“เฮ่อ…เวลาช่างผ่านไปไวยิ่งนัก”เสียงถอนหายใจพร้อมกับประโยคที่ถูกเอ่ยขึ้นภายไต้ความคิดของใครบางคน ซึ่งแสดงออกผ่านทางรอยยิ้มอันเบ่งบานบนใบหน้าพร้อมกับสายตาที่เหม่อมองไปยังบนฟากฟ้าที่ช่างแช่มชื่นและโปร่งใสสำหรับเวลาในยามเช้าเช่นนี้ก่อนจะสูญลมหายใจเข้าอีกเฮือกใหญ่ขณะเดียวกันนั้นความรู้สึกและคำพูดที่มากมายค่อยๆประดังเข้ามาภายในห้วงความคิดของตนเอง
…..แม่ใหญ่คงเหนื่อยน่าดูยิ่งอายุของท่านเองก็มากขึ้นเรื่อยๆ……
…..พี่จะสบายดีมั้ยครับ…..
…นี่เราต้องจากที่นี่ไปจริงๆเหรอ….ฯลฯ
คำถามและคำตอบในเวลาเดียวกันนั้นถาถมเข้ามาทำไห้เ้าตัวต้องรีบหลับตาลงเพื่อลืมเลือนมันไปเสีย
“นี่ ลอนโก้คณะเดินทางมาถึงแล้วละ”เสียงหนึ่งดังขึ้นเพื่อสะกิดคนตรงหน้าซึ่งหลับตาอยู่
“ครับแม่ใหญ่” เด็กหนุ่มตอบรับ ผมสั้นสีน้ำตาลแกมแดงตัดกับดวงตาสีน้ำตาลกลมโตทั้งสองพร้อมกับใบหน้าที่ขาวเนียนและเรียวได้รูปทำไห้ดูโดดเด่นและมีเสน่ห์ยิ่งนัก
“ดูแลตัวเองดีๆละ คอยส่งข่าวคราวมาไห้แม่ด้วยละ”ผู้เป็แม่พูดขึ้นด้วยเสียงสั่นเทาพร้อมกับหยดน้ำตาที่ค่อยๆไหลรินลงอาบแก้มที่เหี่ยวย่นทั้งสองข้างของตน
“แม่ใหญ่ไม่ต้องห่วงรึกังวลนะครับผมจะคอยส่งข่าวมาพร้อมกับเื่ราวของพี่ไห้กับแม่ใหญ่เสมอๆนะครับ”เด็กหนุ่มเอ่ยขึ้นพร้อมกับเดินเข้าไปใกล้ผู้เป็แม่ก่อนจะค่อยๆยื่นมือไปจับมือของผู้เป็แม่ขึ้นมาและเอ่ยขึ้น
“แม่ใหญ่อดทนและรักษาสุขภาพด้วยนะครับ”
“เดินทางปลอดภัยนะลอนโก้” เสียงล่ำลาสั่นเทาพร้อมกับจับจ้องไปยังเด็กหนุ่มที่ค่อยๆเดินจากไป
เด็กหนุ่มที่หันหลังค่อยๆเดินห่างออกไป ขณะที่ั์ตาทั้งสองเต็มไปด้วยน้ำตาพร้อมกับรอยยิ้มที่เอ่อล้นเบิกบานที่แม้กระทั่งเ้าตัวเองก็ยังไม่สามารถบอกกับตนเองได้ว่าเสียใจหรือกำลังยินดีอยู่ขณะนี้ทว่าเ้าตัวก็ตัดสินใจมิยอมไห้ความสับสนดังกล่าวรังควานตนเองขณะที่ห่างออกไปเ้าตัวก็หันกลับมาะโขึ้นพร้อมน้ำตา
“รักแม่ใหญ่และทุกๆคนนะครับ”
สิ้นประโยคเ้าตัวก็ยกมือขึ้นพร้อมโบกลาแต่ไกลก่อนจะหันควับวิ่งตรงไปยังเกวียนของคณะเดินทางซึ่งหยุดรอตรงหน้าพร้อมกับเด็กๆอีกนับสิบชีวิต
“ลอนโก้ ชีรีโน่” เสียงห้าวหาญดุดันจากชายฉกรรณ์ในชุดทหารเวทย์สีเทาพร้อมด้วยเอกสารรายชื่อบนมือเอ่ยขึ้นพร้อมกับสายตาที่เพ่งมองมายังกลุ่มเด็กตรงหน้า
“ครับ” เ้าของชื่อตอบรับอย่างกระตือรือร้นพร้อมกับค่อยๆเดินฝ่ากลุ่มเด็กๆที่รายล้อมอยู่เพื่อไปพบกับทหารเวทย์ดังกล่าว
