จารึกที่ 310 : ทะเลแห่งความว่างเปล่า : เค้าลางแห่งเทวะวิหาร
ความมืดมิดในสถานที่แห่งนี้ มิใช่ความมืดที่เกิดจากการไร้ซึ่งแสงสว่าง ทว่ามันคือความมืดที่เกิดจากการกลืนกินสรรพสิ่ง แม้แต่กาลเวลาและมิติก็ยังบิดเบี้ยวสับสน ทะเลแห่งความว่างเปล่า... รอยต่อระหว่างดินแดนเบื้องล่างและสรวงสวรรค์เบื้องบน สถานที่ที่กฎเกณฑ์แห่งวัฏสงสารพังทลายลงอย่างสิ้นเชิง
มหานาวาปราณสูญตา ลอยลำแหวกกระแสมิติที่ปั่นป่วนอย่างเงียบเชียบ โครงสร้างไม้หยกดำบรรพกาลของตัวเรือส่งเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าดแผ่วเบา ยามต้องต้านทานแรงกดดันอันมหาศาลจากภายนอก เส้นสายอักขระสีเงินยวงที่สลักอยู่ตามกราบเรือทอประกายริบหรี่ ทำหน้าที่ดุจเกราะคุ้มภัยที่หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับความว่างเปล่า
ศิลาพิทักษ์สูญตา ยืนตระหง่านอยู่ ณ หางเสือเรือ ดวงตาอัญมณีวิญญาณของมันทอประกายสีครามลึกล้ำ สัญลักษณ์ ( ⦾ ) ที่ซ่อนอยู่ภายในดวงตาของมัน ทำหน้าที่อ่านกระแสความผันผวนของมิติ เพื่อบังคับทิศทางมหานาวาให้หลบหลีกรอยแยกมิติที่พร้อมจะฉีกกระชากทุกสิ่งให้แหลกสลาย
เบื้องหน้าของมหานาวา ห่างออกไปนับหมื่นลี้ ทัศนียภาพที่ปรากฏต่อสายตาของผู้บำเพ็ญเพียรบนเรือ ชวนให้สติสัมปชัญญะต้องสั่นสะท้าน
ท่ามกลางห้วงเอกภพที่เวิ้งว้าง วิหารขนาดยักษ์ที่หล่อหลอมจากทองคำม่วงและหยกขาว ตั้งตระหง่านอยู่บนเกาะศิลาลอยฟ้าขนาดมหึมา รัศมีสีทองศักดิ์สิทธิ์แผ่กระจายออกมารอบทิศทาง ทว่าภายใต้ความวิจิตรตระการตานั้น กลับซ่อนเร้นไว้ด้วยความวิปริตอันน่าสะพรึงกลัว
สายโซ่สีโลหิตขนาดใหญ่เท่าขุนเขา นับหมื่นนับแสนเส้น หยั่งรากลึกลงมาจากฐานของวิหารเทพ ทะลวงผ่านมิติแห่งความว่างเปล่า พุ่งตรงลงสู่ทวีปเบื้องล่าง โซ่แต่ละเส้นเต้นตุบๆ ราวกับเส้นเลือดดำของอสูรร้าย มันกำลังสูบกลืนปราณแท้ แก่นวิญญาณ และโชคชะตาของแผ่นดินแม่ เพื่อนำมาหล่อเลี้ยงเทวะวิหารแห่งนี้ให้คงความเป็นอมตะ
อาเจียยืนอยู่บนหัวเรือ สองมือไพล่หลัง ลมกระโชกแรงจากพายุมิติพัดผ้าคลุมสีเทาเข้มของเขาให้สะบัดอย่างรุนแรง ดวงตาแห่งความว่างเปล่าที่ดำสนิทไร้ตาขาว จ้องมองภาพสายโซ่โลหิตเหล่านั้นอย่างเงียบเชียบ ไร้ซึ่งถ้อยคำหยามหมิ่น ไร้ซึ่งความโกรธเกรี้ยวที่แสดงออกทางสีหน้า ทว่าภายในจุดตันเถียน ทารกวิญญาณสูญตากำลังแผ่กลิ่นอายแห่งความเด็ดขาดออกมาอย่างถึงที่สุด
