จวนสกุลเซียว
“เหลวไหล!! นางทำเช่นนี้ไปเพื่ออะไรกัน ไม่เกรงว่าตนเองและสกุลผิงจะเสื่อมเสียชื่อเสียงบ้างเลยหรือไรกัน” เซียวหยุนโกรธจัด จนฉิงยี่ผู้เป็ภรรยาต้องจับมือเขามากุมเอาไว้ เพื่อให้สามีระงับอารมณ์โกรธลงบ้าง
“อาซ่งเพิ่งจะกลับมาถึง เื่อาซ่านก็ยังไม่ทันได้ไปจัดการ หากเราไม่ช่วยแก้ปัญหาให้เขาจะวุ่นวายกันไปใหญ่นะเ้าคะ ข้างนอกนั่นก็มีผู้คนมามุงดูกันมากมายแล้ว เชิญหลานสาวเข้ามาพูดคุยกันก่อนดีหรือไม่เ้าคะ อย่าปล่อยให้เป็ขี้ปากชาวบ้านอยู่เช่นนี้เลย” ฉิงยี่ร้องเตือน
“ข้าส่งคนไปเชิญนางมาแล้วแต่นางไม่ยินยอม ทางสกุลผิงมากันหรือยังเล่า” เซียวหยุนกัดฟันตอบภรรยาด้วยน้ำเสียงสะกดกลั้นเต็มที่
“แจ้งไปแล้วขอรับ อีกเดี๋ยวก็คงมาถึง”
เซียวซ่งเพิ่งจะกลับมาถึงเมืองหลวงในยามเหม่า (05.00-06.59) พักผ่อนไปได้ชั่วครู่ก็คิดจะรีบนำหลักฐานไปส่งให้กับเซียวซ่านที่กรมคลัง แต่เพียงแค่เขาอาบน้ำชะระกายเสร็จบ่าวรับใช้ในจวนก็มาแจ้งแล้ว ว่าคุณหนูผิงจินเยว่สวมชุดขาว มานั่งคุกเข่าร่ำไห้อยู่หน้าประตูจวน ร้องทุกข์ให้เขารับนางเป็ภรรยามิเช่นนั้นจะแขวนคอที่หน้าจวน ทำเอาเขาถึงกับทำอะไรไปไม่ถูกเช่นกัน เขาไม่เคยข่มเหงรังแกนางสักครั้ง แม้แต่มือก็ยังไม่เคยได้ัักันแล้วเหตุใดนางจึงมากล่าวอ้างว่าเขาต้องรับผิดชอบนาง
เปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จเรียบร้อยเซียวซ่งก็รีบมาหาบิดามารดาของเขาทันที
“ท่านพ่อท่านแม่” ชายหนุ่มรีบคำนับให้กับคนทั้งสอง
“อาซ่งเ้ารู้เื่แล้วสินะ ทีนี้จะทำเช่นไรกันเล่า? เป็เพราะเ้าไม่เด็ดขาดปล่อยให้นางเข้านอกออกในกระทำตามอำเภอใจมาเสียนาน คราวนี้นางสร้างเื่ใหญ่มาให้สกุลเซียวเราต้องอับอายแล้ว” เซียวหยุนตำหนิบุตรชายด้วยความโมโห เขาเตือนครั้งแล้วครั้งเล่า ว่าให้บุตรชายพูดคุยกับหญิงสาวให้รู้เื่ แต่เซียวซ่งก็ปล่อยปละละเลยมาโดยตลอดจนเกิดเื่ใหญ่ขึ้นมาได้
“ข้าจะออกไปรับนางเข้ามาเองขอรับท่านพ่อ”
“รับเข้ามาหรือ? นั่นก็ไม่ใช่ว่าเรายอมรับคำกล่าวอ้างของนาง แล้วเ้าต้องแต่งนางเข้าสกุลเซียวมาหรืออาซ่ง” ฉิงยี่คัดค้าน
