“พวกเจ้าไม่ต้องสงสัยอีกไม่นานก็จะกระจ่างเองว่าเป็นอย่างไร”หวงฝู่หนานที่อยู่ด้านข้างเห็นทั้งคู่แสดงสีหน้างุนงงสับสนจึงเอ่ยปากขึ้น
ผู้อาวุโสใหญ่พยักหน้าแก่โค่วฉางคงเล็กน้อยก่อนจะกล่าวว่า“ให้พวกมันเข้าไปเลยเถอะ”
“ดีเช่นนั้นก็เริ่มต้นได้เลย!” โค่วฉางคงลุกขึ้นยืนพร้อมกับกล่าวต่อทั้งคู่ว่า“พวกเจ้าทั้งสองคนตามข้ามา”
แล้วทั้งหมดจึงเดินออกจากห้องศิลามาถึงหน้าประตูหินขนาดใหญ่ซึ่งอยู่ด้านในสุดไป๋หยุนเฟยชะงักไปชั่วครู่ --- หรือว่าจะต้องเข้าไปในนั้น?
โค่วฉางคงเดินไปที่ด้านขวาของประตูจากนั้นจึงยกมือขวาขึ้น ในมือก็ปรากฏแผ่นป้ายขนาดเล็กสีแดงเป็นแผ่นป้ายรูปวงกลมขนาดเท่าฝ่ามือที่ขอบมีลวดลายรูปเปลวไฟ มองดูผ่านๆกลับคล้ายเป็นดวงอาทิตย์ขนาดเล็กที่มีเปลวเพลิงลุกโชนอยู่
โค่วฉางคงนำแผ่นป้ายกดลงบนผนังด้านขวาของประตูไป๋ฟยุนเฟยจึงค่อยพบว่า บริเวณนั้นมีรอยเว้ารูปทรงเดียวกับแผ่นป้ายอยู่
เห็นได้ชัดว่า แผ่นป้ายนี้เป็น‘กุญแจ’ที่ใช้เปิดประตูบานนี้นั่นเอง
หลังจากกดแผ่นป้ายลงในรอยเว้าแล้วกลับไม่เกิดปฏิกิริยาอันใดขึ้น โค่วฉางคงรวบรวมสมาธิอยู่ชั่วครู่จึงค่อยรั้งมือขวาออกจากผนังอย่างแช่มช้าด้วยแววตาเคร่งขรึมไป๋หยุนเฟยสัมผัสได้ถึงพลังธาตุไฟที่แผ่กระเพื่อมออกมาอย่างแผ่วเบาจากนั้นได้ยินเสียง‘ปัง’ดังขึ้นที่ฝ่ามือขวาของโค่วฉางคงแล้วลูกไฟขนาดเล็กก็ปรากฏขึ้น
แต่เมื่อพิจารณาอย่างละเอียดลูกไฟนั้นกลับมีรูปทรงเช่นเดียวกับแผ่นป้ายเมื่อครู่ไม่มีผิดเพี้ยน!
โค่วฉางคงใช้ฝ่ามือกดไปที่‘กุญแจ’อีกครั้งยามที่ลูกไฟในมือกับแผ่นป้ายบรรจบกันขอบรูปเปลวไฟก็หลุดจากแผ่นป้ายเหลือไว้เพียงแผ่นกลมที่อยู่กึ่งกลาง ขณะเดียวกันแผ่นกลมก็จมลงในผนังอีกเล็กน้อย
ฝ่ามือโค่วฉางคงยังคงแนบสนิทอยู่กับแผ่นป้ายขณะที่เริ่มบิดไปด้านขวาอย่างแช่มช้า พลังวิญญาณอันทรงพลังของโค่วฉางคงก็สั่นกระเพื่อมแผ่ออกตามการหมุนของมือ
ไป๋หยุนเฟยมองดูโค่วฉางคงด้วยสายตาตะลึงพรึงเพริดเพราะว่าเพียงชั่วสามลมหายใจ มันสัมผัสถึงการสั่นกระเพื่อมขึ้นลงของพลังวิญญาณโค่วฉางคงได้ไม่ต่ำกว่าร้อยครั้ง!