“หยิบสัมภาระของตนเองแล้วเดินไปขึ้นเกวียนคันที่สี่ข้างหน้า” เสียงคำสั่งเอ่ยขึ้นอย่างเรียบๆพร้อมกับชี้ไปยังขบวนเกวียนซึ่งจอดเรียงเป็แถวยาว เด็กหนุ่มไม่รอช้ารีบก้มหยิบสัมภาระของตนขึ้นมาสพายไว้ข้างลำตัวพร้อมกับก้าวยาวๆไปยังเกวียนเป้าหมายทันที
ผมมีนามว่า ลอนโก้ ชีรีโน่ เป็เด็กจากศูนย์รับเลี้ยงเด็กกำพร้าเมืองคอร์นีเลียซึ่งตั้งอยู่ทางตอนเหนือของอาณาจักรโบแห่งดินแดนมนุษย์ผมพึ่งมีอายุครบ 18 ปีไม่กี่วันก่อนหน้านี้เองผมเติบโตพร้อมๆกับพี่ๆน้องๆมากมายที่ศูนย์รับเลี้ยงเด็กกำพร้าเด็กๆทุกคนไม่เพียงแต่เด็กกำพร้าเท่านั้นแต่ยังรวมถึงเด็กๆสามัญทั่วไปต่างพากันร่ำเรียนและตั้งใจฝึกฝนเวทย์มนต์ของตนเองเพื่อที่จะไห้ตนเองมีขีดความสามารถเข้าเกณฑ์ที่จะได้รับคำเชิญจากทางวิทยาลัยโทเปียเพื่อเข้าศึกษาต่อและพัฒนาฝึกฝนเพื่อเป็สุดยอดทหารและจอมเวทย์อันมีชื่อเสียง โดยทุกๆปีทางวิทยาลัยเองจะทำการคัดกรองเด็กๆที่มีพร์หรือมีความสามารถทางด้านเวทย์มนต์ที่โดดเด่นเหนือเด็กคนอื่นๆเพื่อเป็การต่อยอดความสามารถดังกล่าวและเพื่อเป็กำลังหลักของอาณาจักรรุ่นต่อๆไปหรือจะกล่าวอีกนัยหนึ่งวิทยาลัยโทเปียเป็สถานศึกษาที่รวบรวมเหล่าเด็กๆที่เข้าขั้นอัจฉริยะทางด้านเวทย์มนต์ทั่วราชอาณาจักร แน่ทีเดียวทางวิทยาลัยโทเปียจึงเต็มไปด้วยบุคคลซึ่งมีความสามารถและบารมีนั่นรวมถึงลูกๆของเหล่าขุนนางและชนชั้นกษัตริย์รวมอยู่ด้วยทั้งนี้ทางวิทยาลัยเองก็มีโควตาและเปิดโอกาสสำหรับผู้ยากไร้หรือเด็กกำพร้าปีละหนึ่งคนเพื่อเข้าศึกษากับทางวิทยาลัยเองด้วยซึ่งเป็ประเพณีปฏิบัติมาช้านานและนี่ก็คือโอกาสที่ผมได้รับจากวิทยาลัยโดยผ่านทางแม่ใหญ่ผู้ดูแลเด็กกำพร้าเป็ผู้คัดกรองนั่นเอง
“ลอนโก้ ชีรีโน่สินะ”เสียงอันคมคายจากทหารเวทย์หนุ่มซึ่งยืนอยู่บนเกวียนในชุดสีดำผ้าคลุมสีเทาพร้อมรอบยิ้มกว้างอย่างเป็มิตรเอ่ยขึ้น
“ครับ”เด็กหนุ่มตอบรับด้วยรอยยิ้ม
“เอาละ นำสัมภาระขึ้นมาและเตรียมตัวออกเดินทางได้เลยอีกอย่างกรุณาช่วยเก็บอาวุธส่วนตัวไว้ด้วย”ทหารเวทย์หนุ่มเอ่ยขึ้นพร้อมชี้ไปยังมีดสั้นที่เ้าตัวสะพายไว้ด้านหลังของตนเองทำไห้เด็กหนุ่มรีบปลดมีดสั้นลงทันทีพร้อมกับเก็บเข้าไว้ในกระเป๋าสัมภาระด้วยท่าทียำเกรงก่อนจะค่อยๆขึ้นไปนั่งบนเกวียนดังกล่าวซึ่งบนเกวียนขณะนี้มีเด็กหนุ่มอีกสองคนอยู่ภายในเกวียนเป็ที่เรียบร้อย