ตอนที่ 14: ความลับในหอคัมภีร์
หอคัมภีร์หลวงเป็อาคารเจดีย์เก้าชั้นที่ตั้งอยู่อย่างสงบเสงี่ยมและเก่าแก่ กลิ่นของกระดาษโบราณและไม้จันทน์ลอยอบอวลอยู่ในอากาศ บรรยากาศภายในเงียบสงัด มีเพียงเสียงพลิกหน้ากระดาษเบาๆ เป็ครั้งคราว
บรรณารักษ์ผู้ดูแลเป็ชายชราที่ดูง่วงงุนอยู่ตลอดเวลา เขาเพียงแค่ปรายตามองป้ายหยกประจำตัวของเฟิงหวงเล็กน้อยก่อนจะโบกมืออนุญาตอย่างไม่ใส่ใจ สำหรับเขาแล้ว อ๋องสันติผู้นี้ก็ไม่ต่างจากเชื้อพระวงศ์ที่ตกอับคนอื่นๆ ที่มักจะมาขลุกอยู่ที่นี่เพื่อฆ่าเวลา ความไม่ใส่ใจนี้คือสิ่งที่เฟิงหวง้ามากที่สุด
ใน่สัปดาห์แรก เฟิงหวงใช้เวลาทั้งหมดอยู่ในโถงชั้นล่าง เขานั่งอ่านบทกวีและบันทึกประวัติศาสตร์อย่างสงบเสงี่ยม ภาพขององค์ชายผู้หมดสิ้นหนทางที่หันมาหาความสุขในโลกแห่งความรู้ได้ถูกตอกย้ำในสายตาของทุกคนที่พบเห็น
เมื่อแน่ใจแล้วว่าไม่มีผู้ใดจับตามองเขาเป็พิเศษ เขาก็เริ่มการค้นหาที่แท้จริง
เขาเดินขึ้นไปยังชั้นที่สูงขึ้น...ชั้นที่เก็บตำราที่ถูกลืมเลือน ชั้นที่เต็มไปด้วยฝุ่นและหยากไย่ ที่นี่คือที่เก็บเอกสารเก่าๆ บันทึกการเดินทางไปยังดินแดนรกร้าง ตำราแพทย์ที่สาบสูญ และที่สำคัญที่สุด...ตำราว่าด้วยศาสตร์แห่งค่ายกลและอาคม
ด้วยลมปราณอนันต์ ทำให้เฟิงหวงไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เขาสามารถอ่านตำราจำนวนมหาศาลได้ในเวลาอันสั้น ดวงตาของเขากวาดผ่านตัวอักษรนับหมื่นนับแสนอย่างรวดเร็วเพื่อค้นหาสิ่งที่เขา้า...อาวุธที่ไม่ต้องใช้พลังยุทธ์ส่วนตัว แต่ใช้ "ปัญญา" และ "ทรัพยากร" เป็หลัก
และในที่สุด...ในมุมที่มืดมิดที่สุดของชั้นเจ็ด เขาก็พบมัน
มันเป็ม้วนตำราที่ทำจากหนังอสูรเก่าจนแข็งกระด้าง ถูกมัดไว้ด้วยเชือกที่เกือบจะเปื่อยยุ่ย ชื่อของมันคือ "บันทึกหุบเขาหมื่นพิษ"
เมื่อเปิดอ่าน ดวงตาของเฟิงหวงก็ทอประกายขึ้นมาทันที! นี่ไม่ใช่ตำราสอนวิชาพิษโดยตรง แต่เป็บันทึกของปรมาจารย์นอกรีตผู้หนึ่งเมื่อหลายร้อยปีก่อน ผู้ซึ่งเชี่ยวชาญในการผสานศาสตร์แห่งค่ายกลเข้ากับพิษภัยตามธรรมชาติ!
