จ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 7 ตอนที่ 200 เขตแดนลี้ลับ

                “พวกเจ้าไม่ต้องสงสัยอีกไม่นานก็จะกระจ่างเองว่าเป็นอย่างไร”หวงฝู่หนานที่อยู่ด้านข้างเห็นทั้งคู่แสดงสีหน้างุนงงสับสนจึงเอ่ยปากขึ้น

                ผู้อาวุโสใหญ่พยักหน้าแก่โค่วฉางคงเล็กน้อยก่อนจะกล่าวว่า“ให้พวกมันเข้าไปเลยเถอะ”

                “ดีเช่นนั้นก็เริ่มต้นได้เลย!” โค่วฉางคงลุกขึ้นยืนพร้อมกับกล่าวต่อทั้งคู่ว่า“พวกเจ้าทั้งสองคนตามข้ามา”

                แล้วทั้งหมดจึงเดินออกจากห้องศิลามาถึงหน้าประตูหินขนาดใหญ่ซึ่งอยู่ด้านในสุดไป๋หยุนเฟยชะงักไปชั่วครู่ --- หรือว่าจะต้องเข้าไปในนั้น?

                โค่วฉางคงเดินไปที่ด้านขวาของประตูจากนั้นจึงยกมือขวาขึ้น ในมือก็ปรากฏแผ่นป้ายขนาดเล็กสีแดงเป็นแผ่นป้ายรูปวงกลมขนาดเท่าฝ่ามือที่ขอบมีลวดลายรูปเปลวไฟ มองดูผ่านๆกลับคล้ายเป็นดวงอาทิตย์ขนาดเล็กที่มีเปลวเพลิงลุกโชนอยู่

                โค่วฉางคงนำแผ่นป้ายกดลงบนผนังด้านขวาของประตูไป๋ฟยุนเฟยจึงค่อยพบว่า บริเวณนั้นมีรอยเว้ารูปทรงเดียวกับแผ่นป้ายอยู่

                เห็นได้ชัดว่า แผ่นป้ายนี้เป็น‘กุญแจ’ที่ใช้เปิดประตูบานนี้นั่นเอง

                หลังจากกดแผ่นป้ายลงในรอยเว้าแล้วกลับไม่เกิดปฏิกิริยาอันใดขึ้น โค่วฉางคงรวบรวมสมาธิอยู่ชั่วครู่จึงค่อยรั้งมือขวาออกจากผนังอย่างแช่มช้าด้วยแววตาเคร่งขรึมไป๋หยุนเฟยสัมผัสได้ถึงพลังธาตุไฟที่แผ่กระเพื่อมออกมาอย่างแผ่วเบาจากนั้นได้ยินเสียง‘ปัง’ดังขึ้นที่ฝ่ามือขวาของโค่วฉางคงแล้วลูกไฟขนาดเล็กก็ปรากฏขึ้น

                แต่เมื่อพิจารณาอย่างละเอียดลูกไฟนั้นกลับมีรูปทรงเช่นเดียวกับแผ่นป้ายเมื่อครู่ไม่มีผิดเพี้ยน!

                โค่วฉางคงใช้ฝ่ามือกดไปที่‘กุญแจ’อีกครั้งยามที่ลูกไฟในมือกับแผ่นป้ายบรรจบกันขอบรูปเปลวไฟก็หลุดจากแผ่นป้ายเหลือไว้เพียงแผ่นกลมที่อยู่กึ่งกลาง ขณะเดียวกันแผ่นกลมก็จมลงในผนังอีกเล็กน้อย

                ฝ่ามือโค่วฉางคงยังคงแนบสนิทอยู่กับแผ่นป้ายขณะที่เริ่มบิดไปด้านขวาอย่างแช่มช้า พลังวิญญาณอันทรงพลังของโค่วฉางคงก็สั่นกระเพื่อมแผ่ออกตามการหมุนของมือ

                ไป๋หยุนเฟยมองดูโค่วฉางคงด้วยสายตาตะลึงพรึงเพริดเพราะว่าเพียงชั่วสามลมหายใจ มันสัมผัสถึงการสั่นกระเพื่อมขึ้นลงของพลังวิญญาณโค่วฉางคงได้ไม่ต่ำกว่าร้อยครั้ง!