คนทางซ้ายมือผมดำสนิทร่างกายอ้วนถ้วนในชุดสีแดงเข้มใบหน้าขาวอวบเอิบที่มาพร้อมกับแก้มทั้งสองข้างที่อวบอิ่มราวกับอมบางสิ่งไว้ภายในแก้มทั้งสองในท่านอนหงายระนาบตามแนวเกวียนพร้อมส่งเสียงกรนเป็ระยะๆทำไห้เ้าตัวที่พึ่งขึ้นมาบนเกวียนอดยิ้มมิได้ก่อนจะค่อยๆหันไปทางขวามือขณะเดียวกันเด็กหนุ่มอีกคนพร้อมในชุดสีน้ำเงินในท่านั่งพร้อมกับครึ่งตัวซึ่งขณะนี้อยู่ด้านนอกผ่านทางหน้าต่างของเกวียนโดยมิได้ใส่ใจแม้แต่น้อยกับผู้มาใหม่เ้าตัวรีบมองซ้ายทีขวาก่อนจะตัดสินใจนั่งลงท้ายเกวียนค่อยๆหย่อนขาลงพร้อมกับสายตาที่กวาดไปรอบๆเผยไห้เห็นขบวนเกวียนที่เรียงรายเป็แถวนับสิบคันพร้อมกับทหารเวทย์และเด็กหนุ่มเด็กสาวอีกหลายชีวิตซึ่งขณะนี้ทุกๆคนก็ต่างพากันไปประจำเกวียนของตนเองที่ถูกจัดสรรไว้ พร้อมกันนั้นผู้ปกครองบิดาและมารดาของเหล่าเด็กหนุ่มสาวก็ต่างพากันร่ำลาลูกๆของตนเองพร้อมทั้งรอยยิ้มและน้ำตาด้วยความชื่นชมยินดีทำให้เ้าตัวที่จ้องมองอยู่นั้นอดนึกถึงพี่ๆน้องๆและ่ชีวิตที่ได้ใช้ในศูนย์รับเลี้ยงเด็กกำพร้าขึ้นมาไม่ได้ก่อนจะพูดขึ้นเบาๆ
“เราต้องไปแล้วจริงๆสินะ” เด็กหนุ่มพูดขึ้นพร้อมกับมือขวาอันหยาบกร้านค่อยๆล้วงลงไปในกระเป๋าเสื้อคลุมของตนเองเพื่อหยิบของบางอย่างขึ้นมาจากกระเป๋าเสื้อคลุมพร้อมกับค่อยๆจับจ้องด้วยแววตาคล้ายแฝงอารมณ์ชนิดหนึ่งที่อ่านยากบนดวงตาทั้งสองก่อนค่อยๆถอนหายใจเฮือกใหญ่ พร้อมกับนำสิ่งของนั้นเก็บเข้าไปดังเดิม
คืนก่อนออกเดินทาง…
“ลอนโก้พรุ่งนี้เช้าเธอต้องออกเดินทางแล้วละนะ”
“ครับแม่ใหญ่” เด็กหนุ่มตอบพร้อมกับสายตาที่จับจ้องไปบนพื้นระหว่างเท้าทั้งสองของตนเองในท่านั่งบนโซฟาสีน้ำตาล
“ที่เรียกเธอมาหนะแม่เองก็อยากจะทำเหมือนที่ทำกับทุกๆคนพวกเธอทุกคนที่ได้รับโอกาสนี้ล้วนเป็คนที่เหมาะสมทั้งสิ้นอีกทั้งยังโดดเด่นกว่าเด็กคนอื่นๆ” ผู้เป็แม่ซึ่งนั่งตรงข้ามเอ่ยขึ้นพร้อมกับมือทั้งสองค่อยๆยกกล่องปริศนาเล็กๆขนาดเท่าฝ่ามือ ตัวกล่องเป็สีดำสนิทมองเผินๆแทบจะคิดว่าเป็ก้อนถ่านขนาดใหญ่ก่อนจะค่อยๆวางลงบนโต๊ะระหว่างทั้งสองคน พร้อมกับพูดขึ้นต่อ
“หลายปีมานี้แม่เองก็ได้รับข่าวคราวจากรุ่นพี่ของเธอแทบจะทุกคนและทุกคนล้วนสุขสบายดี...แต่” ผู้เป็แม่หยุดพูดกลางคันก่อนที่มือขวาจะค่อยๆเอื้อมไปเพื่อหยิบแก้วน้ำซึ่งวางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาเพื่อจิบเล็กน้อย