และสิ่งที่ทำให้หัวใจของเฟิงหวงเต้นรัวก็คือ...แบบแปลนของค่ายกลที่มีชื่อว่า "ค่ายกลเมฆามายาไร้ร่องรอย"
มันเป็ค่ายกลป้องกันที่น่าทึ่งอย่างยิ่ง มันไม่ได้ใช้พลังงานในการโจมตี แต่จะใช้แร่ธาตุและพืชพรรณบางชนิดที่ดูไม่มีพิษภัย มาสร้างเป็ "หมอก" หรือ "เมฆ" บางๆ ปกคลุมพื้นที่เอาไว้ตลอดเวลา สำหรับคนภายนอก จะดูเหมือนว่าบริเวณนั้นมีอากาศชื้นและมีหมอกลงตามธรรมชาติเท่านั้น แต่ความจริงแล้ว...หมอกมายานี้มีผลร้ายกาจซ่อนอยู่
สำหรับผู้ที่อยู่ภายในและรู้วิธีโคจรลมปราณที่ถูกต้อง มันจะช่วยเสริมสร้างสมาธิและทำให้ประสาทััเฉียบคมขึ้น แต่สำหรับผู้บุกรุก...หมอกจะทำให้ประสาทััสับสน, หลงทิศทาง, และที่น่ากลัวที่สุดคือ...มันจะค่อยๆ ดูดซับพลังลมปราณของผู้บุกรุกทีละน้อยอย่างที่เ้าตัวไม่รู้เลย!
"ยอดเยี่ยม..." เฟิงหวงพึมพำ "มันเข้ากับชื่อ 'ตำหนักเมฆาคล้อย' ของข้าอย่างสมบูรณ์แบบ!"
นี่คือปราการป้องกันที่เขาตามหา!
ขณะที่เขากำลังจดจ่ออยู่กับตำราในมือ เสียงฝีเท้าที่เยียบเย็นก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
"บันทึกหุบเขาหมื่นพิษ?...พี่สาม ท่านหันมาสนใจเื่พิษภัยั้แ่เมื่อไหร่กันเพคะ?"
เฟิงหลวนนั่นเอง นางปรากฏตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบราวกับภูตพราย สายตาของนางเต็มไปด้วยความสงสัยอย่างปิดไม่มิด
เฟิงหวงเงยหน้าขึ้นสบตาน้องสาวของตน เขาสร้างแววตาของบัณฑิตผู้เปราะบางขึ้นมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ
"ข้าไม่ได้สนใจเื่พิษหรอกน้องเจ็ด...ข้าเพียงแต่อ่านเื่ราวของปรมาจารย์ท่านนี้แล้วรู้สึกทึ่ง...ที่คนผู้หนึ่งจะสามารถใช้ 'ความรู้' พลิกชะตาของตนเองและสร้างสถานที่ที่ปลอดภัยสำหรับตนเองได้"
เขามองไปยังตำราด้วยแววตาเหม่อลอย "มันทำให้ข้า...ผู้ซึ่งไม่มีพลังเหลืออีกแล้ว...รู้สึกมีความหวังขึ้นมาบ้าง ว่าบางที...ความรู้ก็อาจจะเป็พลังในอีกรูปแบบหนึ่งสำหรับคนไร้ค่าเช่นข้า"
คำตอบนั้นช่างน่าเวทนาและเปี่ยมด้วยปรัชญา มันตรงกับภาพลักษณ์ของเขาอย่างสมบูรณ์แบบจนไร้ที่ติ
ความสงสัยในแววตาของเฟิงหลวนอ่อนลงเล็กน้อย นางมองพี่ชายของตนด้วยสายตาที่ซับซ้อน...มีความสงสาร และอาจจะมีความนับถือในความ "เข้มแข็งทางใจ" ของเขาปะปนอยู่ด้วย "เช่นนั้นก็...ตามใจท่านเถิด"
นางกล่าวเพียงเท่านั้นก่อนจะหมุนตัวเดินจากไป ปล่อยให้เขาอยู่กับ "ความหวัง" ของเขาตามลำพัง
เมื่อแน่ใจว่าเฟิงหลวนไปไกลแล้ว...แววตาที่น่าสงสารของเฟิงหวงก็หายไปในทันที ถูกแทนที่ด้วยความเฉียบคมและมุ่งมั่น เขาไม่ได้คัดลอกตำรา แต่ใช้สมองอันเป็เลิศของเขาจดจำทุกตัวอักษรและทุกเส้นสายของแบบแปลนค่ายกลนั้นไว้จนขึ้นใจ
เขาลูบม้วนตำราหนังอสูรเบาๆ พร้อมกับรอยยิ้มเย็น
"ตำหนักเมฆาคล้อย...ในไม่ช้า...ที่นี่จะกลายเป็กรงขังที่แท้จริง"
"ไม่ใช่สำหรับข้า...แต่สำหรับทุกคนที่โง่พอจะย่างเท้าเข้ามาโดยไม่ได้รับเชิญ"