แสงสีแดงแผ่ออกจากมือของโค่วฉางคงก่อนจะสาดกระจายออกโดยรอบจากนั้นผนังถ้ำก็คล้ายกับบังเกิดรอยแตกร้าวแผ่ขยายจากด้านขวาลุกลามไปจนถึงประตูฝั่งซ้ายขณะเดียวกันแสงสีแดงเข้มข้นก็สาดลอดออกจาก‘รอยแตก’นั้น ประตูหินในยามนี้ถูกย้อมด้วยแสงสีแดงเจิดจ้าบาดตา และด้วยพลังธาตุไฟอันเข้มข้นรุนแรงที่แผ่ออกมาแม้แต่ไป๋หยุนเฟยก็คล้ายจะทนทานต่อการ‘แผดเผา’อันรุนแรงที่แผ่ออกมาไม่ไหวต้องถอยหลังครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว
แม้แต่ผู้ฝึกปรือพลังธาตุไฟเช่นมันยังรู้สึกได้ถึงความ‘ร้อนแรงแผดเผา’ แสดงให้เห็นว่าพลังธาตุไฟนี้แรงกล้าเพียงใด...
“ตูม……”
บังเกิดเสียงทุ้มหนักดังกึกก้อง แล้วประตูหินก็เปิดออกอย่างแช่มช้ากลายเป็นช่องที่ปรากฏแสงสาดพุ่งออกมาออกมาช่องที่ว่านี้เพียงกว้างพอให้คนผู้หนึ่งเดินผ่านเข้าไป แต่ด้วยแสงสว่างอันเจิดจ้าจึงไม่อาจมองเห็นด้านในได้ชัดตา
ผู้อาวุโสใหญ่โบกมือเรียกไป๋หยุนเฟยและเย่จือชิวพร้อมกับกล่าวว่า“พวกเจ้าเข้าไปเถอะ!”
กล่าวจบก็ไม่เอ่ยปากอันใดอีกโค่วฉางคงก็ราวกับกำลังเพ่งสมาธิควบคุมประตูหินอย่างแน่วแน่หวงฝู่หนานกับคนที่เหลือก็เพียงยืนเงียบงันอยู่ด้านหลังผู้อาวุโสใหญ่
“เอ่อ...” ไป๋หยุนเฟยตะลึงงันไปชั่วขณะ --- เข้าไปในนั้น? ไม่กล่าวแนะนำอะไรหน่อยหรือ? ข้ากลับคิดว่าพวกท่านควรจะบอกกล่าวข้อควรระวังอะไรทำนองนั้นก่อนไม่ใช่หรือ?
ก่อนหน้านี้ก็บอกว่าพวกข้ามีโอกาสอีกครั้งที่จะหลอมวัตถุวิญญาณเฉพาะตัวได้แต่ว่าต้องทำอย่างไรกลับไม่มีผู้ใดชี้แนะสักคำ...
“ยังไม่รีบเข้าไปอีก?!” ผู้อาวุโสใหญ่ขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยปากเร่งรัด
เย่จือชิวหันมามองไป๋หยุนเฟยพร้อมกับพยักหน้าเบาๆคราหนึ่งก่อนจะเดินนำหน้าเข้าไปแต่เพียงก้าวเท้าเข้าประตูมันก็ถูกลำแสงสีแดงกลืนหายไป
ไป๋หยุนเฟยมองไปยังซ่งหลินก็เห็นอีกฝ่ายส่งสายตาให้กำลังใจยามนี้มันทราบแน่แล้วว่าคงไม่ได้รับข้อมูลใดอีก นี่คงเป็น‘การทดสอบ’อีกบทหนึ่งอย่างแน่นอนแม้จะรู้สึกไม่พอใจอยู่บ้างที่ถูกผู้อาวุโสทั้งหลายเสือกไสให้เข้าไป แต่ไป๋หยุนเฟยก็ไม่มีทางเลือกได้แต่ก้าวเท้าติดตามเย่จือชิวเข้าไป
