แนวเทือกเขาทอดยาวไกลสุดลูกหูลูกตา ล้วนปกคลุมไปด้วยหิมะขาวโพลน มองแล้วคล้ายกับร่างที่ใหญ่ยาวของมังกร
หานลี่ยืนอยู่บนยอดเขา สองตาของเขากวาดมองทั่ว ช่างกว้างใหญ่ยิ่งนัก " ชายหนุ่มพึมพำ
" วิ้ง " พลันแสงสีฟ้าเปล่งประกายอยู่บนยอดเขาลูกหนึ่ง
ชายหนุ่มเพ่งมองยังจุดแสงสีฟ้าที่เปล่งประกายวิบวับอยู่ยังยอดเขาลูกถัดไป
" น่าจะเป็นของดี " หานลี่พึมพำ ชายหนุ่มเร่งทะยานร่างลงยอดเขาอย่างรววดเร็ว
ท่ามกลางหิมะที่เพิ่งถล่มลง ทำให้การเคลื่อนที่ของชายหนุ่มยากลำบากขึ้นสองเท่า แต่เขาก็มิได้ย่อท้อยังคงมุ่งมั่นไปยังจุดแสงสีฟ้า
หานลี่ใช้เวลาราวสองชั่วยามจึงไต่มาถึงยอดเขา สองตาของชายหนุ่มจ้องเขม็งยังจุดแสงสีฟ้า
สองเท้าของเขาค่อยย่องเข้าไปอย่างเชื่องช้า สองตาคอยกวาดระวังภัย มือหนึ่งกระชับกระบี่อัสนีไว้แน่น
" ดอกบัวเหมันต์ " หานลี่พึมพำ
ดอกบัวตูมสีฟ้า เปล่งแสงฟ้าพริ้มเพราวาววับ รัศมีแสงฟ้าพร่าเลือนรายรอบลางสลัว
กลิ่นอายแห่งเหมันต์แผ่ซ่านแทรกซึมเข้าทุกอณูทั่วร่าง ทั้งบริสุทธิ์แลผุดผาด
" กล่าวกันว่า ดอกบัวเหมันต์นี้ กว่าที่จะเติบโตได้ต้องดูดกลืนปราณพิสุทธิ์เหมันต์มาเป็นเวลานานหลายร้อยพันปี " หานลี่พึมพำ
" มันเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง หากผู้ที่กลั่นหลอมดอกบัวเหมันต์ฝึกฝนพลังธาตุน้ำ ธาตุน้ำแข็ง " หานลี่พึมพำ
" แต่ผู้ที่มิได้ฝึกฝนสองธาตุนี้ก็ย่อมได้ประโยชน์เช่นกัน ทั้งยังส่งเสริมให้สามารถฝึกฝนพลังสองธาตุได้เพิ่มขึ้นอีกด้วย " หานลี่พยักหน้าช้าๆ
" วู๊ม " พลันห้วงมวลอากาศรายรอบดอกบัวเหมันต์กระเพื่อมไหว
ชายหนุ่มเร่งเหยียดร่างถอยออกจากดอกบัวเหมันต์อย่างรวดเร็ว
" ครืนนน " พลันทั่วยอดเขาสั่นสะเทิอนอย่างหนักหน่วง
" เกิดสิ่งใดขึ้น " หานลี่พึมพำ สองตากวาดมองทั่ว
" วู๊มม " พลันปรากฎม่านพลังสีฟ้าพุ่งทะยานขึ้นสูง แลกางออกครอบทับดอกบัวเหมันต์ในทันใด
" ค่ายกลสังหาร " หานลี่พึมพำ สองตาของเขากวาดมองทั่วม่านพลังสีฟ้า
" วิ้ว " พลันปรากฎลมวายุพัดพาความหนาวเหน็บทะยานเข้าหาอย่างรวดเร็ว
หานลี่เร่งเหยียดร่างถอยไกล พลางฟาดฟันกระบี่สีดำออกไปอย่างรวเดเร็ว " เปรี้ยง "
" ครืนน " แสงอัสนีพุ่งทะยานออกจากปลายกระบี่อย่างเร็วรี่
" ตูมม " สายอัสนีระเบิดออกในทันใด เมื่อกระทบเข้ากับลมวายุที่พัดโหม
" ฮื่อห์ " หานลี่ถอนหายใจออกมาอย่างแรง เมื่อลมวายุสลายหาย
" ฟิ้ง " พลันปรากฎกระบี่น้ำแข็งล่องลอยกลางฟ้าดิน กระบี่น้ำแข็งเปล่งแสงแวววาววิบวับจรัสแจ้ง
