บทที่ 55ชื่อเสียง
ตอนบ่ายพอเลิกเรียนอาหรงเสียก็มาส่งอันผิงกลับบ้าน จากนั้นก็ห่อข้าวกลับไปกินที่สถานศึกษา เพราะอาหรงเสียแทบไม่ค่อยใช้จ่ายอะไรเอ่อ มีซื้อถังหูลู่ซานจาให้อันผิงบ้าง แต่อาหรงเสียก็ไม่ได้หยิบยืมท่านพ่อ แม้ว่าท่านพ่อจะเสนอให้ก็ตามอาหรงเสียก็ปฏิเสธ เขารับเฉพาะค่าแรงที่ช่วยทำชาโม่ลี่ฮวาเท่านั้น
ส่วนอาการโชว์เสน่ห์นั้นก็มีเผลอไผลบ้าง ก็คงจะเพราะความเคยชิน
บ่ายนี้อันผิงจึงคิดจะอ้อนท่านแม่ทำต้มจับฉ่ายซึ่งความจริงในโลกนี้ ต้มจับฉ่ายคืออาหารสำหรับคนไม่มีอะไรจะกิน เพราะนำผักต่างๆมาต้มเข้าด้วยกัน ก็เลยได้เป็นต้มจับฉ่ายออกมา แต่มันเป็นเรื่องของโลกนี้แต่สำหรับเธอที่มาจากโลกโน้น ชอบต้มจับฉ่ายมาก
ผักหลายๆอย่างเมื่อนำมาต้มรวมกัน ใส่กระดูกหมู หมูสามชั้นถ้ามีปลาหมึกตากแห้งตัวใหญ่ใส่เข้าไปด้วย ยิ่งอร่อยเข้าไปอีกและรสชาติของน้ำผักที่ออกมารวมกันนั้นกลมกล่อมมากเลย ผักก็แสนจะเคี้ยวง่ายดีไม่ดีแทบละลายในปากเลยก็ว่าได้
แค่คิดถึงก็อยากกินและบ้านอันเองก็มีผักหลากหลายชนิด
ต้องให้ท่านแม่จัดให้เสียหน่อยแล้ว
เมื่อบอกความต้องการว่าอยากกินต้มผักรวมนี้แก่ท่านแม่ ท่านแม่ผู้แสนดีที่หนึ่ง ก็ทำตามใจเธอทันทีเลยเพื่อไม่ให้เป็นการเอาเปรียบท่านแม่มากเกินไป อันผิงจึงช่วยท่านแม่ล้างผัก
ระหว่างล้างผักก็คิดถึงเรื่องที่ได้ยินวันนี้ยังจำเรื่องสะใภ้จั่นกันได้ไหม ตอนนี้คลอดลูกแล้วนะ และได้เด็กแฝดชายคู่หนึ่งทำเอาอันผิงตกใจไปด้วย ก็ตอนนั้นขอให้ได้ลูกชาย เพราะบ้านนั้นมีแต่ลูกโทนกันมีลูกกันยาก เมื่อสงสัยก็อดไม่ได้ที่จะถามเสี่ยวหลงเป่า
เสี่ยวหลงเป่าผู้ซึ่งไม่ได้ปรากฏตัวนานแล้วคราวนี้ออกมาด้วยท่าทางนิ่งสงบ อย่างที่ระบบควรจะเป็น เสี่ยวหลงเป่าอยู่ในท่านั่งหน้าเรียวเล็กของจิ้งจอกน้อยแลดูเชิดๆ และทำทีเป็นมองลงต่ำดูพวกมนุษย์โลกผู้โง่เง่าอย่างอันผิง
จะเห็นแก่ที่เสี่ยวหลงเป่าผู้น่ารักที่เธอออกแบบเองจะไม่สนกิริยานี้ของระบบก็แล้วกัน
‘ทำไมสะใภ้จั่นได้ลูกแฝดล่ะ’ อันผิงถามสิ่งที่สงสัยออกไป
‘สะใภ้จั่นมีเกณฑ์ที่จะตั้งครรภ์ลูกชายอยู่แล้วขอรับ’
