ลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ]

บทที่343 ป่วนโลกปราณจิต 3

  ครั้นเมื่ออี้เฉิน จ้องมองเสียดแทงไปที่สำนักอื่น ๆ ด้วยสายตาคมกล้า เป็นเป้าหมายต่อไปของเขา เทพสายฟ้าน้อย กวนซี แห่งตำหนักเทพ อสูรทองคำ ซานหลานเทียน แห่งตำหนักภูต จ้าวโอสถน้อย เหยียนเซียว แห่งศาลายา พวกเขาทั้ง3คน ถึงกับหน้ามืดทะมึน มองปาดเดียวก็รู้ ชายหนุ่มนามว่า อี้ ผู้นี้คิดจะลองดีกับสำนักอื่นๆ เป็นแน่ด้วยความโอหังของเขา



หากเกิดเรื่องซ้ำรอยเฉกเช่น ศาลาซากศพ พวกเขาเองก็คง อกแตกตายเป็นแน่ อีกไม่ช้าภายในโลกปราณจิตแห่งนี้ จะเต็มไปด้วยผู้คนที่หลั่งไหลกันเข้ามา เนื่องด้วยหลายสำนักส่งข่าวออกไปสู่โลกภายนอก ไม่ช้าภายในโลกปราณจิตจะต้องเดือดพล่าน
 


ซานหลานเทียน แห่งตำหนักภูต เขานำพัดที่โบกสะบัดในมือ ปิดบังริมฝีปาก ยกยิ้มน้อยๆ ของเขาไว้ในทันที ก่อนส่งบทสนทนา ออกไปให้อีกสองคนรับรู้ "พวกเจ้าทั้งสองคนถึงพวกเราจะไม่ถูกกันเท่าใดนัก วันนี้เรามาร่วมมือกันชั่วคราว กำราบ อี้ ผู้นี้ ดีหรือไม่"


 

เหยียนเซียว แห่งศาลายา กวนซี แห่งตำหนักเทพ เมื่อพวกเขาทั้งสองได้ยิน ส่งสายตารับคำมาที่ ซานหลานเทียน แห่งตำหนักภูต ในทันที


 

   ซานหลานเทียน แห่งตำหนักภูต ครั้นเห็นอี้เฉินจ้องมองมาที่กลุ่มของพวกเขาอย่างไม่วางตา ส่วนคำเชิญชวนสำนักอื่นๆ ถูกเขาปัดตก ออกจนหมด 'เขาเองก็คาดหวังกับชายหนุ่มผมขาวไว้มาก อยากให้เขาทำลายสถิติของ ตำหนักเทพว่ากันว่า ผู้ที่ได้อันดับหนึ่ง จะได้รับสิ่งสืบทอด หากชายหนุ่มผมขาวนามว่าอี้ ขึ้นไปอันดับหนึ่งได้จริงๆ เขาก็คิดจะช่วงชิง ของล้ำค่านั้นมาเป็นของตน'


 

ซานหลานเทียน แห่งตำหนักภูต ครั้นเมื่อคิดเช่นนั้นได้ เขากล่าวคำพูดนั้นออกไปให้ ชายหนุ่มผมขาวนามว่า อี้ ผู้นั้นรับรู้ "เหมือนเจ้าจะสนใจ สำนักของพวกเราเป็นพิเศษสินะ งั้นตามข้ามา ข้าจะพาเจ้าไปทดสอบ ที่แท่นศิลา ของตำหนักภูต เจ้าคิดเห็นเช่นไร"


 

กวนซี แห่งตำหนักเทพ กล่าวขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันไม่น้อย "อย่างที่พี่ ซานหลานเทียน แห่งตำหนักภูต กล่าว หากเจ้าไม่กล้าพวกเราก็ไม่คิด ยื้อตัวเจ้าไว้"


 

ผู้คนโดยรอบ เองก็อยากจะรู้ชายหนุ่มผมขาว นามว่าอี้ ผู้นี้ ยังจะกล้า ไปทำลายสถิติอีกหรือไม่ แม้ว่าเขาจะดูพิเศษกว่าคนอื่นๆ ในที่นี้อยู่ไม่น้อย แต่ก็อยากจะเห็นเรื่องสนุกที่กำลังจะเกิดขึ้น


 