" ฟิ้ว " กระบี่น้ำแข็งพุ่งทะยานเข้าหาอย่างบ้าคลั่ง ทั่วทุกทิศทางเต็มด้วยกระบี่น้ำแข็ง
" ย้าก " หานลี่ระเบิดพลังออก พลางชี้กระบี่สีดำขึ้นสูง
" ครืนนน " พลันปรากฎเมฆาอัสนีสีม่วงล่องลอยกลางเวหา ห้วงเวหาพลันดำมืดมัวหม่นเพราะเมฆาสีม่วงแผ่ปกคลุม
" เปรี้ยงงง " สายอัสนีนับร้อยเส้นสายฟาดผ่าลงมาอย่างเร็วรี่
" ครืนนนน " ทั่วแนวเทือกเขาสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น
" ตูมมม " สายอัสนีนับร้อยเส้นสายระเบิดออกในทันใดเมื่อกระทบกับม่านพลังสีฟ้า
" ครึก ครัก " ม่านพลังสีฟ้าพลันสั่นเอนพริ้วไหวโบกสะบัดไปมา
" มิได้ผล " หานลี่พึมพำ สองตามองจ้องยังม่านพลังสีฟ้า
" ทำเช่นใดดี " หานลี่พึมพำ
ในขณะที่ครุ่นคิดอยู่นั้น " ฉั้วะ " กระบี่น้ำแข็งทะยานเข้าเชือดแขนข้างหนึ่ง
" อั้ก " หานลี่กระอักโลหิตออกในทันใด เขามองยังแผลที่เหวอะหวะ
โลหิตสีชาดหลั่งไหลออกจากบาดแผลร่วงหล่นลงยังหิมะ โลหิตสีชาดฉาบย้อมหิมะขาวโพลนจนแดงฉาน
หานลี่เรียกพลองสีดำออกมา เขามิรู้ว่าพลองนี่เวลาเขาสามารถใช้ได้รึไม่ " มีเพียงลองเท่านั้น " หานลี่พึมพำ
" แปดอัสนียาตรา " หานลี่พึมพำ เขามิได้ฝึกแปดอัสนียาตรา จึงมิรู้ว่าต้องใช้เช่นใด
หานลี่ได้หมุนควงพลองสีดำไปมา เพื่อสกัดกั้นกระบี่น้ำแข็ง
หานลี่หมุนควงพลองหน้าหลังซ้ายขวาแลบนอย่างรวดเร็ว มองเแล้วคล้ายกับมีม่านพลังกางกั้นรอบด้าน
" เคร้ง เคร้ง เคร้ง " เสียงราวเหล็กแข็งกล้ากระทบกันดังสนั่นลั่นแดนดิน
" ฉึก " กระบี่น้ำแข็งเล่มหนึ่งหลุดจากแนวป้องกันทะลวงเข้ากลางอกทะลุออกหลัง
" ฉั้วะ " กระบี่อีกเล่มหลุดเข้ามาเชือดเฉือนต้นขาเปิดแผลเหวอะ
" อ่อค " หานลี่กระอักโลหิตออกกองโต แต่เขาก็ยังมิหยุดหมนควงพลองสีดำ
" วู๊มม " เมื่อหานลี่หมุนควงไปได้ระยหนึ่ง พลันปรากฎมวลอากาศบิดเบี้ยว
มวลอากาศที่บิดเบี้ยวส่งให้กระบี่น้ำแข็งถูกเบนบิดเปลี่ยนทิศทาง
" เคร้ง " เสียงกระบี่น้ำแข็งพุ่งกระแทกเข้าหาม่านพลังค่ายกล
" ดี " หานลี่ยกยิ้มออกมา แลเร่งหมุนควงพลองสีดำอย่างบ้าคลั่ง
เนิ่นนานนับชั่วยามกว่าทีกระบี่น้ำแข็งจะหมดสิ้น ชายหนุ่มยืนหอบหายใจจนตัวโยน
บาดแผลเล็กใหญ่เต็มทั่วร่าง ทั้งยังกินลึกถึงกระดูก โลหิตไหลนองทั่วหิมะขาวโพลนจนแดงฉาน
สองเท้าของเขาเดินเข้าหาดอกบัวเหมันต์อย่างเชื่องช้า มือหนึ่งวาดเก็บดอกบัวเหมันต์อย่างรวดเร็ว
" โฮกกก " พลันปรากฎเสียงกู่ร้องคำรามลั่นแดนดิน
" ตึง ตึง ตึง " เสียงฝีเท้าตกกระแทกยังพื้นดังเลื่อนลั่น
หานลี่มองไปยังมวลหิมะที่ฟุ้งกำจายทั่ว ปรากฎร่างเงาสีขาวอยู่ภายใน
" นั่มมันตัวอะไร " หานลี่พึมพำ