‘อ้าว’ อันผิงร้องอุทานในใจ ‘แล้วทำไมไม่บอกกันก่อนนี่ฉันอุตส่าห์ใช้พรแลกเด็กน้อยไปตั้งหลายข้อ’
‘ท่านไม่ได้ถามนี่ขอรับ ว่านางจะท้องเร็วๆ นี้ไหม’
เสี่ยวหลงเป่าก็คือเสี่ยวหลงเป่าเอานะเพิ่มเติมคือ สะใภ้จั่นได้ลูกทีเดียวสองคนเลย แต่พอนึกถึงนิยายบางเรื่องที่อ่านการมีลูกเป็นแฝดก็ไม่ใช่เรื่องดีก็มีนะ
‘เสี่ยวหลงเป่า แล้วเด็กแฝดนั้นยุคนี้ไม่ถือว่าเป็นกาลกิณีใช่ไหม’
‘ไม่ขอรับ ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก สะใภ้จั่นผู้นี้ ต่อไปครอบครัวฝั่งสามีจะดูแลอย่างดีขอรับ’
อันผิงถอนหายใจด้วยความโล่งใจดีแล้วที่ยุคนี้ไม่มีเรื่องแบบนั้นแต่การถอนหายใจของอันผิงทำให้ท่านแม่หันมาถามว่า
“ผิงเอ๋อร์ ล้างผักเมื่อยไหมจ๊ะ”
อันผิงหัวเราะแหะๆไปตามเรื่องตามราว
“ข้าจะพยายามล้างผักเจ้าค่ะท่านแม่ข้าจะต้องช่วยเหลือครอบครัวได้อย่างพี่ใหญ่” ก็อันหยางทำได้หลายอย่างมาก
“พยายามเข้านะจ๊ะผิงเอ๋อร์” พอได้ยินเธอพูดเช่นนี้ท่านแม่ก็ไม่ได้เข้ามาช่วยเหลือแต่อย่างใด ปล่อยให้อันผิงล้างผักต่อไป
อ้า มีอีกเรื่องที่ยังไม่ได้อวดการสอบวัดผลของอันหยางออกแล้วนะ และเขาได้ที่หนึ่ง และปีหน้าหลังจากพ้นหน้าหนาวท่านอาจารย์แจ้งว่า อันหยางจะไปสอบที่เมืองเจียงกลางเพื่อสอบถงเซิงตอนนี้อำเภอเจียงใต้แห่งนี้มี ถงเซิงรุ่นราวคราวเดียวกับอันหยาง แค่ 1คน ถ้าอันหยางสอบถงเซิงได้ เขาก็จะเป็นคนที่สอง
อันผิงมั่นใจว่าพี่ชายคนเก่งของเธอต้องสอบได้แน่นอน
นึกถึงบางเรื่องที่ตัวละครเด็กในเรื่องสอบถงเซิงได้ถึงกับเลี้ยงกันทั้งหมู่บ้าน อันผิงเลยอยากได้บรรยากาศแบบนั้นบ้างตอนนี้ฐานะการเงินบ้านเธอพร้อมแล้ว อย่าให้นับกิจการตอนนี้เลย เยอะพอๆกับนับเงินนั่นแหละ
พออันหยางจะได้สอบถงเซิงก็ทำให้ทั้งสองพี่น้องอยากรู้ว่า ท่านพ่อและท่านอานั้นสอบอยู่ขั้นไหนกันแล้วจึงไปถามท่านพ่อกัน ท่านพ่อนั้นอยู่ระดับจวี่เหริน แค่รอสอบเข้าราชการ อันหยางดูภูมิใจมาก
ส่วนอันผิงสงสัยว่าทำไมท่านพ่อไม่สอบต่อล่ะบางทีก่อนหน้านี้เธออาจได้เป็นลูกสาวนายอำเภอก็ได้แต่พอนึกถึงเรื่องที่ค้นหาตระกูลหรงคราวที่แล้ว ก็คงมีตื้นลึกหนาบางล่ะนะ
