จารึกที่ 57 : เหยี่ยวกระดาษสอดแนม : สายตาที่จับจ้องจากยอดเขาพู่กันหยก
บรรยากาศภายในโพรงไม้ใหญ่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายความร้อนระอุ เหงื่อเม็ดโป้งผุดพรายเต็มใบหน้าของอาเจียที่กำลังนั่งขัดสมาธิหลับตาแน่น คิ้วทั้งสองข้างขมวดเข้าหากันจนแทบจะผูกเป็นปม
ความรู้สึกเหมือนมีเข็มเล่มเล็กๆ นับพันเล่มกำลังวิ่งพล่านไปตามเส้นชีพจร นี่คือฤทธิ์เดชของ "ปราณธาตุทอง" ที่ได้จากพยัคฆ์ทมิฬ มันทั้งแข็งกร้าวและดุดัน ต่างจากปราณวารีที่นุ่มนวลของสำนักหมึกวารีอย่างสิ้นเชิง
[ตั้งสติ!] เสียงของมู่เฉินดังขึ้นในจิตใจ [อย่าต้านมัน... ให้ชักนำมันไปที่จุดตันเถียน พู่กันนิรันดร์กรองสิ่งเจือปนออกไปให้แล้วเก้าส่วน ที่เหลืออีกหนึ่งส่วนคือความบริสุทธิ์ที่เจ้าต้องรับให้ไหว!]
"เจ็บจะตายอยู่แล้ว!" อาเจียกัดฟันโต้ตอบในใจ "นี่มันบริการประสาอะไร! ทำไมไม่แปลงเป็นพลังนุ่มๆ ให้ข้าเลยเล่า!"
[ของฟรีไม่มีในโลก!] มู่เฉินสวนกลับ [ความเจ็บปวดจะช่วยขยายเส้นชีพจรของเจ้า... เอ้า! ฮึบ!]
ปัง!
เสียงดังทึบๆ ดังขึ้นภายในร่างกายของอาเจีย ราวกับมีกำแพงบางอย่างถูกกระแทกจนทลายลง
ทันใดนั้น ความเจ็บปวดที่เหมือนถูกเข็มแทงพลันมลายหายไป แทนที่ด้วยความรู้สึกเบาสบายและเปี่ยมพลัง กระแสลมปราณที่เคยไหลเอื่อยๆ บัดนี้กลับหมุนวนรวดเร็วขึ้นและหนาแน่นกว่าเดิมเกือบเท่าตัว!
อาเจียลืมตาขึ้น นัยน์ตาสาดประกายสีทองวูบหนึ่งก่อนจะจางหายไป เขายกมือขึ้นกำหมัดแน่น สัมผัสได้ถึงพละกำลังที่เอ่อล้น
"สำเร็จ..." อาเจียฉีกยิ้มกว้าง "ข้าเข้าสู่ระดับ 'รวบรวมลมปราณขั้นที่ 6' แล้ว!"
[ยินดีด้วย] มู่เฉินกล่าวเสียงเรียบ [แต่เจ้าได้พลังมาเพียง 40% ของเสือตัวนั้นนะ อีก 60% พู่กันนิรันดร์กินไปเพื่อใช้ซ่อมแซมตัวเอง]
"โหดร้าย! หน้าเลือด!" อาเจียบ่นอุบ "ค่าธรรมเนียมแพงกว่าโรงรับจำนำหน้าสำนักอีก!"
ถึงปากจะบ่น แต่อาเจียก็รู้ดีว่าการเลื่อนขั้นข้ามระดับในคืนเดียวโดยไม่ต้องนั่งบำเพ็ญเพียรเป็นเดือนๆ นั้นถือเป็นกำไรมหาศาล เขาหยิบสมุดบัญชีเล่มเล็ก (ที่เย็บเองจากกระดาษเหลือใช้) ออกมาจดบันทึกทันที
...กำไรวันนี้: หนังเสือ, กระดูกเสือ, ปราณเพิ่มขึ้น...
...รายจ่าย: เจ้าถุงเงินพังยับ (ต้องซ่อมด่วน), ค่าจ้างพู่กัน (ขูดเลือดขูดเนื้อ)...