                แสงสีแดงแผ่ออกจากมือของโค่วฉางคงก่อนจะสาดกระจายออกโดยรอบจากนั้นผนังถ้ำก็คล้ายกับบังเกิดรอยแตกร้าวแผ่ขยายจากด้านขวาลุกลามไปจนถึงประตูฝั่งซ้ายขณะเดียวกันแสงสีแดงเข้มข้นก็สาดลอดออกจาก‘รอยแตก’นั้น  ประตูหินในยามนี้ถูกย้อมด้วยแสงสีแดงเจิดจ้าบาดตา และด้วยพลังธาตุไฟอันเข้มข้นรุนแรงที่แผ่ออกมาแม้แต่ไป๋หยุนเฟยก็คล้ายจะทนทานต่อการ‘แผดเผา’อันรุนแรงที่แผ่ออกมาไม่ไหวต้องถอยหลังครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว

                แม้แต่ผู้ฝึกปรือพลังธาตุไฟเช่นมันยังรู้สึกได้ถึงความ‘ร้อนแรงแผดเผา’ แสดงให้เห็นว่าพลังธาตุไฟนี้แรงกล้าเพียงใด...

                “ตูม……”

                บังเกิดเสียงทุ้มหนักดังกึกก้อง แล้วประตูหินก็เปิดออกอย่างแช่มช้ากลายเป็นช่องที่ปรากฏแสงสาดพุ่งออกมาออกมาช่องที่ว่านี้เพียงกว้างพอให้คนผู้หนึ่งเดินผ่านเข้าไป แต่ด้วยแสงสว่างอันเจิดจ้าจึงไม่อาจมองเห็นด้านในได้ชัดตา

                ผู้อาวุโสใหญ่โบกมือเรียกไป๋หยุนเฟยและเย่จือชิวพร้อมกับกล่าวว่า“พวกเจ้าเข้าไปเถอะ!”

                กล่าวจบก็ไม่เอ่ยปากอันใดอีกโค่วฉางคงก็ราวกับกำลังเพ่งสมาธิควบคุมประตูหินอย่างแน่วแน่หวงฝู่หนานกับคนที่เหลือก็เพียงยืนเงียบงันอยู่ด้านหลังผู้อาวุโสใหญ่

                “เอ่อ...” ไป๋หยุนเฟยตะลึงงันไปชั่วขณะ --- เข้าไปในนั้น? ไม่กล่าวแนะนำอะไรหน่อยหรือ? ข้ากลับคิดว่าพวกท่านควรจะบอกกล่าวข้อควรระวังอะไรทำนองนั้นก่อนไม่ใช่หรือ?

                ก่อนหน้านี้ก็บอกว่าพวกข้ามีโอกาสอีกครั้งที่จะหลอมวัตถุวิญญาณเฉพาะตัวได้แต่ว่าต้องทำอย่างไรกลับไม่มีผู้ใดชี้แนะสักคำ...

                “ยังไม่รีบเข้าไปอีก?!” ผู้อาวุโสใหญ่ขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยปากเร่งรัด

                เย่จือชิวหันมามองไป๋หยุนเฟยพร้อมกับพยักหน้าเบาๆคราหนึ่งก่อนจะเดินนำหน้าเข้าไปแต่เพียงก้าวเท้าเข้าประตูมันก็ถูกลำแสงสีแดงกลืนหายไป

                ไป๋หยุนเฟยมองไปยังซ่งหลินก็เห็นอีกฝ่ายส่งสายตาให้กำลังใจยามนี้มันทราบแน่แล้วว่าคงไม่ได้รับข้อมูลใดอีก นี่คงเป็น‘การทดสอบ’อีกบทหนึ่งอย่างแน่นอนแม้จะรู้สึกไม่พอใจอยู่บ้างที่ถูกผู้อาวุโสทั้งหลายเสือกไสให้เข้าไป แต่ไป๋หยุนเฟยก็ไม่มีทางเลือกได้แต่ก้าวเท้าติดตามเย่จือชิวเข้าไป

