เธอ...คือทะเล (จบ)

    บทที่ 7

    ห่างออกไปทางด้านทิศตะวันตกประมาณ 2-3 ไมล์ จะมีเกาะอยู่เกาะหนึ่ง และเกาะนั้นจะมีต้นกระบองเพชรขนาดยักษ์ขึ้นอยู่ ถ้ามองจากนอกฝั่งจะเห็นว่ายอดของมันเป็นจุดสูงสุดของตัวเกาะเป็นกระบองเพชรที่มีลำต้นอวบใหญ่มาก แต่เมื่อพาโลม่าพายเรือเข้าไปใกล้ ภาพต้นกระบองเพชรที่เห็นอยู่ แต่ไกลนั้นเปลี่ยนไป และอีกไม่นานต่อมาจึงได้เห็นว่ามันมีด้วยกันอยู่ 2 ต้น ไม่ใช่ต้นเดียวและในระหว่างลำต้นของมันจะเป็นช่องที่มองเห็นท้องฟ้า และทันทีที่มองเห็นมัน พาโลม่าก็รู้ว่าเธอมาถูกทางแล้วแต่กระนั้น กระบองเพชรทั้งสองต้นก็จะบอกให้สาวน้อยรู้ได้เพียงว่า ขณะนี้ เธอเดินทางมาทางด้านทิศตะวันตกไกลมากแล้ว ทั้งกระแสลมและกระแสน้ำ อาจจะพัดพาให้เรือลอยขึ้นไปทางทิศเหนือหรือทิศใต้ได้ ยอดของภูเขาใต้ทะเลลูกนั้นเป็นรูปไข่ขรุขระด้วยก้อนหินหยาบๆ ซึ่งตั้งเผชิญหน้าทั้งทิศตะวันออกและทิศตะวันตก ดังนั้น เส้นที่จะแบ่งแยกทิศเหนือ และใต้ออกจากกันจึงแคบมากและหลงทางได้ง่ายพาโลม่าจะต้องสังเกตเครื่องหมายอันที่สอง ซึ่งจะบอกได้ว่าทิศเหนือและใต้นั้นอยู่ตรงไหนทันทีที่เห็นท้องฟ้าระหว่างช่องต้นกระบองเพชร เธอจะต้องหันไปมองทางกระต๊อบของชาวประมง ที่อยู่ตรงปลายเกาะถ้าเธอพายเรือขึ้นไปทางทิศเหนือมากเกินไป จะเห็นกระต๊อบหลังนี้อยู่ลึกเข้าไปในแผ่นดิน ถ้าลงใต้มากเกินไป จะมองไม่เห็นอะไรเลย ซึ่งเท่ากับลอยเรืออยู่บนพื้นโล่งๆ ไกลจากเกาะมาก และเมื่อเห็นกระต๊อบหลังนี้ตรงจุดที่ต้องการ นั่นก็หมายถึงว่าได้มาถึงภูเขาใต้ทะเลลูกที่เธอถือว่าตัวเองเป็นเจ้าของแล้วพาโลม่าโยนสมอเรือลงในน้ำ โรยเชือกลงไป สมอเรือของเธอนั้นมิได้เป็นสมออย่างทั่ว ๆ ไป เป็นแต่เพียงแผ่นเหล็กขึ้นสนิมอันหนึ่ง ซึ่งอาจจะเรียกว่าสมอเล็กก็ได้ แต่มันก็ช่วยยึดเรือลำเล็กนี้ไว้มั่นเท่ากับสมอเรือใหญ่ๆ เหมือนกัน สมอเล็กถูกหย่อนลงไปเกาะอยู่กับแง่หินของภูเขาใต้ทะเล บ่อยครั้งที่น้ำลึกเกินกว่าจะว่ายเข้าไปปลดได้ และต้องตัดทิ้งไป พาโลม่าอาจจะเปลี่ยนเป็นสมอเรือใหญ่ได้ แต่มันก็มักจะมีเศษเหล็กหลงเหลือมาให้ใช้แทนได้เสมอเมื่อสมอเล็กเข้าที่เรียบร้อยแล้ว พาโลม่าจึงผูกปลายเชือกไว้กับราวในท้องเรือ เธอเอาหน้ากากจุ่มลงไปในน้ำเสียก่อน ชำระล้างตรงกระจกใสนั้นด้วยการถ่มน้ำลายใส่ใช้นิ้วจนสะอาด เพื่อมิให้มันมีละไอหมองๆ คล้ายหมอกติดค้างอยู่ (แม้แต่พ่อของเธอเองก็ไม่สามารถอธิบายให้สาวน้อยรู้ได้ว่า ทำไมน้ำลายจึงช่วยไม่ให้กระจกนั้นหมองได้...