"เอาล่ะ กลับสำนักกันดีกว่า ต้องรีบเอาของไปปล่อยที่ตลาดมืดก่อนฟ้าสาง"
อาเจียเก็บข้าวของ จัดแจงเสื้อผ้าให้ดูมอมแมมน้อยที่สุด แล้วค่อยๆ ไต่ลงจากต้นไม้ ก่อนจะใช้วิชาตัวเบาพุ่งทะยานหายไปในเงามืดของป่า โดยหารู้ไม่ว่า... ทุกการกระทำของเขาถูกบันทึกไว้หมดแล้ว
ณ ยอดเขาสูงเสียดฟ้าที่ถูกปกคลุมด้วยเมฆหมอกตลอดปี... ยอดเขาพู่กันหยก
ภายในตำหนักไม้ไผ่ที่เรียบง่ายแต่แฝงด้วยกลิ่นอายขลัง ชายชราผมขาวผู้มีดวงตาลึกซึ้งดุจบ่อน้ำหมึก กำลังจ้องมองภาพที่ปรากฏอยู่บน "อ่างน้ำหมึก" เบื้องหน้า
ภาพในอ่างน้ำสะท้อนเหตุการณ์ที่อาเจียเปลี่ยนพู่กันให้กลายเป็นกริชและชำแหละหนังเสืออย่างชัดเจน
"วิชาแปรเปลี่ยนรูปทรงศาสตรา..."
ผู้อาวุโสเทียนหยวน เจ้าของยอดเขาพู่กันหยก พึมพำกับตัวเองด้วยความสนใจ นิ้วมือเรียวยาวเคาะลงบนโต๊ะเบาๆ เป็นจังหวะ
"พู่กันด้ามนั้นดูภายนอกเหมือนของเก่าผุพัง แต่กลับมีกลไกซ่อนเร้นที่สามารถเปลี่ยนสถานะเป็นโลหะเหลวได้... หรือว่าเด็กคนนี้จะไปเจอ 'มรดกตกทอด' ของช่างฝีมือยุคโบราณเข้า?"
เขาไม่ได้เอะใจเรื่อง "พู่กันนิรันดร์" เพราะในสายตาของคนทั่วไป พู่กันนิรันดร์คือวัตถุระดับเทพเจ้าที่ควรจะมีแสงสีทองเจิดจรัส ไม่ใช่แท่งไม้ดำๆ ด้านๆ แบบที่อาเจียถือ สิ่งที่มั่วซานเห็นคือ "เทคนิคอักขระและกลไก" ที่แปลกประหลาด
วูบ!
เหยี่ยวกระดาษตัวเล็กบินลอดหน้าต่างเข้ามา แล้วร่อนลงเกาะที่ไหล่ของชายชรา ก่อนจะสลายตัวกลายเป็นแผ่นกระดาษธรรมดา
"ท่านอาจารย์"
เสียงหวานใสแต่เย็นชาดังขึ้นจากด้านหลัง หญิงสาวในชุดขาวใบหน้างดงามราวกับเทพธิดาเดินเข้ามา นางคือ เย่ปิงอวิ๋น
ณ ศาลารับลมบนยอดเขาพู่กันหยก ผู้อาวุโสเทียนหยวนในชุดคลุมสีครามยืนมองลงไปยังหุบเขาเบื้องล่าง แววตาคมกริบดุจพญาอินทรี
"เจ้าเด็กอาเจียคนนั้น... อาการเป็นอย่างไรบ้าง?" ผู้อาวุโสเอ่ยถามโดยไม่หันกลับมา
เย่ปิงอวิ๋นที่ยืนสำรวมกิริยาอยู่ด้านหลังประสานมือตอบ "เรียนท่านอาจารย์ หลังจากเหตุการณ์ปราบกงซูหลิง เขาพักฟื้นจนหายดีแล้วเจ้าค่ะ... แต่ดูเหมือนเขาจะพยายามทวงถามเรื่องรางวัล 100,000 ตำลึงที่ท่านเคยลั่นวาจาไว้กับศิษย์พี่ศิษย์น้องคนอื่นๆ ไปทั่ว"
"ฮึ..." เทียนหยวนแค่นเสียงในลำคอ มุมปากยกขึ้นเล็กน้อยคล้ายจะยิ้มแต่ก็ไม่เชิง "งกไม่มีเปลี่ยน... ดี! ความโลภคือแรงผลักดันที่ซื่อสัตย์ที่สุด"
"ท่านอาจารย์จะให้ศิษย์จัดการอย่างไรกับเขาเจ้าคะ? ให้ส่งเขาไปหน่วยล่าสัตว์อสูร หรือโรงงานผลิตยันต์?"