“หากปล่อยนางไว้อย่างนั้น จะไม่ยิ่งเป็การสนับสนุนให้นางพูดจาเกินเลยไปกว่านี้หรือขอรับ ผู้อื่นอาจจะเข้าใจผิดว่าข้าปัดความรับผิดชอบเอาก็เป็ได้ ไม่ว่าทางไหนอย่างไรก็ต้องมาพูดคุยกันเป็การส่วนตัวก่อน จะอย่างไรก็ค่อยแก้ปัญหากันภายหลัง” เซียวซ่งยังคงยืนยัน จะเชิญนางเข้ามาในจวนหรือไม่ ยามนี้ข่าวลือก็คงกระจายไปทั่วแล้ว แต่หากปล่อยนางไว้เช่นนั้นไม่แน่ว่าสตรีผู้มีจิตใจเหี้ยมโหดผู้นี้อาจจะแขวนคอขึ้นมาจริงๆ ถึงเวลานั้นสกุลเซียวจะทำเป็ไม่รู้ไม่เห็นก็คงจะทำไม่ได้แล้ว
ทางด้านหน้าประตูจวน ผิงจินเยว่ในชุดสีขาวทั้งตัวในมือถือผ้าแพรผืนยาวกำเอาไว้แน่น ร่ำร้องคร่ำครวญอย่างน่าเวทนา พาลให้คนที่มุงดูอยู่รู้สึกสงสารขึ้นมาจับใจ
“นางหนู เ้าเป็คนสกุลใดกัน ผู้ใหญ่ในสกุลเ้ารู้เื่นี้ด้วยหรือไม่ เ้าค่อยๆคิด ให้ผู้าุโมาพูดคุยกันดีกว่า อย่าได้คิดสั้นอย่างนี้เลย” สตรีชาวบ้านสูงวัยคนหนึ่งพยายามปลอบเด็กสาวและคิดจะช่วยพยุงนางให้ลุกขึ้น
“ข้าเป็คนสกุลผิง ผิงจินเยว่เ้าค่ะ ท่านลุง ท่านป้า คงต้องมีคนเคยพบเห็นว่าข้าเข้าออกจวนสกุลเซียวและร้านค้าสกุลเซียวอยู่บ่อยๆ ใช่หรือไม่เ้าคะ บุรุษที่ข้าคบหาอยู่ด้วยก็คือคุณชายรองเซียวซ่ง พวกเรามีความสัมพันธ์ที่ดีกันมานานหลายปี แต่ยามนี้เขาพยายามหลบหลีกข้า สกุลผิงของข้าก็จะให้ข้าตัดใจและยังกักขังข้าเอาไว้หลายเดือน แต่ข้ารักมั่นต่อคุณชายรอง หากไม่ได้แต่งให้กับเขาข้าก็ไม่คิดจะแต่งให้กับบุรุษใดอีกแล้ว ครั้งนี้จึงมาขอความเห็นใจกับคนสกุลเซียว หากพวกเขาไม่เต็มใจต้อนรับข้า ข้าก็จะแขวนคอตายไปเสียดีกว่าต้องทนใช้ชีวิตอยู่ในความทุกข์ต่อไปเ้าค่ะ”
“ที่แท้ก็เป็บุตรสาวเพียงคนเดียวของสกุลผิงนี่เอง ข้าได้ยินมาว่านางกับคุณชายรองเซียวเป็คู่หมั้นคู่หมายกันมิใช่หรือ”
“พวกเขายังไม่ได้หมั้นหมายกัน แต่ก็คบหาดูใจกันอยู่จริง เห็นทีคุณหนูผู้นี้จะไม่ได้รับความเป็ธรรมจริงๆ เสียแล้วล่ะ”