ท่าว่าเด็กหนุ่มซึ่งนั่งตรงข้ามก็เห็นบางอย่างผิดปกติ คือมือของผู้เป็แม่ขณะที่ค่อยๆเอื้อมไปเพื่อหยิบแก้วน้ำดังกล่าวกลับมีอาการสั่นจนเห็นได้ชัด เมื่อเด็กหนุ่มเห็นผิดสังเกตดังกล่าวเ้าตัวก็ไม่รอช้าที่จะถามไถ่แต่ท่าว่าเ้าตัวไม่ทันที่จะอ้าปากเอ่ยผู้เป็แม่ก็พูดขึ้นทันที
“ข่าวของรอยค์แม่ได้รับเพียงครั้งเดียวเท่านั้น” ผู้เป็แม่พูดขึ้นทั้งน้ำตาขณะเดียวกันมือที่สั่นเทาก็คอยปาดน้ำตาบนแก้มทั้งสองข้างพร้อมพูดขึ้นเบาๆ
“และนี่ก็ล่วงเลยมาหลายปีแล้วแต่สิ่งที่ทำให้แม่เสียใจมากกว่านั้น...” ผู้เป็แม่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะพูดต่อ
“รู้มั้ยแม่พยายามส่งสารไปยังทางวิทยาลัยเพื่อสอบถามเกี่ยวกับรอยค์แต่ทางวิทยาลัยกับตอบกลับมาว่าไม่เคยรู้จักและไม่เคยมีข้อมูลของบุคคลนี้เลย” สิ้นประโยคดังกล่าวจากผู้เป็แม่ทำเอาเ้าตัวที่ได้ยินและได้ฟังกับตกตะลึงและอยู่ในอาการมึนงงสับสนก่อนจะค่อยๆรวบรวมสติและถามผู้เป็แม่ขึ้นอย่างช้าๆตะกุกตะกัก
“มม ม...แม่ใหญ่กำลังจะบอกว่ารอยค์หายไปอย่างนั้นเหรอครับ”
“แม่เองก็ยังไม่อยากจะใช้คำคำนั้นแม้รอยค์จะหัวดื้อไปสักหน่อยแต่รอยค์เป็คนที่ทำสิ่งใดแล้วมีเหตุผลรองรับเสมอแม่เพียงแอบคิดในใจว่าเื่นี้ต้องมีบางอย่างไม่ชอบมาพากลเป็แน่”
“แม่ใหญ่! แล้วเราควรจะทำอย่างไร”
“ลอนโก้นี่คือหนึ่งในเหตุผลที่แม่อยากให้เธอไปยังที่นั่น”
“คค...ครับ” เด็กหนุ่มตอบด้วยเสียงเศร้าสร้อยและบางเบา
“แม่รู้เธอรักและเป็ห่วงรอยค์เพียงใดแต่ถึงกระนั้นแม่เองไม่อยากให้เธอต้องดันทุรัน แต่จงไปและตั้งใจเรียนอย่าลืมหาความสุขให้ตนเองและจงมีชีวิตที่ดีขึ้นในแบบที่เธอปรารถนามีความสุขให้มากๆลอนโก้”
“ครับ..แม่ใหญ่” เด็กหนุ่มตอบรับพร้อมกับแววตาที่ตอนนี้ยังคงเต็มไปด้วยคำถาม ขณะที่เด็กหนุ่มยังคงสับสนผู้เป็แม่ก็พูดแทรกขึ้นพร้อมชี้ไปยังกล่องสีดำบนโต๊ะที่ถูกวางไว้เมื่อสักครู่
“ลอนโก้ในกล่องดำนี้มันเป็ของของเธอ แม่เองก็รอที่จะมอบให้กับเธอในเวลาที่เหมาะสมแล้วแม่คิดว่านี่เป็เวลาอันควรเธอควรจะได้รับมันและรับรู้บางสิ่งบางอย่าง”
สายตาของเด็กหนุ่มเนื่องจากความสับสนกลายเป็เพ่งเล็งไปอย่างกล่องตรงหน้าก่อนจะค่อยๆเอื้อมมือไปเพื่อเปิดมันเผยเห็นบางสิ่งที่อยู่ภายในกล่องดังกล่าวเ้าตัวถึงกับอุทานขึ้นมา
“เจมส์ม่า!!”
