาอยู่ร่ำไป ทุกคราที่เขาก่อปัญหานางไม่เคยคิดจะใส่ใจ แต่การก่อปัญหาของเขาในครั้งล่าสุดมันส่งผลกระทบกระเทือนมาถึงบุตรสาว
มีบิดาเป็จอมเสเพล ชอบก่อปัญหา สู้ไม่มีจะดีเสียกว่า ชื่อเสียงของบุตรสาวทั้งสองจะได้ไม่ต้องด่างพร้อย หอบบุตรสาวกลับไปยังบ้านเดิมเพื่อเริ่มต้นใหม่ ย่อมดีกว่าทนอยู่ในสกุลฮั่ว
“ท่านแม่! ข้าเห็นคนพวกนั้นรุมกระทืบท่านพ่อจนเืออก”
ฮั่วิจูพยายามทำตัวให้เหมือนปกติโดยการร้องไห้งอแง ตอนนี้นางอยู่ใน่วัยเยาว์จะแสดงออกเหมือนผู้ใหญ่ชั่วข้ามคืนเกรงว่าจะทำให้มารดาใ
“ท่านพ่อของเ้าไม่เป็ไรแล้ว ท่านหมอบอกว่าอีกไม่กี่วันก็หาย แม่จะพาพวกเ้ากลับไปนอน” จูงมือบุตรสาวทั้งสองกลับห้องนอนที่อยู่ฝั่งตรงข้าม
ความสงบภายในห้องมาเยือน ฮั่วหนานอันที่นอนาเ็หนักอยู่บนเตียงลืมตาขึ้นท่ามกลางความมืด สายตามองไปยังหมอนที่ถูกทิ้งอยู่บนพื้น เสียงกุกกักทำให้ดวงตาที่ลืมขึ้นปิดลงอีกครั้ง
เสี่ยวเฟิง บ่าวรับใช้ชายที่ติดตามบ้านสามสกุลฮั่วมายังหมู่บ้านชาวประมง เข้ามาในห้องเพื่อเฝ้านายท่านสาม ตามคำสั่งของฮูหยินสาม
“นึกว่าฮูหยินจะเฝ้านายท่านทั้งคืนเสียอีก”
ประมาณ่หัวค่ำ เสี่ยวเฟิงแอบดีใจที่เห็นฮูหยินห่วงนายท่านจนขออยู่เฝ้าด้วยตนเอง ไม่คิดเลยว่ายังไม่พ้นคืนดี ตนก็ต้องถูกปลุกมาเฝ้าเ้านายดังเดิม
เสี่ยวเฟิงเห็นว่านายท่านสามนอนหลับสนิท จึงยื่นนิ้วไปอังจมูก พอััได้ถึงลมหายใจอุ่นๆ จึงโล่งใจ ยืนมองไปยังเตียงที่มีเครื่องนอนของฮูหยินอยู่สักพักก็ขนลุกชัน ภาพเท้าของนายท่านสามถีบก้นของตนผุดขึ้นมาเต็มหัว
ผู้อื่นอาจไม่ทราบว่านายท่านสามทั้งรักและหวงฮูหยินยิ่งกว่าอะไรดี แต่เสี่ยวเฟิงทราบเื่พวกนี้ดี จึงไม่กล้านอนทับรอยบนเตียงที่ฮูหยินนอน ทำได้เพียงเปลี่ยนที่นอนเป็โต๊ะแข็งๆ แทน
……
เสียงเคาะประตูหน้าบ้านดังั้แ่เช้าตรู่ ชาวบ้านมาออกันอยู่เต็มลานหน้าบ้าน เสียงพูดคุยกันดังเซ็งแซ่
ฮั่วิจูถูกมารดาบังคับให้นอนอยู่ในห้อง ห้ามออกไปข้างนอกแม้แต่ก้าวเดียว จึงนอนฟังเสียงสนทนาของผู้คนที่อยู่ลานบ้าน
“พี่สาว หากท่าน้าออกไปดูก็ไปเถิด ข้าอยู่คนเดียวได้”
ท่าทางของพี่สาวมันช่างขัดกับความ้าเสียเหลือเกิน นั่งปักผ้าเช็ดหน้าอยู่นิ่งๆ สายตากลับล่อกแล่กอยู่ตลอดเวลา เพียงเท่านี้ฮั่วิจูก็รู้ได้แล้วว่าพี่สาว้าอะไร