" มันคงเฝ้าดอกบัวเหมันต์อยู่เป็นแน่ " หานลี่พึมพำ
" เช่นนั้นแล้ว ข้าเสี่ยงตายมากขนาดนี้ ก็สมควรได้มัน " หานลี่พึมพำ
" อึก " เขากลืนดอกบัวหิมะลงไปอย่างรวดเร็ว
" ครืนนน " ปราณเหมันต์พิสุทธิ์พลุ่งพล่านทั่วตันเถียน
" อือ " ทั่วร่างของชายหนุ่มพลันสะท้าน เมื่อความหนาวเหน็บแผ่ซ่านทั่วร่าง
" อ้ากก " หานลี่ร้องคำรามออกมาอย่างบ้าคลั่ง มือไม้เย็นเยียบทั่วร่างเริ่มแข็งตัว
สองตาของหานลี่มองยังมวลหิมะที่จางลง " วานรน้ำแข็งระดับสามสูงสุด "
วานรน้ำแข็ง ตัวใหญ่ยักษ์สูงถึงสามจ้าง ทั้งยังทรงพลังสุดแสน
ระดับของสัตว์อสูรนั้นจะเทียบเคียงได้กับขั้นฝึกของมนุษย์ แต่ที่แตกต่างก็คือพละกำลังที่แข็งแกร่งกว่ามนุษย์ที่มีติดตัวมาตั้งเกิด
จึงเป็นเหตุให้สัตว์อสูรทั้งหลาย สามารถที่จะสังหารยอดยุทธในขั้นเดียวกันได้อย่างสบาย ทั้งยังสามารถสู้ข้ามขั้นได้
สองตาสีชาดของมันมองจ้องยังชายหนุ่มที่อยู่ในม่านพลังสีฟ้า
" โฮกกก " มันร้องคำรามออก ทั้งยังใช้สองแขนของมันตีอกตนเอง
" ครืนน " มันระเบิดออก พลางใช้สองแขนของมันทุบเข้ายังม่านพลัง
" ตึง ตึง ตึง " เสียงสองแขนทุบม่านพลังดังสะท้านดวงจิตของชายหนุ่ม
" อือ " ชายหนุ่มยังคงทนทุกข์กับความหนาวเหน็บที่เกาะกุมทั่วร่าง
" ตุบ " เขาเร่งนั่งขัดสมาธิยังพื้น เพื่อหมุนวนพลังเหมันต์พิสุทธิ์
" ฟู่ว " หมอกสีขาวพร่างพรายออกทั่วร่างของชายหนุ่ม กลุ่มหมอกขาวเข้าห่อหุ้มทั่วร่าง
" โฮกกก " วานรน้ำแข็งร้องคำรามลั่น เมื่อมันเห็นว่าชายหนุ่มกำลังดูดซับพลังเหมันต์พิสุทธิ์
" ตูม ตูม ตูม " เสียงฟาดม่านพลังยังคงดังอย่างต่อเนื่องนานนับขั่วยาม
" ตูมมม " พลันม่านพลังระเบิดออกในทันใด
" ครืนนน "แรงระเบิดซัดสาดกวัดกวาดหิมะขาวโพลนฟุ้งกำจายทั่ว
หิมะเบาบางดุจขนนกล่องลอยเต็มทั่วแดนดิน ราวกับหมอกขาวปกคลุมทั่วแดน
" ครึก ครึก " ก้อนน้ำแข็งทรงกลมกลิ้งไหลลงไปตามทางลาดของยอดเขา
ร่างที่นั่งขัดสมาธิของชายหนุ่มที่เวลานี้ถูกน้ำแข็งกอบกุมทั่ว กลิ้งไหลไปยังเบื้องล่างของภูเขา
" โฮกกก " วานรน้ำแข็งกู่ร้องคำรามลั่น เมื่อมันหยัดกายลุกยืน
สองตาของมันมองจ้องยังก้อนน้ำแข็ง ที่กลิ้งลงไปยังเบื้องล่าง
" สภาพนี้มิน่ารวด "
" นั่นสิ ผู้ใดใช้ให้กลืนกินดอกบัวเหมันต์เข้าไปเช่นนั้น "
" น่าเสียดายความสามารถยิ่งนัก หากได้รับอาจารย์ดีๆสั่งสอนฝึกฝน มิแคล้วว่าวันข้างหน้าคงเติบใหญ่เกินกว่าที่คิดคิดเป็นแน่ "
" ฮื่อห์ "
เหล่านักล่าที่ลอยตัวดูชายหนุ่มต่อสู้ในม่านพลังต่างส่ายหน้าอย่างช้าๆ
" มิมีสิ่งใดแล้ว ไปกันเถิด "