“ใช่แล้วมันเป็ของของเธอ”
“หมายความว่าไงครับแม่ใหญ่?”
“ลอนโก้แม่จะบอกความจริงกับเธอเท่าที่แม่ทราบเท่านั้น”
….”เมื่อหลายปีก่อนแม่ได้ออกไปเพื่อที่จะจ่ายตลาดตามเช่นอย่างเคยในยามเช้าตรู่แม่ได้พบกับร่างของเด็กทารกซึ่งอยู่ในตะกร้าที่มาพร้อมกับกล่องสีดำปริศนาดังกล่าวนี้…ซึ่งความจริงอย่างที่เธอทราบดีกฎของศูนย์รับเลี้ยงเด็กกำพร้าทั่วราชอาณาจักรทุกเมืองเด็กซึ่งไม่รู้ประวัติที่ไปที่มาทางศูนย์รับเลี้ยงเด็กกำพร้าต้องไม่รับเลี้ยงและการไม่ทำตามกฎของราชอาณาจักรเท่ากับการฝืนกฎความมั่นคงของอาณาจักร”… กล่าวจบสายตาของผู้เป็แม่ก็จับจ้องมาอย่างเด็กหนุ่มด้วยแววตาความเอ่อท้นรักใคร่เอ็นดูและรับรู้ได้ทันทีว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าแววตาเต็มไปด้วยคำถาม ก่อนจะพูดต่อ
“อย่าตื่นตระหนกเลยไม่ผิดหรอกถ้าหากว่าตอนนี้เธอจะเต็มไปด้วยความสับสนสักวันเธอคงรู้และเข้าใจเกี่ยวกับตัวเธอเป็แน่สิ่งสำคัญสำหรับเธอตอนนี้คือการมีชีวิตใหม่และมุ่งไปข้างหน้า” ผู้เป็แม่กล่าวให้ความหวังทิ้งท้ายให้กับเด็กหนุ่มที่ดูเศร้าสร้อยตรงหน้า และพูดต่อ
“นั่นเป็ของเธอรับมันไปซะ”ผู้เป็แม่เอ่ยขึ้นพร้อมกับสายตาที่มองไปยังกล่องปริศนา
“ขอบคุณแม่ใหญ่มากๆนะครับขอบคุณจริงๆ”เด็กหนุ่มตอบรับด้วยความนอบน้อม
“เอาละนี่ก็ดึกมากแล้วเธอเองก็ต้องรีบเข้าพักผ่อนพรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้าเตรียมตัวเลย”
“ครับ”เด็กหนุ่มกล่าวขอบคุณและเดินจากไปพร้อมกับกล่องดำในมือผู้เป็แม่จับจ้องไปยังเด็กหนุ่มซึ่งค่อยๆก้าวจากไปพร้อมกับเผยรอยยิ้มมุมปากเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยขึ้นเบาๆ
“ลอนโก้ชิรีโน่”
..............................................................................................................................................................................................