เมื่อเดินถึงหน้าช่องประตูที่เปิดอยู่นั้นขณะมองดูผ่านช่องแสงที่ห่างออกไปไม่ถึงวาไป๋หยุนเฟยก็พบว่าแม้แต่ตรงนี้ก็ยังมองอะไรไม่ชัดอยู่ดังเดิมหลังจากหยุดอยู่ราวชั่วลมหายใจ สุดท้ายมันก็กัดฟันก้าวเท้าอย่างรวดเร็วเข้าไป
……
ชั่วพริบตาที่ก้าวผ่านประตูหินเข้าไปไป๋หยุนเฟยยังไม่ทันมองรอบกายได้ชัดตาก็พลันขนลุกชี้ชัน สัมผัสอันแรงกล้าถึงอันตรายทะลักขึ้นในทันที
ไป๋หยุนเฟยสะบัดมือขวาเรียกทวนเปลวอัคคีมาอยู่ในมือพร้อมกับวาดไปด้านขวาโดยไม่ลังเลแต่ทว่ากลับฟาดใส่เพียงความว่างเปล่า ไป๋หยุนเฟยเหยียดกายชักทวนกลับขณะเดียวกันก็จ้องมองไปรอบกายด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
ที่น่าประหลาดก็คือสัมผัสอันตรายนั้นเดี๋ยวมีเดี๋ยวหายไป๋หยุนเฟยไม่แน่ใจว่าเมื่อครู่ตนเองประสาทหลอนไปเองหรือไม่ แต่ยังคงไม่กล้าประมาทประสาทของมันเขม็งตึงเครียดขณะที่โคจรพลังวิญญาณไปรอบกายไป๋หยุนเฟยกวาดตามองไปรอบทิศพร้อมกับแผ่สัมผัสวิญญาณกวาดสำรวจโดยละเอียด
ภายในที่ว่างแห่งนี้ล้วนมีแต่สีแดงไม่เพียงพื้นหินใต้ฝ่าเท้าเป็นสีแดง แม้แต่รอบด้านยังถูกปกคลุมด้วยหมอกสีแดงหนาทึบมองออกไปเพียงสองวาเศษภาพก็เริ่มเลือนราง ยามนี้ไป๋หยุนเฟยรู้สึกราวกับกำลังอยู่ในเตาเผาผิวกายแสบร้อนจนแทบพุพอง มันสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า‘หมอกแดง’ที่อยู่รอบกายนั้นที่แท้ก็เป็นพลังธาตุไฟอันเข้มข้นจนไม่อาจจะจินตนาการได้
“จือชิว…..จือชิว!!”
หลังจากเฝ้าสังเกตรอบกายอยู่ครู่ใหญ่ไป๋หยุนเฟยก็พลันฉุกคิดขึ้นมาได้ว่ายังมีเย่จือชิวที่เข้ามาก่อนอยู่อีกคนจึงรีบตะโกนร้องเรียก แต่ก็ไม่มีเสียงใดขานรับกลับมา
สัมผัสวิญญาณแผ่ออกหลายสิบวาแต่ก็ไม่พบสิ่งใดไป๋หยุนเฟยจึงลอบตื่นตระหนก “เป็นไปได้อย่างไร... มันเข้ามาก่อนข้าเพียงไม่ถึงอึดใจเท่านั้น!”
ชั่วขณะที่กำลังจะขยายสัมผัสวิญญาณออกกวาดให้ไกลขึ้นนั้นไป๋หยุนเฟยก็พลันหน้าแปรเปลี่ยนอย่างฉับพลัน มันรีบเบี่ยงศีรษะไปด้านขวาในทันที
“ฟุ่บ!”
พร้อมกับเสียงแผ่วเบาที่ดังแว่วขึ้น ศรเพลิงขนาดเท่านิ้วมือยาวสามนิ้วก็เฉียดผ่านข้างหูพุ่งเข้ากลุ่มหมอกเบื้องหน้าไป
“ผู้ใด!”
ไป๋หยุนเฟยหันขวับกลับไป แต่ที่ด้านหลังก็ไม่พบเห็นสิ่งใดผิดปกติถึงกับไม่มีร่องรอยของ‘ผู้ลอบโจมตี’แม้แต่น้อย
เสียงแผ่วเบาดังกระชั้นขึ้นสามครั้ง จากนั้นก็เห็นลูกไฟขนาดเท่ากำปั้นลอยจากด้านหน้าพุ่งเข้าหาไป๋หยุนเฟยในทันที!