"วิหารเทพอนันตกาล..." อาเจียเอื้อนเอ่ยเสียงแผ่วเบา ราวกับกำลังสนทนากับสายลม "สัจธรรมที่ตั้งอยู่บนหยาดน้ำตาและซากศพของผู้อื่น การสูบกลืนรากฐานของวัฏสงสารเพื่อยกตนเองขึ้นเป็นสวรรค์... ช่างเป็นโครงสร้างที่เปราะบางและน่าสมเพชยิ่งนัก"
ฉินมู่หลางเดินเข้ามาหยุดยืนเคียงข้างยอดกระบี่ ทอดสายตามองวิหารทองคำม่วงเบื้องหน้า มือขวาของเขากุมด้ามกระบี่แน่นจนข้อนิ้วขาวซีด "ปราณแท้ที่แผ่ออกมาจากสถานที่แห่งนั้น หนักอึ้งยิ่งกว่าภูเขาหมื่นลูก แม้พวกเราจะรอดพ้นจากการล้อมปราบในดินแดนอุดรทิศมาได้ ทว่าการลอบเร้นเข้าไปในศูนย์กลางของขุมอำนาจระดับนี้ ย่อมไม่ต่างจากการเดินเข้าสู่ปากของมังกรบรรพกาล"
"หากเป็นมังกรที่แท้จริง ย่อมน่าหวั่นเกรง" อาเจียตอบกลับ สายตายังคงจับจ้องไปที่สายโซ่โลหิต "ทว่าพวกมันเป็นเพียงปลิงที่สูบเลือดจนตัวพองโต... มู่หลาง เจ้าเห็นโครงสร้างของสายโซ่เหล่านั้นหรือไม่?"
ฉินมู่หลางเพ่งจิตสัมผัส มองตามทิศทางที่อาเจียชี้แนะ ทว่าเขากลับต้องรีบหลับตาและเบือนหน้าหนี เลือดสายหนึ่งไหลซึมออกจากมุมปาก "แรงกดดันทางวิญญาณรุนแรงเกินไป เพียงแค่มองด้วยจิตสัมผัส ก็ราวกับถูกเข็มนับพันเล่มทิ่มแทงดวงตา ข้าเห็นเพียงหมอกสีเลือดที่บ้าคลั่ง"
"นั่นเพราะเจ้าพยายามมองมันด้วย 'พลัง'..." อาเจียกล่าวสั่งสอนสหายร่วมรบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "วิถีแห่งเต๋า มิใช่การปะทะด้วยความแข็งกร้าวเสมอไป หากเจ้าใช้กระบี่ฟาดฟันสายน้ำ สายน้ำย่อมขาดสะบั้นเพียงชั่วครู่และกลับมารวมกันใหม่ ทว่าหากเจ้าเข้าใจความเยือกเย็นของมัน เจ้าย่อมสามารถแช่แข็งมันได้"
อาเจียไม่ได้สั่งให้มหานาวาพุ่งตรงเข้าไปยังวิหารเทพ เขาตระหนักดีว่า ทะเลแห่งความว่างเปล่าย่อมเต็มไปด้วยค่ายกลตรวจจับและกับดักมิติ เขาสะบัดมือเบาๆ ส่งสัญญาณให้ศิลาพิทักษ์สูญตาเบนหัวเรือ ไปยังซากอุกกาบาตทองคำม่วงขนาดใหญ่ที่ลอยคว้างอยู่นอกเขตแดนของสายโซ่โลหิต
เมื่อมหานาวาจอดเทียบเข้ากับซากอุกกาบาต อาเจียก้าวลงไปบนพื้นศิลาที่ขรุขระ กลิ่นอายความเก่าแก่และซากปรักหักพังของมิติบ่งบอกว่า อุกกาบาตก้อนนี้เคยเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนใดดินแดนหนึ่งที่ถูกวิหารเทพทำลายและสูบกลืนจนหมดสิ้น