พอรู้เรื่องท่านพ่อก็เลยจะไปถามอาหรงเสียกันต่อ แต่ถูกท่านพ่อห้ามไว้ว่าบางเรื่องถ้าถามแล้วทำให้คนเศร้าใจ ก็ควรจะละเว้น
ทั้งสองพี่น้องก็เลยต้องเก็บความอยากรู้ไว้เสียเลยแต่อันผิงนะรู้อยู่แล้ว จากการค้นหาประวัติคราวที่แล้วก็อยู่ระดับเดียวกับท่านพ่อนั่นแหละ รอแค่สอบใหญ่เพื่อเข้ารับราชการแค่นั้นซึ่งไม่รู้ว่าขวากหนามชนิดใดมาขวางทางท่านอาหรงเสียเอาไว้
เมื่อคิดอะไรไปเพลินๆผักในมือก็ล้างเสร็จเสียที ตอนนี้จึงเป็นขั้นตอนการหั่นผัก ทำต้มจับฉ่ายจึงเป็นท่านแม่ลงมือทำ ส่วนเธอนั่งเก้าอี้เล็กในครัวให้กำลังใจ และคอยสั่งการด้วยก็ถ้าต้มตามที่ระบบแนะนำ มันก็จะอร่อยเหาะนี่เนอะ
พอทุกอย่างถูกต้มได้ที่กลิ่นหอมของต้มจับฉ่ายก็ลอยมา อันผิงแอบเผลอกลืนน้ำลาย ก็คนมันชอบต้มจับฉ่ายอะนะเมื่อต้มเสร็จ ท่านแม่ก็ตักใส่ถ้วยเล็กให้อันผิงถ้วยหนึ่ง และของท่านแม่ถ้วยหนึ่งและนั่งกินกันในห้องครัว
“ถ้ากินกับข้าวสวยร้อน จะดีมากเลย ผิงเอ๋อร์”
“กินแบบไม่มีข้าวก็อร่อยเจ้าค่ะ ท่านแม่” ก็นะปกติเธอชอบกินต้มจับฉ่ายเปล่าๆอยู่แล้ว
“ตอนนี้ย่อมได้ แต่ตอนเย็นผิงเอ๋อร์ต้องกินต้มผักรวมนี่กับข้าวสวยนะจ๊ะ”
อันผิงพยักหน้ารับ
ส่วนเรื่องที่จะนำวิธีการต้มจับฉ่ายไปขายน่าจะไม่ได้ เพราะเอาจริงพวกเหลาอาจมองว่า มันเหมือนอาหารหมูก็เป็นไปได้เพราะเอาผักมาต้มรวมๆ กันเช่นนี้ เพราะท่านแม่ก็แค่ชมว่า เธอเข้าใจคิดและตบท้ายไว้ว่า
“วันไหนถ้าผักขายไม่หมด ก็เอามาต้มกินแบบนี้ก็ดีเหมือนกันไม่ต้องเอาไปทิ้งให้เน่า”
เป็นคำตอบที่ชัดเจนมาก
เมื่อแม่ลูกกินเสร็จท่านแม่ก็เก็บถ้วยเพื่อไปล้าง อันผิงจึงมองหมูสามชั้นที่ยังไม่ได้เก็บในใจนึกถึงหมูกรอบขึ้นมา มาที่นี่ก็ยังไม่ได้เจอหมูกรอบเลย เจอแต่เป็ดกรอบ ไก่กรอบซึ่งส่วนมากคือหนังมันถูกทำให้กรอบ ส่วนหมูสามชั้นถ้าไม่ตุ๋นก็ต้มแล้วหั่นเป็นชิ้นกินกันกับน้ำจิ้ม หรือไม่ก็ใช้เจียวเพื่อเอาน้ำมันและได้กากหมู ไม่ผัดกับคะน้า ก็กินเล่นกัน
ตาของอันผิงก็เลยเป็นประกายเธออยากได้หมูกรอบ พอท่านแม่ล้างจานเสร็จก็เลยออดอ้อนท่านแม่ให้ต้มหมูสามชั้นจากนั้นก็ให้ท่านแม่นำไปตากแดดไว้ก่อน แน่นอนว่าท่านแม่ก็ทำตามอย่างว่าง่ายเพราะว่าเคยมีปลาแห้งมาก่อนแล้ว
