เหนือนิรันดร์ จอมราชันเทพยุทธ์

    เล่มที่ 2 บทที่ 55 เข้าสุสาน

            หลังเซียวเฉินและเสิ่นเล่ยจากไปเขตวิญญาณตะวันออกก็สะเทือนเพราะเรื่องนี้

            เพราะที่นี่ โม่เส้าเยี่ยน ประมุขน้อยของสำนักเหยียนหยาง กลุ่มอิทธิพลสูงสุดของเขตวิญญาณใต้ถูกคนบั่นศีรษะตายอยู่ข้างถนน

            สำนักเหยียนหยางของเขตวิญญาณใต้เดือดดาลสุดขีดส่งผู้เข้มแข็งมาที่เขตวิญญาณตะวันออกสังหารองครักษ์สิบกว่าคนของโม่เส้าเยี่ยนเพราะเหตุนี้และถึงขั้นทำเอากลุ่มอิทธิพลสูงสุดของเขตวิญญาณตะวันออกตื่นตระหนก

            เดิมสำนักเหยียนหยางอยากเข้าสุสานของผู้เข้มแข็งขั้นดาราสวรรค์ไม่คิดว่าจะเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น

            ประมุขน้อยตายอนาถข้างถนน!

            เรื่องนี้ทำให้สำนักเหยียนหยางมองกลุ่มอิทธิพลแต่ละกลุ่มของเขตวิญญาณตะวันออกเป็นศัตรูถึงอย่างไร สำนักเหยียนหยางคือหนึ่งในห้ากลุ่มอิทธิพลสูงสุดของเขตวิญญาณใต้หากเข้าสู่สุสานของผู้เข้มแข็งและได้พบโชควาสนาความแข็งแกร่งโดยรวมของเขตวิญญาณใต้ต้องเพิ่มขึ้นพรวดพราดอีกสามเขตวิญญาณต้องไม่พอใจแน่ แต่หากความสามารถโดยรวมของเขตวิญญาณใต้อ่อนแอลง นั่นเป็นสิ่งที่พวกเขาอยากเห็นที่สุดแน่นอน

            ดังนั้นผู้เข้มแข็งของสำนักเหยียนหยางต่างนึกว่าเป็นการกระทำของบุตรหลานกลุ่มอิทธิพลสูงสุดแห่งเขตตะวันออก

            แต่เขตวิญญาณตะวันออกปฏิเสธและแสดงออกว่าไม่รู้เรื่องนี้มาโดยตลอด

            แม้เขตวิญญาณใต้จะมีโทสะในใจ แต่พวกเขาก็ทำได้เพียงสะกดไว้กล้ำกลืนฟันที่หักและโลหิตลงไป เพราะหากเปิดศึกในพื้นที่เขตวิญญาณตะวันออกจะไม่เป็นผลดีต่อพวกเขา

            “เส้าชิง น้องชายเจ้าตายอย่างอนาถ ต้องให้เจ้าแบกรับหน้าที่เข้าสุสานสำนักเหยียนหยางเราจะได้พบโชควาสนาหรือไม่ต้องพึ่งพาเจ้าแล้ว”ผู้อาวุโสสำนักเหยียนหยางเอ่ยกับบุรุษหนุ่มตรงเบื้องหน้าช้าๆ ด้วยสีหน้าเหนื่อยล้าหากเอ่ยถึงพรสวรรค์ โม่เส้าเยี่ยนเป็นอัจฉริยะที่โดดเด่นที่สุดของสำนักเหยียนหยางเหนือกว่าโม่เส้าชิงผู้เป็นพี่ชายของเขาลิบลับ แต่ตอนนี้...

            โม่เส้าชิงพยักหน้า เอ่ยอย่างเคร่งขรึมว่า “ผู้อาวุโสวางใจเถอะเส้าชิงต้องทุ่มสุดกำลังเพื่อให้สำนักเหยียนหยางเราพบโอกาสที่เกิดขึ้นแน่”

            ผู้อาวุโสพยักหน้าแล้วหันกายจากไป

            หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น เขาไม่คาดหวังกับโม่เส้าชิงมากนัก…

            หลังผู้อาวุโสหันกายจากไป ดวงตาสีทองของโม่เส้าชิงก็เย็นเยียบ

            “ฮึ ตาเฒ่า สักวันข้าจะทำให้เจ้ารู้ว่า ใครเป็นนายแห่งสำนักเหยียนหยางกันแน่!”

            ...