"พวกเราจะพักอยู่ที่นี่ชั่วคราว" อาเจียหันไปบอกมิตรสหาย "การทะลวงค่ายกลของวิหารเทพ ไม่อาจพึ่งพาพละกำลังหรือความโชคดี ข้าต้องทำความเข้าใจโครงสร้างอักขระของสายโซ่โลหิตเหล่านั้นเสียก่อน"
เฟิงอี้หรานและเย่ปิงอวิ๋นพยักหน้ารับ พวกเขาแยกย้ายกันไปวางค่ายกลพรางตาและค่ายกลป้องกันรอบๆ ซากอุกกาบาตอย่างเงียบเชียบ ปราณอัคคีและปราณพฤกษาถูกกดทับให้แนบชิดติดผืนดิน เพื่อไม่ให้กระแสพลังเล็ดลอดออกไปดึงดูดความสนใจของศัตรู
อาเจียเลือกพื้นที่ราบเรียบบนยอดอุกกาบาต เขานั่งขัดสมาธิลง พู่กันนิรันดร์ปรากฏขึ้นในอุ้งมือขวา เบื้องหน้าของเขาคือกระดานศิลาหยกดำที่ว่างเปล่า
เด็กหนุ่มหลับตาลง ดึงจิตสำนึกเข้าสู่ห้วงมหาภาวะซวี
ในความมืดมิดของจิตวิญญาณ เขาเริ่มจำลองภาพของสายโซ่โลหิตที่เพิ่งมองเห็นเมื่อครู่ อาเจียไม่ได้ใช้การจดจำทางสายตา ทว่าเขาใช้ความทรงจำทาง 'โครงสร้าง' อักขระหลิง (零) ที่ซ่อนอยู่ลึกสุดในจุดตันเถียน เปล่งประกายสีดำทมิฬ ทำหน้าที่เป็นแกนประมวลผลอันทรงพลัง
เขาเปิดเปลือกตาขึ้น ปลายพู่กันนิรันดร์ตวัดลงบนแผ่นศิลาหยกดำอย่างแผ่วเบา รอยหมึกสีเงินยวงลากเป็นเส้นโค้งที่สลับซับซ้อน
"สายโซ่เหล่านั้น... มิใช่โลหิตธรรมดา" อาเจียพึมพำขณะวาด "ทว่ามันคือ 'จารึกกลืนวิญญาณ' จำนวนนับล้านตัว ที่ถูกร้อยเรียงเข้าด้วยกันด้วยเจตจำนงแห่งการกดขี่ พวกมันเชื่อมต่อกันด้วยความถี่ของความสิ้นหวังและความตาย"
มือของอาเจียขยับรวดเร็วขึ้น เขากำลังพยายาม 'คัดลอก' โครงสร้างของจารึกกลืนวิญญาณ เพื่อหาจุดอ่อน
ทว่า ทันทีที่เส้นสายอักขระบนแผ่นศิลาเริ่มก่อตัวเป็นรูปเป็นร่าง กลิ่นอายความตายอันเข้มข้นก็ระเบิดออกมาจากรอยหมึก!
เปรี๊ยะ!
แผ่นศิลาหยกดำที่ทนทานต่อพลังปราณมหาศาล กลับเกิดรอยร้าวลึก อักขระสีเงินที่อาเจียวาด บิดเบี้ยวและแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงคล้ำ พลังงานแห่งการกลืนกินสะท้อนกลับมาตามพู่กันนิรันดร์ พุ่งตรงเข้าสู่เส้นชีพจรแขนขวาของเขาอย่างดุร้าย
"อึก!" อาเจียสะอึก เลือดไหลซึมจากมุมปาก ทว่าเขาไม่ยอมปล่อยมือจากพู่กัน เขาเร่งเร้าปราณเซียนแท้เข้าต้านทาน
'พลังแห่งการกดขี่นี้ แข็งแกร่งเกินไป...' อาเจียขบกรามแน่น 'หากข้าพยายามเลียนแบบโครงสร้างของมัน มันจะกลืนกินเจตจำนงของข้า ข้าไม่อาจใช้ความก้าวร้าวเพื่อสยบความก้าวร้าวได้'
ปัง!