เอาไว้พรุ่งนี้เช้าค่อยรีบตื่นแต่เช้ามาให้ท่านแม่ทอดกับน้ำมันร้อนๆ อีกทีถึงอย่างไรพรุ่งนี้ก็วันหยุดเรียน และพรุ่งนี้ก็จะมีหมูกรอบกินเพิ่มมาอีกอย่าง
พอพูดถึงปลาแห้งในส่วนของเรื่องนี้ ลูกสะใภ้ของป้าโจวชอบทำออกมา และนำมาแบ่งให้ที่บ้านอันผิงและบ้านจางด้วย และตอนนี้ก็นำไปขายด้วย เพราะการทอดแหของลุงโจวนั่นเองแน่นอนว่าเป็นที่นิยมสำหรับคนงานที่เข้ามาทำงานในหมู่บ้านเพราะพอพวกเขารู้วิธีกินว่าทำอย่างไร จึงนิยมซื้อกลับไปที่บ้านกันที่สำคัญมันเก็บได้นาน แต่ปลาเค็มตากแดดนั้นกลับไม่ได้รับความนิยมเท่าไหร่
อันผิงเดาว่าคงเพราะต้องใช้น้ำมันทอด ถ้าจะกินก็ต้องไปซื้อมันหมู มาเจียวเอาน้ำมันอีกที ไม่สู้กินหมูไปเลยไม่ดีกว่าหรืออันนี้อันผิงเข้าใจได้ แต่ไม่เป็นไร บ้านอันเพิ่มเติมอาหรงเสียยังคงชอบปลาแดดเดียวทอดกันอยู่
พูดถึงอาหรงเสียเรื่องการเขียนพู่กันของท่านอา เริ่มมีชื่อเสียงขึ้นมา เริ่มจากผู้ใหญ่บ้านชอบก็ขอให้เขาเขียนโน่นนี่ให้ แต่หลังๆ ก็เริ่มจ่ายเงิน พอเถ้าแก่อู๋เห็นก็เลยให้เขียนกลอนเกี่ยวกับการค้าขายให้ และนำไปติดที่ร้านในเมือง คนในเมืองเห็นก็เลยสนใจกันเป็นทอดๆ
ตอนนี้แม้แต่ไร่ธัญพืชที่ซื้อมานั้นป้ายหน้าไร่ก็เป็นฝีมือของท่านอาหรงเสีย ซึ่งเขียนให้ทั้งไร่เถ้าแก่อู๋ และไร่บ้านอัน
เถ้าแก่อู๋ผู้หัวการค้าก็เลยมาถามอาหรงเสียว่าจะรับเขียนพู่กันไหม เขาจะได้เปิดรับงานมาให้แน่นอนว่าอาหรงเสียย่อมต้องรับ ตอนนี้เวลาว่างจากรอเด็กนักเรียนท่านอาก็จะเขียนพู่กันไปด้วย ส่วนรายได้นั้นดีใช่เล่น ทำเอาอันผิงอยากเขียนได้สวยๆบ้างเลย แต่พอมองตัวอักษรของตัวเองแค่เขียนได้หลายประโยคในหนึ่งหน้านี่ก็ถือว่าดีแล้ว
พักนี้อาหรงเสียนั้นไม่มีเวลาให้เหม่อและหม่นหมองเป็นบางครั้งเวลาเผลอๆ อีกแล้ว ทำไมอันผิงถึงรู้นะหรือก็เธอชอบกินเผือกก็งี้แหละ