   ครั้น อี้เฉินที่ได้ยินเขาถึงกับหน้ามืดทะมึน เมื่อรับรู้นามของ ซานหลานเทียน แห่งตำหนักภูต 'คนผู้นี้ต้องเกี่ยวข้องอะไรเกี่ยวกับ เทพสวรรค์ ซานหลงที่ลงไปยังดินแดนเบื้องล่างอย่างแน่นอน' ฝ่ามือทั้งสองของเขากำหมัดไว้จนแน่น


 

ก่อนที่จะมี น้ำเสียงของหญิงสาว ส่งมาเตือนตัวเขาโดยตรง อี้เฉินจดจำน้ำเสียงของนางได้ในทันที นั้นก็คือ ยี่ผิง "เจ้าอย่าไปเด็ดขาดหากเจ้าไป มีเพียงความตายเท่านั้นที่รอเจ้าอยู่"


 

อี้เฉิน ครั้นได้ยินน้ำเสียงของ ยี่ผิง เขากวาดสายตามองหา นางในทันที เมื่อเห็นหญิงสาวที่ใบหน้าคุ้นเคย เขายกยิ้มทอประกายให้นางอย่างไม่มีปิดบัง ก่อนยกฝ่ามือโบกมือน้อยๆ ให้นาง แล้วไม่คิดสนใจนางอีกต่อไป "ได้ๆ ข้าตกลง พวกเจ้า เชิญนำทาง"


 

   ครั้นเมื่อพวกเขาทั้งสามได้ยินน้ำเสียงของชายหนุ่มไม่มีท่าที สะทกสะท้านแม้แต่น้อย พวกเขาอดไม่ได้ที่จะมีใบหน้าบึ้งตึง 'เหตุใดไอ้หมอนี้มันถึงไม่หวาดกลัวสิ่งใด' ก่อนจะนำทางพากันเข้าไปภายในส่วนลึกที่ไม่ห่างจากสถานที่แห่งนี้มากนัก


 

ยี่ผิงที่เห็นชายหนุ่มไม่แม้จะฟังคำพูดของนางแม้แต่น้อย นางถึงกับกระทืบเท้าลงพื้นเบื้องล่างอย่างแรง แม้แต่ผู้ติดตามของนางยังอดที่จะมองไม่ได้

 


เหล่าฝูงชนที่มามุงดู ครั้นเห็นกลุ่มของ พวกอี้เฉินบินทะยานเข้าไป หมายมั่นคิดทำลายสถิติ พวกเขาเองก็ไม่รอช้า พลิ้วกายา ติดตามไปเป็นสักขีพยานเช่นกัน ผู้คนที่เข้ามาดูยิ่งมีมากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งข่าวคราว แพร่งพรายออกไปสู่โลกภายนอก ภายในโลกปราณจิตก็ยิ่งวุ่นวาย


 


...อี้เฉินที่เห็นด้านหน้าเป็นทุ่งโล่งกว้างขนาดใหญ่ ใจกลางมีแท่นศิลาอยู่ เขารู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมากการทดสอบครั้นนี้ จะมีอะไรรอเขาอยู่กันแน่


 

ผู้คนเองก็ต่างพากัน ซุบซิบพูดคุย "เขาคิดจะทำลายสถิติของ ตำหนักเทพเช่นนั้นหรือ ข้าเคยได้ยินว่าผู้ที่มีชื่อขึ้น บนแท่นศิลาก็ยากแล้ว แล้วคิดจะทำลายสถิติมันเป็นไปได้หรือ"ชายหนุ่มคนหนึ่งกล่าวขึ้นมาด้วยความประหลาดใจ

 


หญิงสาวเองก็กล่าวขึ้นมา "ข้าเคยเห็นการทดสอบของ แท่นศิลานี้ บางคนที่เข้ารับการทดสอบ กระดูกเท้าถึงกับแหลกไม่มีชิ้นดี บางคนถึงกับร่างแตกสลาย กลายเป็นหมอกเลือดก็ยังมี"

 


ครั้นเมื่อหลายๆ คนได้ยิน น้ำเสียงของหญิงสาวเอ่ยพูดออกมาด้วยความจริงจัง ผู้คนที่มาดูชมก็ต่างกลืนน้ำลายลงคอไปคำใหญ่ ไม่คิดชายหนุ่ม นามว่าอี้ ผู้นี้จะใจกล้าห่อฟ้าถึงเพียงนี้

 