แผ่นศิลาหยกดำระเบิดออกเป็นเศษเล็กเศษน้อย คลื่นกระแทกซัดร่างของอาเจียจนถอยครูดไปด้านหลัง มือขวาของเขาอาบไปด้วยเลือดสีสด บาดแผลลึกปรากฏขึ้นตั้งแต่ปลายนิ้วจรดข้อมือ
ความเงียบปกคลุมทั่วบริเวณ มีเพียงเสียงหอบหายใจของเด็กหนุ่ม
"การศึกษาอักษรสวรรค์ ย่อมต้องแลกด้วยหยาดโลหิตเสมอ"
เสียงนุ่มนวลทว่าเยือกเย็นดังขึ้นเบื้องหลัง หลินชิงเสวี่ยก้าวเดินเข้ามาอย่างเงียบเชียบ นางมิได้มีทีท่าตื่นตระหนก ทว่าดวงตาที่ทอดมองบาดแผลของเขานั้นแฝงไว้ด้วยความลึกซึ้ง นางทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าเคียงข้าง นำผ้าเช็ดหน้าไหมฟ้าออกมาซับเลือดที่มือของเขาอย่างเบามือ
"ข้าล้มเหลว ชิงเสวี่ย" อาเจียมองดูเศษศิลาที่แตกสลาย น้ำเสียงของเขาไร้ซึ่งความท้อแท้ มีเพียงการวิเคราะห์อย่างตรงไปตรงมา "โครงสร้างของวิหารเทพ ถูกสร้างขึ้นจากการบีบบังคับสัจธรรม หากข้าพยายามแทรกแซงมันด้วยกำลัง มันจะตอบโต้ด้วยแรงสะท้อนกลับที่รุนแรงกว่าเดิมสิบเท่า"
หลินชิงเสวี่ยหลับตาลง 'โสตสวรรค์' ของนางเปิดรับฟังสรรพเสียงในทะเลแห่งความว่างเปล่า
"อาเจีย... เจ้าได้ยินหรือไม่?" นางเอ่ยขึ้นเสียงแผ่วเบา
"ได้ยินสิ่งใด?"
"เสียงของสายโซ่เหล่านั้น..." นางลืมตาขึ้น ดวงตาทอประกายความโศกเศร้าบางเบา "มันมิใช่เสียงของการกดขี่อย่างเดียว ทว่ามันคือเสียงร่ำไห้... เสียงของผืนดิน เสียงของวิญญาณนับล้านดวงที่ถูกกักขังอยู่ในรอยหมึกของจารึกกลืนวิญญาณ พวกมันร้องไห้ด้วยความสิ้นหวัง"
คำกล่าวของนางดั่งสายอสนีบาตฟาดลงกลางใจของอาเจีย
ความเงียบงันเข้าปกงำห้วงความคิดของเด็กหนุ่ม
"เสียงร่ำไห้..." อาเจียทวนคำ แววตาของเขาที่เคยมืดมนพลันสว่างวาบขึ้นดุจดวงดารา "ข้าเข้าใจแล้ว! ข้าพยายามจะ 'ทำลาย' สายโซ่ ข้าพยายามจะเอาชนะเจตจำนงของวิหารเทพ ทว่าแก่นแท้ของสายโซ่นั้น คือดวงวิญญาณที่ถูกกักขัง! การใช้กำลังเข้าทำลาย ย่อมไม่ต่างจากการใช้ดาบฟาดฟันลงบนผู้บริสุทธิ์"
อาเจียลุกขึ้นยืน ความเจ็บปวดที่บาดแผลมลายหายไปสิ้น เขาสะบัดมือขวา ปราณเซียนแท้ชำระล้างคราบเลือดจนหมดจด เขาไม่ได้เรียกแผ่นศิลาแผ่นใหม่ออกมา ทว่าเขาแหงนหน้ามองขึ้นไปยังความว่างเปล่าเบื้องบน
"วิถีแห่งหมื่นอักขระ มิใช่ศาสตร์แห่งการทำลายล้าง ทว่ามันคือศาสตร์แห่ง 'การปลดปล่อย'"
อาเจียจรดพู่กันนิรันดร์ลงบนอากาศธาตุอีกครั้ง ครั้งนี้เขาไม่ได้วาดสัญลักษณ์ ( ⦾ ) เพื่อจำลองสายโซ่ ทว่าเขากำลังสร้างสรรค์บทกวีแห่งเต๋าบทใหม่!