“เพี้ย!!” เสียงปริศนาดังขึ้นขณะที่เ้าของดวงตากลมสีน้ำตาลกำลังเหม่อมองชื่นชมกับธรรมชาติโดยรอบขณะที่เกวียน ค่อยๆเคลื่อนตัวออกไปทำให้เ้าตัวสะดุ้งเฮือกพร้อมกับหันไปยังทิศทางของเสียงปริศนาดังกล่าว แต่ทว่าทันใดนั้น เสียงอุทานหนึ่งก็ดังขึ้นแทรกทันที
“โอ๊ย!! เ้าบ้าพริสโต้ มันเจ็บนะเฟ้ย!” เด็กหนุ่มร่างอ้วนท้วมผมสั้นดำสนิทตัดกับใบหน้าที่ขาวและอวบอิ่มยิ่งทำให้ใบหน้าดังกล่าวดูเปล่งประกายและเป็มิตรยิ่งอย่างบอกไม่ถูกแต่ทว่าใบหน้าซึ่งดูเป็มิตรกับสถานการณ์เช่นนี้กลับมิใช่เลยแก้มที่ดูขาวอวบอิ่มตอนนี้ถูกเ้าของนามพริสโต้ประทับฝ่ามือลงไปจากขาวกลายเป็แดงก่ำพร้ะคอกเสียงดัง
“ แหกตาขึ้นมาดูโลกบ้าง! จะเวลาไหนก็เอาแต่จะนอนนี่แกจะนอนไปถึงเมื่อไหร่” พริสโต้บ่นกับเด็กหนุ่มอ้วนท้วม ตรงหน้า ขณะที่เ้าตัวยังคงสะลึมสะลือพร้อมกับมือซ้ายที่คอยลูบคลำแก้มที่แดงก่ำด้วยความเ็ป
มิทันไรเด็กหนุ่มเ้าของนามพริสโต้ก็หันมาทางเ้าของดวงตากลมสีน้ำตาลซึ่งอยู่ท้ายเกวียนและกำลังตกตะลึงกับเหตุการณ์เมื่อสักครู่อยู่พร้อมเอ่ยขึ้นด้วยความกระตือรือร้นและเป็มิตรพร้อมกับรอยยิ้ม
“นายนั่งตรงนี้ได้นะเพื่อน” ประโยคดังกล่าวทำให้เด็กหนุ่มดวงตากลมสีน้ำตาลสะดุ้งเฮือกก่อนจะตั้งสติและยิ้มตอบกลับด้วยอาการเขินและเกร็งๆพร้อมกับจับจ้องไปยังใบหน้าของเด็กหนุ่มนามพริสโต้ราวกับถูกมนต์สะกดั์ตาสีฟ้าสุกใสราวกับน้ำทะเลพร้อมกับผมที่ยาวประบ่าสีน้ำเงินเข้มใบหน้าคมคายผิวขาวสะอาดราวกับผิวของหญิงสาวทำให้เด็กหนุ่มดวงตากลมสีน้ำตาลอดสงสัยไม่ได้ว่าบุคคลก่อนหน้านี้คิ้วขมวดและสีหน้าจริงจังดุดันจะเป็คนคนเดียวกัน
“ขอบใจนะ”เ้าของดวงตากลมสีน้ำตาลตอบกลับดด้วยรอยยิ้มพร้อมกับขยับตัวขึ้นไปนั่งลงข้างๆเ้าของร่างอ้วนท้วม
“ว่าแต่นายชื่ออะไร” พริสโต้ถามขึ้นพร้อมกับขยับตัวเข้ามาใกล้
“ล ล ลอน…”
“ข้า พริสโต้ คอสต้า” ผู้ซักถามชิงแนะนำตัวก่อน
“ฉัน ล ล ลอนโก้ ชิรีโน่”
“ยินดีที่ได้รู้จัก ลอนโก้ ส่วนเ้าหมูนั่น มาสโซ่โรมาโน่” พริสโต้กล่าวแนะนำพร้อมชี้ไปยังเ้าของร่างอ้วนท้วมก่อนที่เ้าตัวจะเอ่ยขึ้นด้วยเสียงที่มีน้ำโห
“อย่ามาแนะนำตัวฉันส่งเดชกับใครที่ฉันไม่อยากรู้จักสิฟะ!เ้าคนบ้ากามพริสโต้”
“แกเ้าหมู! ช่วยเรียกชื่อฉันดีๆหน่อยสิเฟ้ยฉันเสียหายนะเฟ้ย” พริสโต้ตอบกลับด้วยโทสะพร้อมขยับเข้าหามาสโซ่ราวจะกลืนกินเพื่อนตรงหน้า
“ก็แกมันบ้ากามจริงนี่หว่า” มาสโซ่ตวาดกลับพร้อมหันหน้าเข้าประจัญพริสโต้สายตาทั้งคู่จ้องกันราวกับจะฆ่าแกงกันทว่าก่อนที่าน้ำลายจะเลยเถิดไปไกลเสียงของทหารเวทย์ซึ่งทำการบังคับเกวียนอยู่ด้านหน้าก็พูดขึ้นแทรกหนักแน่น
“นี่ๆ พวกนายญาติดีกันหน่อยทำความรู้จักกันไว้จะดีกว่า เผลอๆอาจจะกลายเป็เพื่อนร่วมห้องกัน”
“ครับ!” ลอนโก้รีบตอบรับทันทีพร้อมขยับเข้าไปห้ามเพื่อนทั้งสอง
“เอาละๆฉันขอโทษที่เป็ต้นเหตุไห้พวกนายต้องทะเลาะกัน”
“ก็ได้ๆ เห็นแก่ลอนโก้ฝากไว้แล้วกัน” พริสโต้เอ่ยขึ้นพร้อมขยับตัวออกจากมาสโซ่
“เชอะ! ฉันเอาคืนแกแน่พริสโต้ ฝากไว้ก่อน” มาสโซ่โต้กลับพร้อมเบือนหน้าหนีด้วยโทสะ
“ว่าแต่นายก็ได้รับเทียบเชิญจากโทเปียด้วยใช่มั้ย”เ้าของดวงตาสีฟ้าถามขึ้นทันทีพร้อมขยับตัวเข้าไกล้ หลังาน้ำลายยุติลง
“เออ...จะว่างั้นก็ได้ ความจริงคือข้าได้รับเป็ทุนการศึกษาต่อตามประเพณีของสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าทุกๆ
ปีหนะ”
“จริงสิ! ไม่ยักรู้แฮะว่ามีแบบนี้ด้วย”พริสโต้พูดขึ้นด้วยอากัปกริยาตื่นเต้นใคร่สงสัย มิทันไรเ้าตัวก็ถามไถ่ขึ้นทันที
“งั้นนายก็อาศัยอยู่กับสถานรับเลี้ยงมาโดยตลอดงั้นเหรอ?”