            ผ่านไปสามวัน เซียวเฉินกับเสิ่นเล่ยไม่อยู่ที่หอไจซิงแต่แรกทว่าไปจนถึงพื้นที่ห่างไกลของเขตวิญญาณตะวันออก

            หากฆ่าประมุขน้อยกลุ่มอิทธิพลสูงสุดของเขตวิญญาณแล้วยังอยู่ที่เดิมไยมิใช่หาที่ตาย

            มองขอบฟ้าและน่านน้ำทะเลกว้างของเขตวิญญาณตะวันออก

            เวลานี้ มีคนไม่น้อยมารวมตัวกันที่นี่เพราะที่นี่คือสุสานหลังวายชนม์ของผู้เข้มแข็งขั้นดาราสวรรค์

            และเป็นพื้นที่ซึ่งกลุ่มอิทธิพลสูงสุดแต่ละกลุ่มจะแสวงหาโชควาสนาพอดี

            วันนี้ เหตุการณ์เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง คนของกลุ่มอิทธิพลใหญ่ในเขตวิญญาณแต่ละกลุ่มต่างมาถึงฝูงชนนับหมื่นคลาคล่ำ

            เซียวเฉินและเสิ่นเล่ยก็อยู่ในนั้นด้วย

            เพียงแต่คนทั้งสองแปลงโฉมมาที่นี่เพื่อความปลอดภัย ถึงอย่างไร ตอนฆ่าโม่เส้าเยี่ยนวันนั้นก็มีคนมากมายเห็นโฉมหน้าของพวกเขาแล้ว

            มองท้องทะเล คลื่นม้วนตัวสาดซัด ไร้ขอบเขต ผิวทะเลมีเมฆหมอกบางๆ ปกคลุมมองเห็นได้เลือนราง ให้กลิ่นอายแดนเซียน ยังมีแสงวิญญาณจางๆปรากฏขึ้นวูบวาบตรงสุดขอบทะเลไกลๆ เป็นครั้งคราวดึงดูดคนมาคนของกลุ่มอิทธิพลทั้งหมดหยุดยืนมอง ดวงตาฉายแววกระตือรือร้นโดยไม่ปิดบังเพราะที่นั่นคือสุสานของผู้เข้มแข็งขั้นดาราสวรรค์ สถานที่ที่พวกเขาจะไป

            เด็กหนุ่มคนหนึ่งเงยหน้าขึ้นมองทะเลอันกว้างใหญ่ แม้เป็นเพียงเด็กหนุ่มเค้าหน้าธรรมดาแต่แววตากลับไม่ธรรมดา ข้างกายมีสตรีโฉมงาม คนทั้งสองคือเซียวเฉินและเสิ่นเล่ยหลังแปลงโฉมแล้ว

            “เซียวเฉิน พวกเราจะไปหรือไม่?”

            เสิ่นเล่ยมองเซียวเฉินแล้วเอ่ยถาม เวลานี้ ในสายตาของนางมีแววปรารถนา

            เซียวเฉินยิ้มกล่าว “ไม่รีบ รอก่อน ที่นี่คือสุสานของผู้เข้มแข็งต้องมีโชควาสนาใหญ่รออยู่ที่นั่นแน่กลุ่มอิทธิพลแต่ละกลุ่มทั่วทุกสารทิศในเขตวิญญาณต่างมาที่นี่ข้าไม่เชื่อว่าศิษย์พี่ซูและคนอื่นๆ จากสถานศึกษาชางหวงจะไม่รู้ไม่แน่ว่าพวกเราอาจได้เจอกันอีกครั้ง” สายตาของเซียวเฉินเรียบเฉยสงบนิ่ง

            “แต่ด้วยสภาพของพวกเรา พวกเขาคงจำไม่ได้”

            เสิ่นเล่ยเอ่ยเรียบๆ พวกเขาแปลงโฉมให้ไม่อยู่ในรูปเดิมถึงเจอกันพวกเขาก็จำไม่ได้

            “พวกเราจำพวกเขาได้ก็พอ”

            “อืม”

            เสิ่นเล่ยพยักหน้า ไม่เอ่ยวาจาอีก

            เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว คลื่นผู้เข้มแข็งของกลุ่มอิทธิพลก็ตามมาถึง

            “จวนมังกรเจียว [1] กลุ่มอิทธิพลสูงสุดของเขตวิญญาณตะวันออก!”

            “หอหมื่นอาวุธของเขตวิญญาณเหนือ!”

            “ยังมีสำนักเหยียนหยางและสำนักดารากรของเขตวิญญาณใต้...”

            “...”

            กลุ่มอิทธิพลของเขตวิญญาณแต่ละแห่งทยอยกันมาถึง ทำให้ทุกคนส่งเสียงอุทาน สายตาของเซียวเฉินมองบนร่างผู้มาจากสำนักเหยียนหยางของเขตวิญญาณใต้คนผู้นั้นคือบุรุษหนุ่มคนหนึ่งที่คล้ายคลึงกับโม่เส้าเยี่ยนอยู่หลายส่วนและมีนัยน์ตาสีทองเช่นกันเพียงแต่ท่วงท่าของโม่เส้าเยี่ยนโดดเด่นวางอำนาจ ทว่าบุรุษหนุ่มตรงหน้ากลับสงบนิ่งดุจบึงน้ำลึกที่ให้ความรู้สึกลึกล้ำสุดหยั่งแก่ผู้คน

            ทำให้ผู้คนรู้สึกรังเกียจยิ่งกว่าโม่เส้าเยี่ยน

            รออยู่ระยะหนึ่ง เซียวเฉินจึงส่ายศีรษะ “พวกเราไปกันเถอะ”พวกเขาไม่เห็นซูเฉินเทียนและมู่หรงเชี่ยนเอ๋อร์