                เมื่อเดินถึงหน้าช่องประตูที่เปิดอยู่นั้นขณะมองดูผ่านช่องแสงที่ห่างออกไปไม่ถึงวาไป๋หยุนเฟยก็พบว่าแม้แต่ตรงนี้ก็ยังมองอะไรไม่ชัดอยู่ดังเดิมหลังจากหยุดอยู่ราวชั่วลมหายใจ สุดท้ายมันก็กัดฟันก้าวเท้าอย่างรวดเร็วเข้าไป

                ……

                ชั่วพริบตาที่ก้าวผ่านประตูหินเข้าไปไป๋หยุนเฟยยังไม่ทันมองรอบกายได้ชัดตาก็พลันขนลุกชี้ชัน สัมผัสอันแรงกล้าถึงอันตรายทะลักขึ้นในทันที

                ไป๋หยุนเฟยสะบัดมือขวาเรียกทวนเปลวอัคคีมาอยู่ในมือพร้อมกับวาดไปด้านขวาโดยไม่ลังเลแต่ทว่ากลับฟาดใส่เพียงความว่างเปล่า ไป๋หยุนเฟยเหยียดกายชักทวนกลับขณะเดียวกันก็จ้องมองไปรอบกายด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

                ที่น่าประหลาดก็คือสัมผัสอันตรายนั้นเดี๋ยวมีเดี๋ยวหายไป๋หยุนเฟยไม่แน่ใจว่าเมื่อครู่ตนเองประสาทหลอนไปเองหรือไม่ แต่ยังคงไม่กล้าประมาทประสาทของมันเขม็งตึงเครียดขณะที่โคจรพลังวิญญาณไปรอบกายไป๋หยุนเฟยกวาดตามองไปรอบทิศพร้อมกับแผ่สัมผัสวิญญาณกวาดสำรวจโดยละเอียด

                ภายในที่ว่างแห่งนี้ล้วนมีแต่สีแดงไม่เพียงพื้นหินใต้ฝ่าเท้าเป็นสีแดง แม้แต่รอบด้านยังถูกปกคลุมด้วยหมอกสีแดงหนาทึบมองออกไปเพียงสองวาเศษภาพก็เริ่มเลือนราง ยามนี้ไป๋หยุนเฟยรู้สึกราวกับกำลังอยู่ในเตาเผาผิวกายแสบร้อนจนแทบพุพอง มันสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า‘หมอกแดง’ที่อยู่รอบกายนั้นที่แท้ก็เป็นพลังธาตุไฟอันเข้มข้นจนไม่อาจจะจินตนาการได้

                “จือชิว…..จือชิว!!”

                หลังจากเฝ้าสังเกตรอบกายอยู่ครู่ใหญ่ไป๋หยุนเฟยก็พลันฉุกคิดขึ้นมาได้ว่ายังมีเย่จือชิวที่เข้ามาก่อนอยู่อีกคนจึงรีบตะโกนร้องเรียก แต่ก็ไม่มีเสียงใดขานรับกลับมา

                สัมผัสวิญญาณแผ่ออกหลายสิบวาแต่ก็ไม่พบสิ่งใดไป๋หยุนเฟยจึงลอบตื่นตระหนก “เป็นไปได้อย่างไร... มันเข้ามาก่อนข้าเพียงไม่ถึงอึดใจเท่านั้น!”

                ชั่วขณะที่กำลังจะขยายสัมผัสวิญญาณออกกวาดให้ไกลขึ้นนั้นไป๋หยุนเฟยก็พลันหน้าแปรเปลี่ยนอย่างฉับพลัน มันรีบเบี่ยงศีรษะไปด้านขวาในทันที

                “ฟุ่บ!”

                พร้อมกับเสียงแผ่วเบาที่ดังแว่วขึ้น ศรเพลิงขนาดเท่านิ้วมือยาวสามนิ้วก็เฉียดผ่านข้างหูพุ่งเข้ากลุ่มหมอกเบื้องหน้าไป

                “ผู้ใด!”

                ไป๋หยุนเฟยหันขวับกลับไป แต่ที่ด้านหลังก็ไม่พบเห็นสิ่งใดผิดปกติถึงกับไม่มีร่องรอยของ‘ผู้ลอบโจมตี’แม้แต่น้อย

                เสียงแผ่วเบาดังกระชั้นขึ้นสามครั้ง จากนั้นก็เห็นลูกไฟขนาดเท่ากำปั้นลอยจากด้านหน้าพุ่งเข้าหาไป๋หยุนเฟยในทันที!