“ใช่แล้ว” ลอนโก้ตอบพร้อมรอยยิ้ม
“แต่…ฉันสงสัยว่าสถานรับเลี้ยงมีเพียงเด็กชายเท่านั้นรึ”พริสโต้ถามขึ้นด้วยคิ้วขมวด
“ป่าว…มีทั้งเด็กผู้ชายและเด็กผู้หญิง อะนะ”
“จริงรึ!”พริสโต้อุทานขึ้นด้วยั์ตาสีฟ้าทั้งสองเปล่งประกายระยับแฝงเล่ห์กล
“ทำไมรึ?” ลอนโก้ถามขึ้นด้วยความงุนงงหลังเห็นกริยาของเพื่อนตรงหน้า
“เฮ่อ…นั่นแหละคือมัน สุดท้ายไม่พ้นคำถามผู้หญิง”เสียงจากเ้าของร่างอ้วนท้วมซึ่งนั่งอยู่ด้านในสุดของเกวียนเอ่ยขึ้นพร้อมกับยิ้มมุมปากเล็กน้อยราวกับรู้ทันความคิดของใครบางคน
“หุบปากไปเลยมาสโซ่! ไม่เกี่ยวกับนาย ฉันอุตส่าถามอย่างมีมารยาท”เ้าตัวรีบตอบโต้ทันทีเมื่อรู้ว่าตนถูกพูดเสียดสี
“นี่พวก ฉันขอบอกนายว่าไห้นายนึกถึงชื่อเด็กผู้หญิงที่นายคิดว่าสวยที่สุดพร้อมกับสระรีระไว้รอตอบคนบ้ากามนะ”มาสโซ่พูดขึ้นพร้อมหันไปหาลอนโก้ราวกับเตือนบางอย่างโดยมิได้ใส่ใจกับคำขู่ของใครบางคนที่เอ่ยขึ้นก่อนหน้านี้แม้แต่น้อย
“หยุดเลยมาสโซ่ ฉันคุยกับลอนโก้ไม่ใช่นายสักหน่อย”เ้าของดวงตาสีฟ้ารีบแก้ต่างพร้อมส่งยิ้มไห้ลอนโก้ เ้าตัวที่ตอนนี้เริ่มเข้าใจบางอย่างสะดุ้งเล็กน้อยพร้อมกับยิ้มตอบแห้งๆพร้อมกับรีบเอ่ยถามขึ้นเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศในการสนทนาทันที
“ว่าแต่ พวกเ้าละมาจากเมืองใดของแดนเหนือ”
“นั่นสิ ลืมบอกนายไปเลย”เ้าของดวงตาสีฟ้าที่ถูกถามตอบรับพร้อมกับรีบเปลี่ยนสีหน้าท่าทางจากเดิมที่เต็มไปด้วยเลตนัยเป็ปกติทันที พร้อมพูดขึ้น
“ฉันกับเ้าหมูนั่นมาจากแคว้นวาเลนเต้ทางทิศตะวันออกของแดนเหนือ ส่วนเื่ที่ฉันกับเขาชอบทะเลาะกันก็เป็เื่ปกติอะนะฮ่าๆๆ” เ้าตัวตอบขึ้นพร้อมทิ้งท้ายด้วยเสียงหัวเราะ ทว่าสีหน้าของใครบางคนกลับไม่ปกติด้วยกับประโยคดังกล่าว
“ถ้ากล่าวตามที่เขาว่ากันไว้พวกนายก็ต้องเจ๋งสุดๆเลยสินะจึงได้เทียบเชิญของโทเปีย”ลอนโก้เอ่ยถามด้วยความตื่นเต้นกับเพื่อนใหม่ตรงหน้าทั้งสอง
“นายก็พูดเกินจริงไปหน่อยนะ”พริสโต้ตอบกลับด้วยความเก้อเขิน ก่อนจะพูดขึ้นต่อ