ปกติพี่สาวของนาง ถูกมารดาพร่ำสอนความเป็กุลสตรีอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน กิริยาท่าทางของพี่สาวจึงดูเรียบร้อย แตกต่างจากนางที่เอาแต่ใจและซุกซนไปทั่ว จนมารดาเปรียบเทียบนางกับลูกแมวจอมซุกซน
“เ้าพูดเหลวไหลอันใด ข้ามีท่าทีอย่างที่เ้ากล่าวหาั้แ่เมื่อไหร่กัน”
ฮั่วเจินจูส่งสายตาค้อนให้กับน้องสาวที่รู้ทันนางไปเสียทุกอย่าง
“พวกเราเป็พี่น้องกัน มีหรือที่ข้าจะไม่รู้ว่าพี่สาวคิดอะไรอยู่”
“เช่นนั้น ข้าจะออกไปดูให้เ้าสักหน่อยว่าชาวบ้านมาทำไมกัน”
ฮั่วเจินจูวางผ้าเช็ดหน้าที่กำลังปักอยู่ลงบนโต๊ะ เดินออกจากห้องไปยังลานหน้าบ้านเพื่อดูสถานการณ์
ฮั่วิจูเผยรอยยิ้มกว้างเต็มใบหน้า นางรู้สึกมีความสุขเหลือเกินที่ได้ย้อนเวลากลับมาอยู่กับคนในครอบครัวอีกครา ความสุขนี้ช่วยปลอบประโลมความเ็ปจากชาติที่แล้ว หรือว่า์เห็นใจจึงบันดาลให้นางหวนกลับมาแก้ไขเื่ในอดีต
ชาติที่แล้วท่านปู่ ท่านลุงใหญ่ ท่านป้าสะใภ้ใหญ่ พี่หญิงใหญ่ และทหารนับแสน จบชีวิตลงอย่างอนาถเพราะถูกล่อให้ไปติดกับดักที่พวกเดรัจฉานร่วมมือกับคนนอกวางเอาไว้ เพื่อจัดการกับกองทัพสกุลฮั่ว
กองทัพขนาดใหญ่เกินครึ่งถูกล่อให้ไปจบชีวิตลงบริเวณหุบเขาเทียนจื่อ มีเพียงนางกับบิดาเท่านั้นที่ปรโลกไม่ต้อนรับ จึงรอดชีวิตจากเหตุการณ์สังหารหมู่ แต่การรอดชีวิตของพวกตนทั้งสองกลับเหมือนอยู่มิสู้ตาย
รักษาอาการาเ็อยู่ในพื้นที่สลับซับซ้อนของหุบเขาเทียนจื่อนานถึงสองเดือน จึงบอกลาผู้มีพระคุณ เดินทางรอนแรมเพื่อลักลอบกลับมายังเมืองหลวง
ระหว่างเดินทาง พวกตนสองพ่อลูกกลับได้ยินข่าวว่า กองทัพสกุลฮั่วส่วนที่ประจำการอยู่เมืองหลีหยางตกไปอยู่ในกำมือของสกุลหลี่ มีข่าวแพร่ออกมาว่าพี่หญิงรองกับพี่หญิงสามที่ควบคุมกองทัพอยู่เมืองหลีหยางถูกโจรูเาฆ่าตาย
ลมพายุยังคงพัดกระหน่ำซ้ำเติมสกุลฮั่วอย่างต่อเนื่อง หลังจากได้ข่าวว่ากองทัพสกุลฮั่วที่อยู่ในหลีหยางตกไปเป็ของผู้อื่น สามวันถัดมาก็ได้ข่าวว่านายและบ่าวสกุลฮั่วที่เหลืออยู่ แขวนคอตายอยู่หน้าจวน เพื่อเรียกร้องความเป็ธรรมให้กับดวงิญญาของผู้กล้าสกุลฮั่วที่ต้องจบชีวิตลงอย่างอนาถ
ฮั่วิจูยังคงจดจำความเ็ปได้ดี ยามที่ได้ยินพวกพ่อค้าเล่าลือถึงเื่ของคนสกุลฮั่วในโรงน้ำชาและโรงเตี๊ยม นางกับบิดาเกือบกลายเป็คนวิกลจริต ปลอบใจซึ่งกันและกันว่าสิ่งที่ได้ยินหาใช่ความจริง ถ้า้าทราบความจริงพวกตนต้องเดินหน้ามุ่งสู่เมืองหลวงให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