วาสนาความสามารถบางอย่างของคนเรา บางทีก็เป็นของคนนั้นและเรื่องการเขียนพู่กันของอาหรงเสียก็ทำให้อันผิงนึกถึงนิยายที่เคยอ่านมาอีกนั่นแหละตัวเอกในเรื่องทำตามที่ระบบวางแนวทางไว้ให้ เมื่อเขาทำสำเร็จแล้วเขาก็ได้ไอเท็มการเขียนพู่กัน ไม่ว่าจะเขียนอะไร ผู้คนก็เลื่อมใส เป็นที่ชื่นชอบแค่คนเข้ามาอ่าน ก็รับรู้ถึงข้อความนั้น ถ้ามีทุกข์อยู่ ก็จะหาทางออกจากทุกข์ได้และสมาคมนักเขียนพู่กันถึงกับมาประเมินให้เป็นหนึ่งในนักเขียนพู่กันผู้เก่งกาจ
อ่านแล้วชอบมากมันเกินจริงดี
ทำไมอันผิงถึงนึกถึงเรื่องนี้อย่างนั้นหรือนั่นก็เพราะว่า เธอจะขอพรให้อาหรงเสียอย่างไรล่ะแต่ก่อนอื่นต้องถามเสี่ยวหลงเป่าก่อนดีกว่า ว่าสามารถทำได้ไหม ว่าแล้วก็เรียกหาช่วงนี้รู้สึกอยากเห็นหน้าบ่อยๆ
เสี่ยวหลงเป่าปรากฏตัวขึ้นมานอนพุงราบไปพื้นทำให้ขนสีขาวยาวๆ สยายไปกับพื้น ซึ่งความจริงมันคือกลางอากาศแต่อันผิงจินตนาการเอาเองว่า ตอนนี้เสี่ยวหลงเปานอนแนบไปกับพื้น ช่างน่าลูบยิ่งนัก
เสี่ยวหลงเป่าเจ้าเคยบอกว่า พรสวรรค์ของคนใดก็เป็นของคนนั้น ข้าไม่สามารถขอให้ตัวเองฉลาดหรือวาดรูปได้เก่งกาจใช่ไหม เพราะจะเป็นการเอาเปรียบคนที่เขามีความสามารถอยู่แล้ว’
‘ใช่ ขอรับ’ คำถามนั้นแสนยาวแต่คำตอบนั้นแสนสั้น
‘แล้วอย่างอาหรงเสีย เขามีฝีมือการเขียนพู่กันถ้าข้าจะขอให้ฝีมือการเขียนพู่กันของอาหรงเสียนั้นมีชื่อเสียง ผู้คนชอบได้ไหมแบบลายมือมีพลังอะไรอย่างนี้นะ’
เสี่ยวหลงเป่าลุกขึ้นนั่งหน้าตาของจิ้งจอกน้อยดูเป็นงานเป็นการขึ้นมาทันที
‘ขอประเมิน หรงเสีย ก่อนขอรับว่ามีความสามารถพอที่จะได้รับพรด้านชื่อเสียงหรือไม่ขอรับ’
อันผิงถึงกับอึ้งมีการประเมินด้วยนะจ๊ะ ไม่ใช่อะไรก็ได้ ง่ายๆ แต่ก็นะ มันคือเงื่อนไขของระบบเราเป็นผู้ใช้ก็ต้องยอมรับกฎนี้กันไป
‘แล้วต้องใช้เวลาประเมินนานไหมล่ะ’
‘หนึ่งวันและหนึ่งคืนขอรับ แล้วจะแจ้งให้ทราบอีกทีขอรับ’
อันผิงก็คงทำได้แค่เอาใจช่วยอาหรงเสียให้ผ่านการประเมินของเสี่ยวหลงเป่าไปได้ก็แล้วกัน เพราะถ้าผ่านจริงเธอจะมีญาติเป็นนักเขียนพู่กันชื่อดังเชียวนะ และก็เป็นการแบ่งเบาภาระของท่านพ่อด้วยเพราะเห็นอย่างนั้นก็คงอยากวางลู่ทางให้อาหรงเสียอยู่เหมือนกัน
ว่าแล้วก็ลุ้นว่าอาหรงเสียจะผ่านการประเมินไหมนะ