เขาวาดอักขระหลิง (零) ขึ้นเป็นแกนกลาง ทว่ามันมิได้แผ่กลิ่นอายของการกลืนกินอีกต่อไป ภายใต้ความว่างเปล่าอันลึกล้ำ อาเจียได้ผสานเจตจำนงแห่ง 'ความเมตตา' และ 'ความเป็นอิสระ' ลงไปในทุกการตวัดพู่กัน
เส้นสายปราณสีเงินยวงลื่นไหลราวกับสายน้ำในฤดูใบไม้ผลิ มันถักทอกันเป็นอักขระรูปทรงดอกบัวที่กำลังผลิบาน
"จารึกแห่งการปลดแอก..." อาเจียเอื้อนเอ่ย
ทันทีที่อักขระดอกบัวสีเงินวาดเสร็จสมบูรณ์ มันล่องลอยขึ้นสู่เบื้องบน แผ่กลิ่นอายความสงบและร่มเย็นออกมารอบทิศทาง มันไม่มีพลังทำลายล้างแม้แต่น้อย ทว่าเมื่อมันลอยไปสัมผัสกับเศษซากปราณโลหิตที่หลงเหลือจากการระเบิดของแผ่นศิลา ปราณโลหิตเหล่านั้นกลับมิได้ต่อต้าน ทว่ามันค่อยๆ คลายความบ้าคลั่ง สลายตัวกลายเป็นละอองแสงที่บริสุทธิ์และกลับคืนสู่ความว่างเปล่าอย่างเงียบเชียบ
"สำเร็จ..." หลินชิงเสวี่ยแย้มยิ้มบางๆ รอยยิ้มที่งดงามยิ่งกว่าทิวทัศน์ใดในโลกเซียน "เจ้าพบวิถีที่จะแทรกซึมเข้าไปในโครงสร้างของพวกมันแล้ว"
อาเจียพยักหน้า ทว่าความตึงเครียดยังไม่จางหายไปจากใบหน้า "นี่เป็นเพียงการทดลองกับเศษเสี้ยวของพลังเท่านั้น หากต้องเผชิญหน้ากับสายโซ่โลหิตของจริง ข้าต้องใช้อักขระนับแสนตัวเพื่อสร้างค่ายกลปลดแอก... และในระหว่างที่ข้ากำลังลบล้างโครงสร้างของพวกมัน ข้าย่อมไม่สามารถปกป้องตนเองได้"
"เรื่องนั้น... ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพวกข้า"
เสียงฝีเท้าหนักแน่นดังขึ้น ฉินมู่หลาง เฟิงอี้หราน และเย่ปิงอวิ๋น ก้าวเดินเข้ามารวมกลุ่ม ทุกคนมีสีหน้าที่เด็ดเดี่ยวและพร้อมที่จะสละทุกสิ่ง
"กระบี่ของข้า อาจไม่สามารถฟันสายโซ่สัจธรรมให้ขาดสะบั้นได้ ทว่ามันสามารถบดขยี้ผู้ใดก็ตามที่คิดจะขัดขวางการเขียนอักขระของเจ้า" ฉินมู่หลางกล่าวพลางลูบคมกระบี่
"เพลิงของข้า จะเป็นกำแพงที่เผาผลาญทุกความชั่วร้าย" เฟิงอี้หรานกำหมัดแน่น
"วิถีพฤกษาของข้า จะหล่อเลี้ยงปราณแท้ของเจ้าให้ไม่มีวันเหือดแห้ง" เย่ปิงอวิ๋นเสริม
อาเจียมองสหายแต่ละคน ความอบอุ่นสายหนึ่งไหลซาบซ่านในหัวใจ เขาไม่ได้แสวงหาผลกำไรจากคนเหล่านี้ ทว่าเขาได้รับมิตรภาพที่ประเมินค่ามิได้มาโดยไม่รู้ตัว
"เช่นนั้น... เราจะพักผ่อนที่นี่อีกหนึ่งวัน เพื่อปรับสภาพลมปราณให้พร้อมที่สุด" อาเจียกล่าวเสียงหนักแน่น "เมื่อรุ่งสางของวันพรุ่งนี้มาถึง มหานาวาปราณสูญตา จะบุกประชิดเทวะวิหาร!"