แก้วตาไป๋หยุนเฟยหดวูบสีหน้ามันฉายแววเหลือเชื่อออกมา ครั้งนี้ไป๋หยุนเฟยเห็นอย่างชัดเจนแล้วลูกไฟสามลูกนี้ที่แท้ก็เกิดจากพลังธาตุไฟที่ล่องลอยในอากาศรวมตัวเป็นกลุ่มก้อนพุ่งเข้าจู่โจม!!
ไป๋หยุนเฟยไม่มีเวลาจะทันได้ครุ่นคิดเพียงพริบตาเดียวลูกไฟก็หมุนควงมาถึง มันโยกซ้ายย้ายขวาอย่างทุลักทุเลสุดท้ายจึงค่อยหลบรอดจากลูกไฟทั้งสามไปได้
แต่เพิ่งทรงกายได้อย่างมั่นคงก็มีคมมีดโค้งที่เกิดจากเปลวไฟสามเล่มพุ่งจู่โจมเข้าหาจากด้านซ้าย!
“บัดซบ! นี่มันเรื่องอะไรกันแน่!!”ไป๋หยุนเฟยอดสบถออกมาไม่ได้ สองเท้ารีบใช้ออกด้วยท่าเท้าเหยียบคลื่นเพื่อหลบหลีกจากคมมีดเปลวเพลิงทั้งสาม
แต่ยังไม่ทันจะได้ยินดีก็ปรากฏการโจมตีหนุนเนื่องเข้ามาอีก!
ลูกไฟ ศรเพลิง คมมีดเปลวเพลิง... หลากรูปทรงหลายรูปแบบผนึกตัวขึ้นจากความว่างเปล่าโจมตีเข้ามาอย่างต่อเนื่องมิหนำซ้ำยังมาจากทุกทิศทุกทางพุ่งเข้าหาไป๋หยุนเฟย
ยามแรกเริ่มไป๋หยุนเฟยเพียงหลบหลีกแต่เมื่อพบว่าการโจมตีเริ่มหนาแน่นถี่ยิบ อีกทั้งลูกไฟบางลูกเมื่อพุ่งผ่านไปก็วกกลับมาโจมตีอีกครั้งสุดท้ายมันก็ทนไม่ไหวเริ่มตอบโต้ออกไป
“ปัง!!”
ทวนเปลวอัคคีกวาดออกอย่างว่องไวฟาดใส่ลูกไฟที่โจมตีมาจากด้านขวาจนแตกกระจาย!
ด้วยแววตาที่จ้องเขม็งไป๋หยุนเฟยลอบถอนใจขจัดความลังเลทิ้งไป ร่างกายมันเคลื่อนไหวดุจวายุพลิ้ว ร่ายรำทวนเปลวอัคคีแน่นหนาถี่ยิบจู่โจมใส่บรรดาลูกไฟศรเพลิงและการโจมตีที่เข้ามาจนแตกกระจาย
“ตูม!!”
เสียงระเบิดดังขึ้นยามที่ทวนเปลวอัคคีแทงใส่ลูกไฟลูกหนึ่งจนกระตุ้นผลกระทบให้เกิดการระเบิดขึ้นลูกไฟนับไม่ถ้วนในรัศมีหลายวาโดยรอบจึงถูกแรงระเบิดจนแตกสลายกายเป็นสะเก็ดไฟกระจายออกรอบด้าน
แล้วการโจมตีจากรอบด้านก็หยุดลงไป๋หยุนเฟยค้ำทวนยันพื้นหอบหายใจอย่างหนักหน่วง ขณะเดียวกันก็หลั่งเหงื่อโซมหน้า
“แฮ่ก... แฮ่ก... หมดแล้วกระมัง?”ไป๋หยุนเฟยเงยหน้าขึ้นมองไปโดยรอบ หมอกสีแดงก็ยังคงปกคลุมอยู่ รอบข้างก็ยังสัมผัสถึงสิ่งใดไม่ได้อยู่เช่นเดิม
กระนั้นมันกลับรู้สึกได้ว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล แต่ก็อธิบายไม่ได้ว่าคืออะไร...