                แก้วตาไป๋หยุนเฟยหดวูบสีหน้ามันฉายแววเหลือเชื่อออกมา ครั้งนี้ไป๋หยุนเฟยเห็นอย่างชัดเจนแล้วลูกไฟสามลูกนี้ที่แท้ก็เกิดจากพลังธาตุไฟที่ล่องลอยในอากาศรวมตัวเป็นกลุ่มก้อนพุ่งเข้าจู่โจม!!

                ไป๋หยุนเฟยไม่มีเวลาจะทันได้ครุ่นคิดเพียงพริบตาเดียวลูกไฟก็หมุนควงมาถึง มันโยกซ้ายย้ายขวาอย่างทุลักทุเลสุดท้ายจึงค่อยหลบรอดจากลูกไฟทั้งสามไปได้

                แต่เพิ่งทรงกายได้อย่างมั่นคงก็มีคมมีดโค้งที่เกิดจากเปลวไฟสามเล่มพุ่งจู่โจมเข้าหาจากด้านซ้าย!

                “บัดซบ! นี่มันเรื่องอะไรกันแน่!!”ไป๋หยุนเฟยอดสบถออกมาไม่ได้ สองเท้ารีบใช้ออกด้วยท่าเท้าเหยียบคลื่นเพื่อหลบหลีกจากคมมีดเปลวเพลิงทั้งสาม

                แต่ยังไม่ทันจะได้ยินดีก็ปรากฏการโจมตีหนุนเนื่องเข้ามาอีก!

                ลูกไฟ ศรเพลิง คมมีดเปลวเพลิง... หลากรูปทรงหลายรูปแบบผนึกตัวขึ้นจากความว่างเปล่าโจมตีเข้ามาอย่างต่อเนื่องมิหนำซ้ำยังมาจากทุกทิศทุกทางพุ่งเข้าหาไป๋หยุนเฟย

                ยามแรกเริ่มไป๋หยุนเฟยเพียงหลบหลีกแต่เมื่อพบว่าการโจมตีเริ่มหนาแน่นถี่ยิบ อีกทั้งลูกไฟบางลูกเมื่อพุ่งผ่านไปก็วกกลับมาโจมตีอีกครั้งสุดท้ายมันก็ทนไม่ไหวเริ่มตอบโต้ออกไป

                “ปัง!!”

                ทวนเปลวอัคคีกวาดออกอย่างว่องไวฟาดใส่ลูกไฟที่โจมตีมาจากด้านขวาจนแตกกระจาย!

                ด้วยแววตาที่จ้องเขม็งไป๋หยุนเฟยลอบถอนใจขจัดความลังเลทิ้งไป ร่างกายมันเคลื่อนไหวดุจวายุพลิ้ว ร่ายรำทวนเปลวอัคคีแน่นหนาถี่ยิบจู่โจมใส่บรรดาลูกไฟศรเพลิงและการโจมตีที่เข้ามาจนแตกกระจาย

                “ตูม!!”

                เสียงระเบิดดังขึ้นยามที่ทวนเปลวอัคคีแทงใส่ลูกไฟลูกหนึ่งจนกระตุ้นผลกระทบให้เกิดการระเบิดขึ้นลูกไฟนับไม่ถ้วนในรัศมีหลายวาโดยรอบจึงถูกแรงระเบิดจนแตกสลายกายเป็นสะเก็ดไฟกระจายออกรอบด้าน

                แล้วการโจมตีจากรอบด้านก็หยุดลงไป๋หยุนเฟยค้ำทวนยันพื้นหอบหายใจอย่างหนักหน่วง ขณะเดียวกันก็หลั่งเหงื่อโซมหน้า

                “แฮ่ก... แฮ่ก... หมดแล้วกระมัง?”ไป๋หยุนเฟยเงยหน้าขึ้นมองไปโดยรอบ หมอกสีแดงก็ยังคงปกคลุมอยู่ รอบข้างก็ยังสัมผัสถึงสิ่งใดไม่ได้อยู่เช่นเดิม

                กระนั้นมันกลับรู้สึกได้ว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล แต่ก็อธิบายไม่ได้ว่าคืออะไร...

    คล้ายกับเรื่องจ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน