หลินเจิ้งฉีขับรถไถเพื่อปรับหน้าดินเตรียมลงต้นกล้าผลไม้ที่ซื้อมาั้แ่เช้า โดยมีหลินิเจ๋อและหลินเจียวเหมยมาคอยให้กำลังใจ เพราะวันนี้เป็วันหยุด ทั้งสองคนจึงไม่ต้องไปโรงเรียน
“เด็กๆ มากินมื้อเที่ยงกันได้แล้วจ้ะ ิเจ๋อ ไปตามพี่ใหญ่มาด้วยนะ แต่เธอไม่ต้องเดินไปใกล้รถไถล่ะ ะโเรียกอยู่ไกลๆ ก็พอ” หย่งลี่อันบอก
“ได้ครับ” หลินิเจ๋อตอบรับทันที เขารีบวิ่งไปหาหลินเจิ้งฉีอย่างเร็ว “พี่ใหญ่มากินข้าวได้แล้วครับ พี่สะใภ้เตรียมอาหารมาให้แล้ว”
หลินเจิ้งฉีมองเห็นน้องชายยืนโบกมือให้อยู่ไกลก็หันหัวรถไถขับไปหาน้องชายช้าๆ
“พี่สะใภ้เตรียมมื้อเที่ยงมาแล้วใช่ไหม ขึ้นมาสิ” หลินเจิ้งฉียิ้มให้น้องชายอย่างรู้ทัน
“ผมขึ้นไปนั่งกับพี่ใหญ่ได้จริงหรือครับ”
เมื่อเห็นพี่ชายพยักหน้าให้ หลินิเจ๋อะโไปมาด้วยความดีใจ ก่อนจะรีบวิ่งไปหาพี่ชายแล้วปีนขึ้นไปนั่งบนรถไถไปอย่างคล่องแคล่ว
“พี่ใหญ่ รถไถคันนี้สูงมากเลยครับ”
“ใช่สิมันสูงมาก นายจับดีๆ แล้วก็จำไว้ด้วยนะว่าห้ามขึ้นมานั่งเล่นบนรถคนเดียวเป็อันขาด ถึงแม้รถจะไม่ได้ติดเครื่องทิ้งไว้ก็ขึ้นมานั่งไม่ได้” หลินเจิ้งฉีเตือนน้องชาย
“ทำไมล่ะครับพี่ใหญ่”
“ถึงรถจะไม่ได้ติดเครื่องยนต์ไว้ แต่ถ้านายขึ้นมานั่งเล่นแล้วเผลอไปปลดเบรกมือเข้า รถมันก็อาจจะไหลไปเองได้ยังไงล่ะ” หลินเจิ้งฉีอธิบาย
“หมายความว่ามันอาจจะเกิดอุบัติเหตุได้ใช่ไหมครับ”
“ใช่แล้ว”
หลังทานมื้อกลางวันเสร็จ หลินเจิ้งฉีก็งีบหลับอยู่ใต้ต้นไม้ ปล่อยให้หย่งลี่อัน หลินิเจ๋อ และหลินเจียวเหมยเดินไปดูต้นกล้าผลไม้ด้วยความตื่นเต้น
“เจิ้งฉี นายตื่นได้แล้ว” หลินอี้เรียก
หลินเจิ้งฉีลุกขึ้นมานั่งอย่างงัวเงีย “พี่อี้มีอะไรหรือครับ”
“ไม่มีอะไรหรอก พี่แค่จะมาดูว่านายปรับหน้าดินเรียบร้อยหรือยัง อีกอย่างพี่เห็นว่ามันบ่ายมากแล้วแต่นายก็ยังนอนอยู่ พี่ก็เลยปลุกให้นายลุกขึ้นเท่านั้นเอง”
“ผมปรับหน้าดินไปได้เกินครึ่งแล้วล่ะครับ เอาไว้ที่ไร่ผมเสร็จงานเมื่อไหร่ ผมจะไปปรับหน้าดินที่ไร่ของลุงใหญ่กับอาเล็กต่อนะครับ หรือว่าพี่จะทำเองก็ได้นะ พี่ก็ขับรถได้ไม่ใช่หรือ” หลินเจิ้งฉีจำได้จากความทรงจำของเ้าของร่างเดิม ว่าเขากับหลินอี้เคยไปเรียนขับรถและสอบใบขับขี่ที่จังหวัดด้วยกันมาเมื่อปีที่แล้ว เพราะทั้งสองคนตั้งใจว่าจะไปสมัครเป็พนักงานขับรถบรรทุกส่งของ
“เอาไว้ถึงตอนนั้นก็ค่อยว่ากันอีกที”
“พี่มาดูผมปรับหน้าดินแค่นั้นจริงหรือ” หลินเจิ้งฉีถาม
“พี่เห็นนายซื้อต้นกล้าผลไม้กับเมล็ดพันธุ์ผักมาเยอะแยะ นายตั้งใจจะปลูกผักกับผลไม้ขายหรือ”
“ใช่ครับ ผมคิดเื่พวกนี้ไว้นานแล้ว”
“จะขายได้จริงหรือ ของพวกนี้ในหมู่บ้านเราก็ใช้แลกกันกินเท่านั้นนี่” หลินอี้ถามอย่างไม่ค่อยเข้าใจ
“เพราะหมู่บ้านเราอยู่ในชนบทยังไงล่ะครับ วิถีชีวิตของคนชนบทก็คือปลูกผักไว้กินเองหรือไม่ก็เอาไว้แลกเปลี่ยนกัน แต่คนในเมืองไม่เหมือนกันหรอกนะครับ พวกเขาอยากกินอยากใช้อะไร พวกเขาก็ต้องซื้อ”
“แล้วเราจะเอาของพวกนี้ไปขายยังไง”
“ผมว่าจะซื้อรถกระบะสักคันน่ะครับ เอาไว้ขนของไปขายตามหมู่บ้านต่างๆ หรือไม่ก็เอาไปส่งตามร้านค้าในเมือง” หลินเจิ้งฉีตอบ
“แล้วทำไมนายไม่ไปเปิดร้านขายของในเมืองเองล่ะ”
“ผมชอบทำงานในไร่มากกว่าน่ะครับ อีกอย่างผมตั้งใจจะเปิดร้านขายของชำในหมู่บ้านของเราเอง หมู่บ้านของเราจะว่าใกล้ก็ใกล้ จะว่าไกลก็ไกลตลาดอยู่เหมือนกันนะครับ” หลินเจิ้งฉีเริ่มคิดช่องทางทำเงินนี้ได้ และจากที่เขาดู อีกไม่เกินสิบปีเมืองจะต้องขยายออกมาจนถึงหมู่บ้านของเขาแน่นอน ดังนั้นตอนนี้เขาจะต้องหาซื้อที่ดินเพิ่มให้ได้อีก
“ถ้างั้น พี่ปรึกษานายหน่อยสิ พี่จะทำสวนเหมือนนายได้ไหม” หลินอี้ถามอย่างเกรงใจ
“พี่อี้ ต้นกล้าผลไม้พวกนี้ผมจะแบ่งให้บ้านลุงใหญ่กับบ้านอาเล็กอย่างละห้าต้นอยู่แล้วครับ เมล็ดพันธุ์ผักผมก็ซื้อมาเผื่อ แต่ถ้าพี่คิดว่ามันยังไม่พอ เราก็ไปหาซื้อมาเพิ่มได้ และผมก็อยากแนะนำพี่อีกเหมือนกันนะครับว่าให้พี่เลี้ยงไก่กับหมูไว้ขายด้วย”
“แล้วนายทำไมไม่เลี้ยงด้วยล่ะ”
“ผมว่าจะเลี้ยงไก่เหมือนกันครับ แต่ไม่เลี้ยงเยอะหรอก เลี้ยงแค่พอเก็บไข่ไปขายได้ เพราะผมอยากขุดบ่อเลี้ยงปลา ถ้าพี่สนใจ เราหุ้นกันก็ได้นะ” หลินเจิ้งฉีเสนอ
“ไม่ล่ะ ขอบใจมาก พี่สนใจเื่เลี้ยงไก่กับเลี้ยงหมูมากกว่า ความจริงพี่กับอาเล็กก็เคยคุยเื่นี้อยู่เหมือนกัน แต่คุณปู่กับพ่อของพี่ยังไม่เห็นด้วย พวกเขายังยึดติดกับความเชื่อเดิมและกลัวว่าถ้าเลี้ยงสัตว์พวกนี้เยอะๆ แล้วจะถูกทางการเพ่งเล็ง” หลินอี้ตอบอย่างเหนื่อยใจ
“เดี๋ยวผมจะอธิบายเื่นี้ให้คุณปู่กับคุณลุงฟังเองนะครับ อ้อ...แล้วเื่ที่ดินที่ลุงใหญ่กับอาเล็กซื้อเรียบร้อยแล้วหรือครับ”