"ไม่" เทียนหยวนส่ายหน้าช้าๆ "ข้าจะให้มันไปเฝ้า 'หอตำรา' ชั้นหนึ่ง"
เย่ปิงอวิ๋นเบิกตากว้างเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ "หอตำรา? แต่ที่นั่นเป็นสถานที่สำคัญที่เก็บรวบรวมภูมิปัญญาของสำนัก ปกติเราใช้ศิษย์ระดับสร้างรากฐานดูแล... อาเจียมีเพียงลมปราณขั้น 6 เกรงว่าจะ..."
"เพราะมันสำคัญ เราจึงต้องการ 'หมาเฝ้าบ้าน' ที่หวงของและเขี้ยวลากดิน ไม่ใช่บัณฑิตหัวอ่อนที่เอาแต่อ่านตำรา" เทียนหยวนหันกลับมา แววตาฉายแววเจ้าเล่ห์ลึกซึ้ง
"เจ้าเด็กนั่นมีสัญชาตญาณของพ่อค้าหน้าเลือด มันจะไม่ยอมให้ใครมาเอาเปรียบหรือขโมยของในถิ่นของมันเด็ดขาด... อีกอย่าง ข้าอยากจับตามองมันใกล้ๆ ด้วย"
"จับตามอง?"
"กระบวนท่าที่มันใช้จัดการกงซูหลิง... การใช้อักขระที่แปลกประหลาดนั่น..." เทียนหยวนหรี่ตาลง "มันทำให้นึกถึง 'บางสิ่ง' ที่หายสาบสูญไปจากยอดเขานี้เมื่อพันปีก่อน... เอาเป็นว่า จัดการตามนี้ บอกมันว่าถ้าอยากได้รางวัล ก็ให้ทำงานใช้หนี้ที่หอตำราซะ!"
"รับทราบเจ้าค่ะ ศิษย์จะรีบไปจัดการทันที"
ตัดกลับมาที่ ตลาดมืดท้ายสำนัก
อาเจียในชุดคลุมสีเทาเก่าๆ พร้อมผ้าปิดหน้า กำลังนั่งยองๆ อยู่หน้าแผงขายของชำร่วยของชายร่างอ้วน
"เดี๋ยวๆๆ เถ่าแก่! นี่มันปล้นกันชัดๆ!" อาเจียโวยวายเสียงดัง "หนังสัตว์อสูรพยัคฆ์ทมิฬระดับสมบูรณ์ขนาดนี้ ท่านให้แค่ 400 ตำลึงทองเนี่ยนะ!?"
"โธ่... น้องชาย" เถ้าแก่ร่างอ้วนแสร้งทำหน้าลำบากใจ "ช่วงนี้ตลาดซบเซา... แถมหนังเสือนี่มีกลิ่นสาบแปลกๆ..."
"กลิ่นสาบบ้าอะไร! นี่มันกลิ่นแห่งความกล้าหาญ!" อาเจียเถียงคอเป็นเอ็น "500 ตำลึงทอง! ขาดตัว! ถ้าไม่ได้ ข้าจะเอาไปขายให้ร้านคู่แข่งท่านเดี๋ยวนี้!"
อาเจียทำท่าจะม้วนหนังเสือเก็บ เถ้าแก่รีบคว้าข้อมือเขาไว้ทันที
"ใจเย็นๆ! เอ้าๆ 500 ก็ 500! เห็นแก่ที่เจ้าเป็นลูกค้าหน้าใหม่หรอกนะ!"
อาเจียลอบยิ้มภายใต้ผ้าปิดหน้า... สำเร็จ! ได้ทุนซ่อมเจ้าถุงเงินแล้ว!
แต่ในขณะที่เขากำลังรับถุงเงิน สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็น "เศษเหล็กสีดำสนิท" ก้อนหนึ่งที่วางกองรวมกับขยะโลหะที่มุมแผง
[หยุดก่อน...] มู่เฉินร้องทัก [อาเจีย... ซื้อไอ้ก้อนดำๆ นั่นมาด้วย]
"หือ? ก้อนขี้เหล็กนั่นน่ะนะ?"
[นั่นไม่ใช่เหล็กธรรมดา...] น้ำเสียงของมู่เฉินดูตื่นเต้น [มันคือ 'แร่ทมิฬดารา' ... วัตถุดิบชั้นยอดสำหรับซ่อมแซมและอัปเกรดหุ่นเชิด ถ้าใช้มันร่วมกับโครงสร้างใหม่... เจ้าถุงเงินของเจ้าจะไม่ใช่แค่แมงมุมธรรมดาอีกต่อไป!]