ทว่า... ในทะเลแห่งความว่างเปล่า คำว่า 'พรุ่งนี้' ย่อมไม่มีอยู่จริง
ตึง! ตึง! ตึง!
เสียงฝีเท้าหนักหน่วงและเชื่องช้า ดังสะท้อนก้องมาจากความมืดมิดเบื้องล่างของซากอุกกาบาต!
เสียงนั้นมิได้เกิดจากการเดินบนแผ่นดิน ทว่ามันคือเสียงของการย่ำลงบนมิติที่ว่างเปล่า ทุกย่างก้าวทำให้พื้นที่รอบด้านเกิดรอยร้าวราวกับกระจก
อาเจียและสหายทุกคนชักอาวุธและจัดขบวนรบในชั่วพริบตา ศิลาพิทักษ์สูญตาก้าวมายืนเบื้องหน้าอาเจีย กลไกในร่างส่งเสียงครางต่ำเตรียมพร้อมปะทะ
"กลิ่นอายนี้..." หลินชิงเสวี่ยหลับตาลง ก่อนจะเบิกตากว้างด้วยความตระหนก "ไม่ใช่ผู้บำเพ็ญเพียร! มันคือ... อสูรวิญญาณเร่ร่อนแห่งความว่างเปล่า! ทว่ามันถูกทำให้แปดเปื้อนด้วยปราณโลหิตของวิหารเทพ!"
จากเงามืดเบื้องล่าง ร่างของอสูรขนาดยักษ์ค่อยๆ ปรากฏขึ้น มันมีรูปร่างคล้ายสิงโตบรรพกาล ทว่าร่างของมันไม่ได้ประกอบด้วยเนื้อและหนัง แต่ประกอบขึ้นจากหมอกสีเทาขุ่นและกระดูกสีดำทะมึน ดวงตาของมันเป็นโพรงกลวงที่มีเปลวเพลิงสีเลือดลุกโชนอยู่ภายใน กลิ่นอายของมันเทียบเท่าได้กับผู้ฝึกตนระดับหลอมความว่างเปล่าขั้นต้น!
"มันคือสัตว์ลาดตระเวนของวิหารเทพ!" ฉินมู่หลางตวาด "พวกมันส่งสายสืบออกมาลาดตระเวนรอบนอกตลอดเวลา หากมันแผดเสียงคำรามเพียงครั้งเดียว วิหารเทพเบื้องบนย่อมรับรู้ถึงการมีอยู่ของพวกเราทันที!"
"ห้ามให้มันส่งเสียงเด็ดขาด!" อาเจียสั่งการอย่างเยือกเย็น
นี่คือสถานการณ์ที่ตึงเครียดถึงขีดสุด การต่อสู้ต้องกระทำด้วยความเงียบเชียบและเด็ดขาดที่สุด ห้ามใช้พลังทำลายล้างที่รุนแรงจนเกิดแรงสั่นสะเทือนมิติ และห้ามยืดเยื้อจนศัตรูส่งสัญญาณได้!
"อี้หราน ปิงอวิ๋น กางค่ายกลปิดกั้นเสียงและแสงสว่าง ซ้อนทับกันเก้าชั้น!" อาเจียตวัดพู่กันนิรันดร์อย่างรวดเร็ว "มู่หลาง เตรียมกระบี่ที่เงียบที่สุดของเจ้า... ศิลาพิทักษ์ ดึงความสนใจมันไว้!"
อสูรวิญญาณเร่ร่อนอ้าปากกว้าง หมายจะแผดเสียงคำรามแจ้งเตือน
วูบ!
ศิลาพิทักษ์สูญตาพุ่งทะยานเข้าใส่อย่างไร้เสียง แขนศิลาที่แข็งแกร่งประดุจเหล็กกล้า ฟาดเข้าที่ปลายคางของอสูรยักษ์อย่างจัง!
ปึก!