“เรียบร้อยแล้วล่ะ ดีที่นายให้เงินพวกเรายืม ไม่อย่างนั้นพวกเราก็คงซื้อที่ดินแปลงติดกันไม่ได้ อ้อ...พี่เกือบลืมบอกนายไป ที่ดินของเฒ่าจางที่อยู่ติดกับที่ของนายน่ะ เขาอยากจะขายนะ เห็นว่าลูกชายได้ไปรับตำแหน่งอาจารย์ที่เมืองหลวง ลูกชายแกก็เลยอยากมารับพ่อกับแม่ไปอยู่ด้วย นายสนใจจะซื้อที่ดินของเขาไหมล่ะ”
“สนใจสิครับ” หลินเจิ้งฉีพูดอย่างดีใจ
“แต่ว่านะ ที่ดินผืนนั้นอยู่ติดกับที่ดินของเฒ่าเฉา นายคิดว่าในอนาคตจะมีปัญหาอะไรไหม” หลินอี้พูดอย่างคิดหนัก
“เราก็แค่ทำกำแพงด้านนั้นสูงขึ้นไปสักสองเมตร แล้วก็ทำรั้วลวดหนามกั้นไว้เป็ชั้นที่สองด้วยก็ได้นี่ครับ”
“ก็จริงนะ เลี้ยงหมาด้วยสิ พี่ว่าเลี้ยงหมาเอาไว้ก็น่าจะดี”
“ตาเฒ่า แกรู้ไหมว่าใครมาซื้อที่ดินของเฒ่าจาง” ยายเฉาพูดกับสามีอย่างร้อนรน
“ห๊า! มีคนมาซื้อที่ตรงนั้นไปแล้วหรือ ใครกัน ใครมันมาซื้อที่ดินตัดหน้าเรา ฉันเห็นเฒ่าจางรีบร้อนจะขาย ก็เลยอิดออดดึงเวลาไปอีกสักหน่อย เผื่อว่าเขาจะลดราคาลงมา ไม่คิดว่าจะมีคนมาแย่งไปซะได้ แล้วใครเป็คนมาซื้อที่ดินผืนนั้นล่ะ” เฒ่าเฉาถามอย่างเป็อารมณ์
“ก็จะใครอีกล่ะ ก็ไอ้หนุ่มเจิ้งฉี หลานชายตาเฒ่าหลินนั่นไง พวกเขามีเงินมากมายกันเท่าไหร่นะ ทำไมถึงซื้อโน่นซื้อนี่ไม่หยุด นี่ฉันยังเสียดายไม่หายเลยนะที่แกปฏิเสธไม่ให้อาหนิงหมั้นกับเจิ้งฉีน่ะ ดูซิไม่อย่างนั้นนะ ป่านนี้หลานสาวของเราคงนั่งนับเงินเล่นสบายไปแล้ว”
“แกเลิกเพ้อเจ้อได้แล้ว หลานสาวของเรามีอนาคตไกล ปีนี้ก็กำลังจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว ถ้าหลานสาวเราเรียนจบ ฉันว่าต้องมีคนรวยๆ มาขอหลานสาวฉันแต่งงานจนหัวกระไดไม่แห้งแน่ แกอย่ามาทำตื่นเต้นกับไอ้คนทำสวนที่ยังไม่รู้อนาคตของตัวเองอย่างดีเลย”
“แต่ว่า...พวกเขาดูมีเงินมากอยู่นะ” ยายเฉาพูดอย่างเสียดาย
“ฉันว่าป่านนี้เงินพวกเขาคงใช้จนหมดไปแล้วมั้ง”
“ใช้หมดแต่เขาก็มีรถ มีบ้าน มีที่ดินนะ” ยายเฉายังพูดต่อ
“แต่เขาก็มีน้องชายกับน้องสาวอีกนะ พอเอาสมบัติทั้งหมดมาหารกัน หลินเจิ้งฉีจะมีเงินเหลืออยู่สักเท่าไหร่กันเชียว” เฒ่าเฉาลูบคางตัวเอง
“หลินเจิ้งฉีเป็พี่ชายคนโต เขาอาจจะไม่แบ่งสมบัติให้น้องๆ ก็ได้นะ ถ้าเป็อย่างนั้น...เขาก็จะรวยคนเดียวน่ะสิ ตาเฒ่า แกว่าเขาจะสนใจหลานสาวจากญาติฝั่งแม่ฉันไหม”
“ยายเฒ่า แกลืมอะไรไปหรือเปล่าว่าไอ้หนุ่มนั่นมันแต่งงานไปแล้ว”
“แต่งได้ก็เลิกได้นี่” ยายเฉายิ้มอย่างเ้าเล่ห์