แต่มันก็ได้ประโยชน์จริงๆ) จากนั้น เธอจึงเอามันลงล้างด้วยน้ำทะเลอีกครั้ง สอดมืดใส่ในฝักตรงขอบกางเกง สอดเท้าเข้าไปในฟลิปเปอร์ส จัดสายท่อช่วยหายใจให้ติดกับสายหน้ากาก ให้น้ำเข้าน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ จากนั้น ก็เลื่อนตัวลงไปในน้ำอย่างแผ่วเบาที่สุดเธอขยับฟลิปเปอร์สเบาๆ ลอยตัวลงไปข้างเรือจนพบสายสมอ หยุดอยู่ตรงนั้น มองฝ่าสีน้ำเงินของท้องทะเล ซึ่งอาบได้อยู่ด้วยแสงสีเหลืองเหมือนเนยของดวงอาทิตย์ที่ส่องผ่านลงไป ตื่นเต้นประหลาดใจเหมือนวันแรกที่ได้เห็นสรรพสิ่งที่มีชีวิตอยู่รายรอบภูเขาใต้ทะเลแห่งนี้บางครั้ง พาโลม่าอดคิดไม่ได้ว่าตัวเองคล้ายกับเพิ่งมาถึงงานปาร์ตี้ที่ยิ่งใหญ่ซึ่งมีแขกเหรือนับร้อยพันชนิดคอยต้อนรับอยู่แล้วเงียบๆ ในท่ามกลางพวกมัน และที่แน่นอนที่สุดก็คือ เธอมีความผูกพันกับสัตว์น้ำ ทั้งหลายแห่งภูเขาใต้ทะเลนี้ ยิ่งเสียกว่าผู้คนที่อยู่บนเกาะซานต้า มาเรีย ทั้งนี้เพราะ ณ สถานที่แห่งนี้ ความสัมพันธ์และมิตรไมตรีเป็นไปอย่างตรงไปตรงมาไม่มีการเสแสร้งแสดงว่าวางใจในกันและกันและก็เช่นกับทุกครั้งที่ผ่านมา ที่ความรู้สึกเช่นนั้นรบกวนจิตใจเธออย่างที่สุด จนพาโลม่าต้องรีบปัดมันให้ออกไปให้พ้นจากความคิดเสีย เพราะโจบิมเคยกับเธอหลายครั้งหลายหนแล้วว่าอย่าคิดเอาสัตว์ไปเทียบกับมนุษย์ จะลงความเห็นว่ามันมีชีวิตจิตใจเหมือนมนุษย์เสียทีเดียวไม่ได้ แต่จงเคารพมันในฐานะที่มันเป็นสัตว์ประเภทอื่นๆ แต่...เธอก็อดตามใจตัวเองให้คิดไปในทำนองนั้นไม่ได้บางวันสาวน้อยก็จะพบกับปลาเซล ฟิช บางวันก็พบปลาฉลาม บางวันก็เป็นฝูงปลาวาฬ และบางวัน...เช่นนี้เธอกลับไม่พบอะไรเลยนอกจากความมืดมน ท้องน้ำมิได้ใสสะอาดนัก มันขุ่นข้นด้วยฝูงแพลงตัน และจุลชีพอื่นๆ ที่ลอยตัวขึ้นมาจากใต้น้ำลึก เธอมองเห็นยอดของภูเขาใต้ทะเลได้ มันเป็นทั้งหินธรรมดาขรุ ๆ ขระ ๆ และหินปะการัง และเธอสามารถจะมองเห็นความเคลื่อนไหวของสัตว์น้ำตัวใหญ่ๆ ได้ แต่มันก็ลางเลือนอย่างไรชอบกลถ้าเธอยังไม่อาจมองเห็นได้อย่างชัดเจน จากพื้นผิวน้ำชั้นแรก พาโลม่าจะมีทางเลือกเพียงทางเดียวเท่านั้น คือดำดิ่งลงไปสู่ก้นทะเลชาวเกาะส่วนใหญ่ แม้จะเป็นชาวประมง แต่ก็รู้เรื่องการว่ายน้ำน้อยมาก ยิ่งเรื่องการดำน้ำ ซึ่งหมายถึงจะต้องเตรียมตัวอั้นลมหายใจให้อยู่ได้นานที่สุดใต้ทะเลแล้ว ดูจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลยด้วยซ้ำ การฝึกฝนเหล่านี้ พาโลม่าได้รับมาจากโจบิมทั้งสิ้น ซึ่งในตอนแรก พ่อจะพาเธอลงในน้ำที่ลึกเพียง 5 ฟุต สอนให้รู้จักวิธีเตรียมตัวที่จะลงไปให้ลึกทีละขั้นตอน สอนให้รู้จักสังเกตว่าในความลึกแต่ละระดับ ปอดจะมีความรู้สึกแตกต่างกันอย่างไร วิธีจะหลีกเลี่ยงจากความรู้สึก ตกใจ ซึ่งการฝึกฝนนั้นใช้เวลานานถึง 4 ปี ซึ่งต้องการทั้งจากความชำนาญ และประสบการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยสัญชาตญาณภายในตัว เธอไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นนักดำน้ำที่ดีหรือไม่ดีพาโลม่ารู้แต่เพียงว่า ตัวเองสามารถที่จะกลั้นลมหายใจได้นานพอที่จะดำดิ่งจากยอดภูเขาในทะเลและใช้เวลาหาความเพลิดเพลินให้กับตนเองใต้น้ำ และกลับขึ้นมาเพื่อจะดำลงไปใหม่ได้เท่านั้นขณะที่ลอยตัวอยู่ในน้ำ ในลักษณะที่ก้มหน้าไว้ มีท่อช่วยหายใจเกี่ยวติดอยู่เหนือศีรษะเช่นนี้ พาโลม่าสูดลมหายใจลึกๆ เข้าไปในปอดประมาณ 6 ครั้ง และแต่ละครั้งก็จะช่วยขยายปอดขึ้นเรื่อยๆ หลังจากสูดลมหายใจครั้งสุดท้ายแล้วเธอจะกลั้นลมหายใจไว้จนรู้สึกเหมือนปอดจะระเบิดออกมาเธอจึงจะปิดปากสนิทดำดิ่งลงไปสู่ก้นทะเลทันที โดยได้ลงไปตามเชือกสายสมอด้วยพลังที่แข็งแกร่ง พร้อมกับกระทุ่มฟลิปเปอร์สเบาๆ ขณะที่ดำดิ่งลงไปนั้น เธอจะปล่อยให้ฟองน้ำผุดพรายขึ้นบ้าง ด้วยการเป่าปาก จนในที่สุด ปอดก็จะเข้าสู่ภาวะปกติสาวน้อยลงมาถึงก้นทะเลได้ในเวลาไม่กี่วินาที และเพื่อเป็นการบังคับให้ตัวเองลอยขึ้น เธอจะใช้หัวเข่าเกี่ยวยึดไว้กับแง่หิน รู้สึกสบายขึ้น ได้พักผ่อนพอสมควร ลมในปอดมีมากพอ การอยู่ใต้น้ำนั้น เวลาจะผ่านไปโดยไม่รู้ตัว เธอสามารถจะอยู่ได้เพียงแค่นาทีครึ่ง...บางครั้งก็ถึง 2 นาที เนื่องจากประสาททั่วสรรพางค์กายตื่นตัวอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเสียงหรือภาพใดๆ ที่เกิดขึ้น สมองของเธอจะรับสิ่งเหล่านั้นได้อย่างรวดเร็ว บนพื้นผิวข้างบนนั้น เวลา 2 นาที อาจจะผ่านไปโดยไม่ทันสังเกตเห็นอะไร แต่เบื้องล่างนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างจะต้องขึ้นอยู่กับประสบการณ์ ช่วงเวลาเพียงแค่ 2 นาที อาจจะเท่ากับหนึ่งชั่วโมงก็ยังได้ในช่วงนาทีแรกที่ดำดิ่งลงไป พวกสัตว์ทั้งหลายมีความรู้สึกเหมือนตัวเองถูกรุกราน พื้นน้ำถูกก่อกวนความสงบและพยายามจะหลีกหนีไปให้ไกลที่สุด แต่ขณะนี้ มันกำลังค่อยๆ รวมตัวว่ายกลับมาคล้ายกับได้ยอมรับแล้วว่า พาโลม่าคือส่วนหนึ่งในชีวิตของพวกมันมีอะไรบางอย่างกระแทกเธอเข้าข้างหลัง ทำให้หน้าทิ่มไป เธอเกาะเกี่ยวกับแง่หินให้แน่นเข้าหันกลับไปมองแขนข้างหนึ่ง ในเวลานั้นเธอไม่อาจจะมองฝ่าฟองน้ำจนเห็นสิ่งที่มากระทบตัวได้อย่างแจ่มชัด หรือจะเป็นปลาฉลามที่มาชนเธอเข้า คล้ายกับมันจะทดลองว่าเธอใช่เหยื่อของมันหรือไม่ ถ้ามันชนเข้ามาอีกครั้งเธออาจจะถึงตายได้ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นจะเป็นอะไรก็ตาม แต่ไม่ใช่อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจากความบังเอิญอย่างแน่นอนเมื่อเธอยกแขนปาดฟองน้ำออก ต่อสู้กับความตื่นตกใจอยู่นั้น พาโลม่าก็พบว่าตัวเองกำลังประจันหน้าอยู่กับฝ่ายจู่โจม ซึ่งทำให้เธอต้องหัวเราะออกมาเบาๆมันเป็นปลากรุฟเฟอร์ขนาดใหญ่ ยาวสัก 3-4 ฟุต ได้น้ำหนักประมาณ 30-35 ปอนด์ อยู่ห่างจากเธอเพียงแค่ฟุตปากล่างยืนยาวกว่าปากบน ดวงตากลมโตของมันกำลังต้องมองเธออยู่คล้ายจะรอคอยอย่างสงบด้วยหวังว่าเธอจะทำในสิ่งที่มันคิดว่าควรจะทำคือ...ให้อาหารเธอเคยเอาอาหารลงมาเลี้ยงปลาบ่อยๆ โดยเฉพาะต้องมีเจ้ากรุฟเพอร์ตัวนี้ร่วมอยู่ด้วยแน่ เพราะในบริเวณภูเขาใต้ทะเลก็เห็นจะมีแต่มันเท่านั้นที่ตัวใหญ่ขนาดนี้ และกับรอยแผลเป็นบนแผ่นหลัง ซึ่งหนีรอดจากเงื้อมมือของสัตว์ที่เห็นมันเป็นเหยื่อมาอย่างหวุดหวิด บางครั้ง อาหารนั้นก็เป็นขนมปัง ซึ่งมันก็จะกินจะกลืนลงไปเลย และมีบางครั้งอยู่เหมือนกันที่สาวน้อยลืมเอาติดมือมาเธอยืนยันที่จะตั้งชื่อมันเช่นเดียวกับชื่อคน แต่ไม่อาจจะคิดในลักษณะของคนได้ ดังนั้น จึงเรียกมันว่า “บูลลี่” ซึ่งฟังดูร้ายดีถ้าเธอเอาอาหารมา พาโลม่า จะใช้นิ้วคีบอาหาร นั้นไว้หลอกล่อมันอยู่ตรงหน้า เจ้ากรุฟเฟอร์จะปราดเข้ามา และเธอก็จะหย่อนอาหารลงในปากมัน และมันไม่เคยกดถูกนิ้วเลยสักครั้งเพียงแต่จะกินอย่างช้าๆ กินทุกอย่างที่ขวางหน้า แม้จะมีฟันซี่เล็กๆ แต่สันกรามของมันก็มีพลังยิ่ง และถ้าพลาดแม้แต่นิดเดียว ก็อาจถูกกัดนิ้วขาดได้ง่ายๆ