   อี้เฉิน จ้องมองไปที่ แท่นศิลาลอยเหนือ ทุ่งหญ้าโล่งเขียวขจี อยู่ไม่กี่ชั่วอึดใจ ก่อนเขาจะก้าวเดินเข้าไปหาแท่นศิลา นิ้วมือลูบไปตามต้นหญ้าเขียวขจี ปลิวไสว ลู่ลม เหล่านั้นด้วยความสงบนิ่ง ราวกับแม่น้ำที่เงียบสงบ ผู้คนก็เหมือนจะรับรู้ ถึงความแตก ต่างระหว่างพวกเขากับชายหนุ่มผมขาว นามว่า อี้ ผู้นั้น ว่าระดับปราณจิตของพวกเขานั้นแตกต่างกัน แม้แต่ผู้มีพรสวรรค์บางคน ยังกำฝ่ามือไว้จนแน่น

 


   ทว่าเมื่อ อี้เฉิน ขึ้นไปแตะที่แท่นศิลาเป็นสัญญาณเริ่มการทดสอบ ก้อนหิน 3ก้อนที่ขนาดต่างกันก็ตกลงมาอย่างฉับพลัน ประหนึ่งอุกกาบาต พุ่งลงมายังพื้นเบื้องล่าง ตั้งเรียงหน้ากระดาน ในทันใด


เมื่ออี้เฉินตรวจสอบไปที่ ก้อนหินเหล่านั้นเขาก็ต้องเบิกตาออกกว้าง มันราวกับเป็นเศษของแท่นศิลา แข็งแกร่งเป็นอย่างมาก แม้แต่ขนาดที่ก้อนเล็กสุดยังทำให้พื้นดินเป็นหลุมยุบใหญ่

 

"หรือเจ้าคิดจะทดสอบกำลังของข้างั้นหรือ" อี้เฉินอดไม่ได้ที่จะกล่าวออกมา

 


เมื่อมองดู ก้อนหินที่เล็กที่สุดได้ เขาก็รับรู้ถึงแรงกดดัน ที่หนักอึ้งจากหินก้อนเล็ก ที่ปล่อยออกมา ขนาดของมันเพียงเท่าตัวคนเท่านั้น แต่กลับส่งกลิ่นอายที่น่าคร้ามเกรงออกมา



   ทว่า อี้เฉินเอื้อม ฝ่ามือ ออกไปจับก้อนหิน ยังไม่ทันที่จะได้ยก ท้องฟ้าก็ประหนึ่งมีแรงกดดันที่รุนแรงบีบอัดลงมา มองเห็นด้วยตาเปล่าอย่างชัดเจน ผู้คนที่เห็นถึงกับกลืนน้ำลายลงคอไปคำใหญ่ เมื่อเห็นแรงบีบอัดที่ส่งลงมาใส่ก้อนหินเหล่านั้น การจะยกมันขึ้นมาไม่ใช่เรื่องง่ายๆ อย่างแน่นอน

 


แต่ไม่ใช่สำหรับ อี้เฉินในยามนี้ ครั้นเมื่อเขาออกแรงสุดกำลัง หินขนาดเท่าตัวคนก็ลอยขึ้นมา เหนือศีรษะของเขาได้อย่างรวดเร็ว

 


ผู้คนที่เห็นต่างเบิกตาออกกว้าง เสียงพูดคุยดังออกไป ระเบ็งเซ็งแซ่ "เขาทำมันได้อย่างไร เพียงไม่กี่ลมหายใจ ก็สามารถยกมันขึ้นไปได้" ชายหนุ่มกล่าวออกมาด้วยความตกใจ

 


    ทว่า มีหลายๆ คน ส่ายหัว มองว่าชายหนุ่มนามว่า อี้ ธรรมดาเป็นอย่างมาก "เจ้าดูที่เท้าของเขาสิ เหมือนว่าจะมีเลือดไหลซึมออกมา กระดูกในร่างของเขาเองก็คง แตกร้าวไปไม่น้อย ข้าว่าเขาก็ไม่เท่าไหร่ ข้าอุตส่าห์เสียเวลามาดู ผู้ที่ฆ่าสังหาร มารน้อย หาญเจีย แห่งศาลาซากศพได้ จะเป็นบุคคลเช่นใดเขาดูธรรมดาเกินไป สงสัยศาลาซากศพ คงอยู่ในยุคอ่อนแอเสียแล้วกระมัง" ชายหนุ่มกล่าวออกมาตัดพ้อ แต่น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วย คำพูดเสียดสี


 