            เสิ่นเล่ยผงกศีรษะ คนทั้งสองเหินข้ามทะเลด้วยกันจากนั้นก็มีคนรุดมาเดินทางข้ามทะเลไม่ขาดสายเพื่อบรรลุถึงอีกฟากฝั่งและขึ้นสถานที่วายชนม์ของผู้เข้มแข็งท่านนั้น

            ระหว่างทาง บางคนเดินย่ำข้ามทะเล บางคนอาศัยแรงภายนอกข้ามทะเลและถึงขั้นมีบางคนเหาะข้ามทะเล

            ต่างคนต่างแสดงความสามารถ

            “เขตวิญญาณกลับเป็นถิ่นพยัคฆ์ซุ่มมังกรซ่อน” เซียวเฉินยิ้มกล่าว

            เซียวเฉินและเสิ่นเล่ยเดินทางเคียงบ่าเคียงไหล่ ตลอดทางไร้การสนทนาหลังจากทุกคนข้ามทะเลมาขึ้นเกาะใหญ่แห่งหนึ่งบอกว่าเกาะมิสู้บอกว่าเป็นยอดเขาที่ตั้งตระหง่านกลางทะเล ยอดเขาสูงพันจั้งดุจเสียบทะลุเมฆาอยู่สูงเกินเอื้อม ทำให้ทุกคนตื่นเต้นอย่างยิ่งในที่สุดพวกเขาก็มาเหยียบบนพื้นที่ในตำนานเล่าขาน

            ในขณะที่ทุกคนเพิ่งขึ้นเกาะขนาดยักษ์ลูกนั้นยอดเขาพลันสั่นสะเทือนเหมือนเกิดแผ่นดินไหว ใบหน้าของทุกคนเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นพรั่นพรึงสีหน้าของเสิ่นเล่ยและเซียวเฉินก็ไม่น่าดู เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้หรือว่าที่นี่มิใช่สถานที่วายชนม์ของผู้เข้มแข็งขั้นดาราสวรรค์

            ครู่ถัดมา ยอดเขาตรงเบื้องหน้าก็แยกออก ปรากฏถ้ำมายาปากถ้ำบิดเบี้ยวและหมุนวนดุจหลุมดำ แฝงด้วยกลิ่นอายแข็งแกร่งน่าหวาดกลัว

            เพราะมีแผ่นดินไหวก่อนหน้านี้ ทุกคนจึงไม่กล้าขึ้นหน้า

            “นี่คือทางเข้าหรือ?” เซียวเฉินพึมพำ

            เวลานี้ เขาก็ไม่ได้หุนหัน ไม่มีคนเข้าไป เขาย่อมจะไม่ทำตัวเป็นนกโผล่หัว [2]

            “ทางเข้าอยู่เบื้องหน้า พวกเรามาเพื่อเรื่องนี้มิใช่หรือในเมื่อมาแล้วทำไมยังต้องกลัวเกินเหตุด้วย” บุรุษหยาบกระด้างผู้แบกขวานอยู่บนไหล่คนหนึ่งเอ่ยจากนั้นสาวเท้าย่างสู่ทางเข้าที่หมุนวนนั้น ทุกคนมองหน้ากันเหมือนถูกคนผู้นั้นพูดจนคล้อยตาม ในเมื่อมาแสวงหาโชควาสนาที่นี่แล้วยังจะกลัวอันตรายอะไรอีก

            ดังนั้น คนทั้งหมดจึงเข้าไปทีละคน

            เซียวเฉินและเสิ่นเล่ยก็อยู่ในบรรดานั้นติดตามทุกคนย่างเท้าเข้าสู่ปากถ้ำอันบิดเบี้ยว

            หลังเข้าไปในถ้ำ ทุกคนรู้สึกว่าภาพตรงเบื้องหน้าบิดเบี้ยว ทำให้พวกเขาเวียนศีรษะมิติเบื้องบนเบื้องล่างกำลังหมุนวน ส่วนพวกเขาจมลงไปในนั้น ไร้ทางหลุดพ้นหลังมิติหยุดบิดเบี้ยว พวกเซียวเฉินก็ยืนอยู่ในมิติอีกแห่งหนึ่ง เบื้องหน้าของพวกเขาไม่มีทะเลอันกว้างใหญ่ไร้ขอบเขตอีกทว่าเป็นพื้นที่รกร้าง

            นี่คือสถานที่ซากปรักหักพัง ราวกับเป็นโบราณสถานบางอย่าง

            เมื่อรู้สึกได้ถึงภาพตรงเบื้องหน้าก็มีคนถอนหายใจ

            “นี่คือสถานที่วายชนม์ของผู้เข้มแข็งขั้นดาราสวรรค์หรือ...”

            ---

            [1] มังกรเจียว คือ มังกรชนิดหนึ่งในตำนานสามารถทำให้เกิดพายุและน้ำท่วมได้

            [2] นกโผล่หัว หมายถึง ทำตัวเด่นเป็นเป้าให้โจมตี

    คล้ายกับเรื่องเหนือนิรันดร์ จอมราชันเทพยุทธ์ ที่คุณอ่าน