“ฉันกับเ้าหมูนั่นเพียงประหลาดกว่าคนอื่นๆหน่อยนึงเท่านั้นละนะฮ่าๆๆ”
“ใครเค้าประหลาด?มีแกคนเดียวเท่านั้นแหละพริสโต้ อย่าเหมารวมข้าสิฟะ!” มาสโซ่รีบตัดบทเ้าของเสียงหัวเราะทันทีด้วยสีหน้ารำคาญอย่างเห็นได้ชัด
“เฮ้ยๆ…ฉันไม่ได้กล่าวหาแกเลยนะ เ้าหมู!”พริสโต้พูดขึ้นด้วยแววตาดุดันคล้าย้าสังหารคน ทว่าก่อนที่เื่จะบานปลายอีกรอบลอนโก้รีบตัดบททันที
“เอาละๆ ฉันอยากทราบว่าในการเดินทางใช้เวลามากเพียงใดจนกว่าที่เราจะถึงโทเปีย”
“อย่างไวที่สุด เราคงถึงค่ำของวันนี้ แต่ด้วยจำนวนคนและรถขบวนของเราทั้งหมดคาดว่าคงเป็พรุ่งนี้เช้าเลยละ” พริสโต้กล่าวตอบ
“ดีเลย ฉันเองก็อยากเปิดหูเปิดตาระหว่างทางบ้าง”ลอนโก้เอ่ยขึ้นพร้อมกับสายตาที่จับจ้องไปยังทิวทัศภายนอกขณะที่เกวียนยังคงค่อยๆเคลื่อนออกไปตามหนทางพร้อมพูดต่อ
“นี่เป็การเดินทางที่ไกลที่สุดในชีวิตฉันเลยละนะความจริงแล้วชั้นไม่เคยเดินทางออกนอกเมืองเลยทุกวันเวลาส่วนใหญ่ชั้นอยู่ภายในสถานรับเลี้ยงพร้อมกับงานที่บานเลยละ”กล่าวจบเ้าตัวรีบยื่นใบหน้าออกไปรับสายลมผ่านช่องหน้าต่างของเกวียนทันที ทำไห้พริสโต้ที่รับฟังอยู่อดยิ้มไม่ได้ก่อนจะกล่าวตอบ
“นายเนี่ยน๊า…ประหลาดจังแฮะ ฮ่าๆ”
“เอาละๆ นายดื่มด่ำไห้เต็มที่เลยนะ ส่วนฉันขอตัวงีบสักพักสงสียเมื่อคืนตื่นเต้นจนแทบไม่ได้นอนเลย ฮ่าๆ” กล่าวจบเ้าตัวก็ทิ้งตัวลงขนานกับตัวเกวียนทันทีพร้อมกับค่อยๆหลับตาทั้งสองลง
เมื่อเสียงการสนทนาจบลงลอนโก้รีบหันมามองเพื่อนทั้งสองที่ตอนนี้หลับสนิทอยู่ก่อนค่อยๆยิ้มมุมปากเล็กน้อยพร้อมคิดในใจ …คนนึงเย็นะเื ส่วนอีกคนร้อนรุ่มราวกับไฟทว่ากลับเป็เพื่อนกันได้อย่างไม่น่าเชื่อ… ทันใดนั้นเ้าตัวก็มีความคิดบางอย่างขึ้นมาก่อนรีบเข้าไปเลื่อนช่องซ้ายสุดภายในเกวียนพร้อมก้มตัวลงเพื่อลอดช่องดังกล่าวเพื่อออกไปยังภายนอกตัวเกวียนซึ่งช่องดังกล่าวเป็ช่องออกไปยังหัวเกวียนซึ่งจะมีผู้บังคับเกวียนและดูทิศทางนั่งด้านหน้าพร้อมกับแซ่ในมือที่ใช้บังคับและควบคุมกลุ่มม้าที่ทำหน้าที่ลากเกวียนอยู่นั่นเอง