พวกตนสองคนสามารถลักลอบกลับเข้าเมืองหลวงได้สำเร็จ สิ่งที่ได้ยินตลอดการเดินทางมันคือความจริงทั้งสิ้น
ในตอนนั้น สตรีในสกุลฮั่วที่เหลืออยู่รับรู้ถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้น และรู้ว่าสกุลใดมีส่วนเกี่ยวข้องกับการล่มสลายของกองทัพสกุลฮั่ว แต่ไม่สามารถร้องขอความเป็ธรรมและเอาผิดกับคนที่ทำลายกองทัพสกุลฮั่วได้ เนื่องจากไร้ทั้งกำลังและหลักฐาน
มีเพียงหนทางเดียวเท่านั้นที่จะทำให้ผู้คนจดจำ ช่วยค้นหาความจริงและคืนความยุติธรรมให้กับกองทัพสกุลฮั่วได้ คือการแขวนคอตายอย่างพร้อมเพรียงกันที่หน้าจวน
บนกำแพงของจวนมีอักษรที่เขียนด้วยเืของนายและบ่าวสกุลฮั่ว เนื้อหามีเพียงข้อความสั้นๆ ทิ้งปริศนาเอาไว้ว่า ‘สกุลฮั่วล่มสลายเพราะฝีมือสกุลหลี่’
ใบปลิวข้อความที่สลักอยู่บนกำแพงจวนสกุลฮั่ว ถูกกระจายไปทั่วทั้งเมืองหลวง แต่น่าเสียดายที่การตัดสินใจของคนสกุลฮั่วในครานั้น มิอาจต่อสู้กับอำนาจอันรุ่งเรืองของสกุลหลี่ได้
น้ำตาสีใสไหลอาบแก้มฮั่วิจูในวัยเจ็ดขวบ นึกถึงเหตุการณ์ที่สกุลฮั่วตัดสินใจแขวนคอตายหน้าจวนยามใด เหมือนหนามแหลมที่คอยทิ่มแทงใจของนางอยู่ตลอดเวลา แม้ว่าสุดท้ายแล้วนางจะจัดการกับตัวต้นเหตุและคืนความยุติธรรมให้สกุลฮั่วได้ แต่การสูญเสียในครานั้นมันยิ่งใหญ่จนยากจะรับไหว
“กองทัพสกุลฮั่วนับแสน สายเืสกุลฮั่วทุกคน บ่าวผู้ภักดีแก่สกุลฮั่ว ทุกคนจบชีวิตลงเพราะความกระหายอำนาจของพวกเ้า”
ดวงตาดำขลับเต็มไปด้วยความเคียดแค้น หากผู้ใดมาพบเข้าคงใและสงสัยว่าเด็กที่อายุเพียงเท่านี้ เหตุใดถึงมีดวงตาน่ากลัวอย่างนี้ได้
[เคียดแค้นแล้วดีอย่างไร จงวางความแค้นลงเสีย]
เสียงที่ได้ยินทำให้ฮั่วิจูสะดุ้ง นางมองไปรอบ ๆ ห้องก็ไม่เห็นว่ามีผู้ใด แล้วเสียงที่ได้ยินมาจากที่ใดกัน
[เกิดใหม่ครานี้ หมั่นทำความดี เพื่อสั่งสมบุญบารมี]
“ใครพูด? ออกมาเดี๋ยวนี้” ฮั่วิจูพยายามทำน้ำเสียงให้ดุดัน แต่เสียงที่เปล่งออกมากลับเป็เสียงหวานๆ คล้ายกับลูกแมว
[ข้าคือบริวารของท่าน]
“อย่ามาล้อเล่นกับข้า ออกมาเดี๋ยวนี้! ถ้าไม่ออกมาอย่าหาว่าข้าไร้ความปรานี” ฮั่วิจูยื่นมือไปหยิบปิ่นปักผมของมารดา ที่วางอยู่ในกล่องบริเวณหัวเตียง