เหล่าศิษย์ศาลาซากศพ ครั้นได้ยินคำพูดถากถาง จากกลุ่มคน พวกเขาถึงกับกำหมัดไว้จนแน่น อยากจะเข้าไปตบปาก ไอ้พวกจอมยุทธเหล่านั้นจริงๆ แต่ก็ต้องเก็บโทสะกลับไป หากไม่พบเจอไอ้หนุ่มผมขาว มีหรือศาลาซากศพ จะถูกดูแคลนเช่นนี้ 'รอศิษย์เอกของพวกเรารับรู้ก่อนเถอะ มันไม่ตายดีแน่'


 

อี้เฉินเขาถึงกับสีหน้าบึ้งตึง ครั้นคิดว่า หินก้อนเล็กๆ แค่นี้จะสามารถยกมันขึ้นมาได้ง่ายๆ ไม่คิด ว่ามันจะหนักหลายหมื่นชั่ง นี่เพียงแค่หินก้อนเดียวนะถึงกับทำให้ร่างทั้งร่างของเขาสั่นเทิ้ม กระดูกทั่วร่างลั่นไปหมดทั้งตัว อดที่จะชื่นชมแรงกดดันเหล่านั้นไม่ได้

 


เมื่อก้าวเท้าไปที่ก้อนหินก้อนที่สองได้ เขาไม่เก็บออมปราณพลังไว้อีกต่อไป หมายจะใช้พลังกายาทั้งหมดที่เขามี ยกก้อนหินขึ้นไปเหนือศีรษะเสียให้ได้ ทว่าเมื่อจู่ๆ อี้เฉินก็ได้ยินกลุ่มคนพูดคุยกันเสียงดัง ระเบ็งเซ็งแซ่ เขาอดไม่ได้ที่จะหันออกไปมอง

 


"พวกเจ้าดูนั้นเร็ว เหล่าศิษย์เอก ของสำนักซากศพมาแล้ว นายน้อยซูเซ่อ แห่งศาลาซากศพ   สำนักเซียนสวรรค์อย่าง จิ้งจอกสาว หงส์เหมิง เองก็มา" ชายหนุ่มกล่าวออกมาด้วยความตกใจ

 


"หลี่หยวน ผู้นั้นเขาก็เป็นศิษย์เอก ของตำหนักหยินหยาง ไม่ใช่หรือ เหตุใดผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือ ถึงมายังสถานที่แห่งนี้ หรือชายหนุ่มนามว่า อี้ ผู้นั้นมีค่าพอให้ พวกเขาออกมาดูชม"ชายหนุ่มกล่าวออกมาด้วยความตกใจ

 


    อี้เฉินเขาที่เห็น เหล่าอัจฉริยะที่แท้จริง เขาถึงกับหน้าบึ้งตึง ไม่คิดคนพวกนี้จะรุดหน้าไปมากกว่าที่เขาคาดคิด แถมเขายังจำชายหนุ่มร่างกายผอมบางนามว่า ซูเซ่อ แห่งศาลาซากศพ ได้เป็นอย่างดี เนื่องด้วยพวกเขาเคยปะทะกันมาก่อน แต่ในยามนี้อี้เฉินไม่มี เต๋าแห่งการฟื้นฟู เกรงว่าเขาในยามนี้จะไม่ใช่คู่ต่อสู้ของคนผู้นั้น เสียแล้ว


 

เหล่าศิษย์ ศาลาซากศพ ครั้นเห็น ศิษย์เอกในสำนักมาถึง พวกเขากรูกันเข้าไปคำนับด้วยความนอบน้อมในทันที ครั้นเมื่อพวกเขาชี้นิ้วมาที่ ชายหนุ่มผมขาวนามว่าอี้ ตัวของ ซูเซ่อ แห่งศาลาซากศพ กลับต้องประหลาดใจ แววตาฉายรังสีอำมหิตในทันใด จดจำใบหน้าอี้เฉิน ได้ในทันที



"ไอ้เวรนั้นมันขึ้นมา ดินแดนเบื้องบนด้วยงั้นหรือ ดี ดี ข้าจะได้จัดการล้างหนี้แค้นเสียเลย" ซูเซ่อ แห่งศาลาซากศพ กล่าวออกมาด้วยความเดือดดาล ฝ่ามือถึงกับกำหมัดไว้จนแน่น ชุดเกาะผี สีดำสนิท เองก็สั่นไหว ไม่หยุด ประหนึ่งมันเจอคู่แค้นเมื่อชาติปางก่อน

คล้ายกับเรื่องลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ] ที่คุณอ่าน