เสียงกระทบถูกปิดกั้นด้วยค่ายกลของเฟิงอี้หรานและเย่ปิงอวิ๋นอย่างสมบูรณ์ อสูรวิญญาณผงะหงายหลัง การคำรามถูกขัดจังหวะ ทว่ามันตวัดกรงเล็บกระดูกสีดำสวนกลับ ข่วนเข้าที่เกราะหน้าอกของศิลาพิทักษ์จนเกิดประกายไฟ
ในจังหวะที่อสูรวิญญาณกำลังเสียหลัก อาเจียปรากฏตัวขึ้นเหนือหัวของมัน ร่างของเขาล่องลอยราวกับขนนก ไร้ซึ่งกลิ่นอายของปราณสังหารใดๆ
"จารึกสะกดสูญตา... ผูกมัดวิญญาณ!"
อาเจียไม่ได้วาดอักขระในอากาศ ทว่าเขาประทับฝ่ามือซ้ายที่มีสัญลักษณ์ ( ⦾ ) ลงบนกลางหน้าผากของอสูรวิญญาณโดยตรง!
อักขระหลิง (零) ถ่ายทอดเข้าสู่แก่นวิญญาณของอสูรร้าย ความว่างเปล่าอันเย็นเยียบเข้าแช่แข็งการไหลเวียนของปราณโลหิตในร่างของมันในเสี้ยววินาที ร่างของอสูรยักษ์ชะงักงัน กล้ามเนื้อหมอกควันหยุดนิ่งราวกับรูปปั้น
"ตอนนี้แหละ มู่หลาง!" อาเจียส่งกระแสจิต
พริบตาเดียว ร่างของฉินมู่หลางก็ทะยานวูบตัดผ่านความมืดมิด กระบี่นิรันดร์ในมือของยอดกระบี่ ไม่ได้เปล่งแสงบาดตา หรือแผ่รังสีทำลายล้าง ทว่ามันถูกบีบอัดเจตจำนงกระบี่จนกลายเป็นเส้นด้ายที่บางเฉียบและคมกริบที่สุด
ฉัวะ!
ไร้ซึ่งสรรพเสียง ไร้ซึ่งแรงสั่นสะเทือน คมกระบี่กรีดผ่านลำคอของอสูรวิญญาณเร่ร่อน ตัดขาดแก่นปราณที่เชื่อมต่อศีรษะและลำตัวอย่างหมดจด
ร่างขนาดยักษ์ของอสูรวิญญาณสลายกลายเป็นหมอกสีเทา ร่วงหล่นลงสู่ความว่างเปล่าเบื้องล่าง เหลือเพียง 'แกนอสูร' สีแดงคล้ำขนาดเท่ากำปั้น ลอยคว้างอยู่กลางอากาศ
อาเจียคว้าแกนอสูรนั้นไว้ ร่างของเขาร่อนลงจอดบนพื้นอุกกาบาตอย่างไร้สุ้มเสียง
ทุกคนลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก การประสานงานที่สมบูรณ์แบบ ไร้ซึ่งช่องโหว่ ทำให้พวกเขาสังหารอสูรระดับหลอมความว่างเปล่าได้อย่างเงียบเชียบ
อาเจียมองดูแกนอสูรในมือ ดวงตาของเขาทอประกายลึกล้ำ
"สวรรค์เข้าข้างพวกเราแล้ว" อาเจียแย้มยิ้ม เป็นรอยยิ้มของผู้กุมชะตาที่มองเห็นเส้นทางสู่ชัยชนะ "แกนอสูรของสัตว์ลาดตระเวน ย่อมต้องบันทึก 'แผนที่' และโครงสร้างเส้นทางของค่ายกลป้องกันรอบนอกวิหารเทพเอาไว้... เราจะไม่ต้องคลำทางในความมืดอีกต่อไป"
เขากำแกนอสูรแน่น พลังแห่งสูญตาเริ่มแทรกซึมเข้าไปวิเคราะห์ข้อมูลภายใน
วิหารเทพอนันตกาลที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องบน อาจจะยังไม่รู้ตัวว่า ภัยพิบัติที่แท้จริง มิใช่กองทัพอันเกรียงไกรจากแผ่นดินเบื้องล่าง ทว่ามันคือผู้บำเพ็ญเพียรวิญญาณแรกเริ่มเพียงหนึ่งคน ที่กำลังถือพู่กัน และพร้อมที่จะรื้อถอนสัจธรรมจอมปลอมของพวกมันให้แหลกสลายด้วยความรู้และวิถีแห่งเต๋า!