ชาวบ้านเริ่มซุบซิบถึงเื่ราวของคนทั้งสองออกไปเป็วงกว้างมากขึ้น ผิงจินเยว่แม้จะไม่ได้กล่าวออกมาตรงๆ ว่าพวกเขาลักลอบได้เสียกันแล้ว แต่คำกล่าวก็สื่อความหมายให้ชวนคิดไปในทางนั้น หากนางไม่ถึงจุดที่อดทนไม่ได้จริงๆ ก็คงจะไม่คิดสั้นแขวนคอตายเป็แน่ มองไปยังประตูจวนสกุลเซียวที่ยังคงปิดแน่นสนิท ชาวบ้านหลายคนก็เริ่มที่จะเห็นใจหญิงสาวผู้งดงามและอ่อนแอนางนี้มากยิ่งขึ้นไปอีก
สาวใช้ชุ่ยอิงยิ่งเศร้าโศกเสียยิ่งกว่าคุณหนูของนาง ยามนี้นางร้องไห้ออกมาอย่างเสียใจเป็ที่สุด แต่เหตุผลที่นางร้องไม่ใช่เพราะ้าแสดงละครร่วมไปกับคุณหนูของนาง แต่เป็เพราะนางห้ามอย่างไรคุณหนูก็ไม่ฟังนางเลยสักนิด อีกทั้งยังข่มขู่ว่าหากนางไม่ยินยอมจะช่วยเหลือพาหนีออกมาจากจวน คุณหนูก็จะกรีดใบหน้าตนเองให้เสียโฉมไปเสียเดี๋ยวนั้น
่เวลาที่คุณหนูถูกกักขังอยู่ในเรือน จิตใจของคุณหนูยิ่งบิดเบี้ยวผิดเพี้ยนไปยิ่งกว่าเดิม ลงมือทุบตีสาวใช้และบ่าวไพร่ทั้งบุรุษและสตรีอย่างโเี้ทารุณ นางไม่แน่ใจว่าหากนางยังขัดขืนคุณหนูอาจจะกรีดใบหน้าตนเองจริงๆ จึงจำต้องพานางแฝงตัวปะปนกับกลุ่มสาวใช้ที่คอยเดินเข้าเดินออกมาต้อนรับแขกในพิธีปักปิ่น หนีออกนอกจวนมาถึงที่นี่
“พี่ซ่ง”
ในที่สุดประตูจวนสกุลเซียวก็เปิดออก ชายหนุ่มรูปงามที่ยามนี้ผอมลงกว่าแต่ก่อนผิวก็มีสีเข้มขึ้นจากการตากแดดตากลมตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา แต่กลับยิ่งทำให้เขาดูหล่อเหลาคมเข้มมากขึ้นกว่าเดิม เซียวซ่งเดินออกมาเพียงลำพังแต่ผู้เดียวตรงเข้ามาหาหญิงสาว
ผิงจินเยว่ถึงกับชายหนุ่มที่มีรูปโฉมราวกับเทพบุตรไปอย่างเลื่อนลอย เมื่อก่อนนางก็เห็นว่าเซียวซ่งเป็บุรุษหน้าตาดี แต่พอเขาเติบโตเป็ชายหนุ่มเต็มตัว กล้ามเนื้อบนร่างกาย สีหน้าและแววตาแบบเด็กหนุ่มเปลี่ยนแปลงเป็บุรุษที่ดูน่าเกรงขามนางยิ่งพึงพอใจที่ตนเลือกคนไม่ผิด เมื่อรวมเข้ากับการที่เซียวซ่งตามใจและเข้าอกเข้าใจนางในทุกเื่ ต่างจากบุรุษอื่นที่มักจะแสดงตนเป็ผู้นำ บังคับให้นางทำตามใจพวกเขาและยังต้องทำตัวสงบเสงี่ยมยืนอยู่ได้เพียงเื้ัคนเ่าั้เท่านั้น
“พี่ซ่ง ท่านอยู่ในจวนมาตลอดเลยหรือเ้าคะ ท่านไม่ได้ไปขอพบข้า ท่านเจตนาจะทอดทิ้งข้าจริงๆ แล้วใช่หรือไม่” หญิงสาวน้ำตาร่วงเป็สายราวกับไข่มุก
นางไม่มั่นใจว่าเซียวซ่งจะอยู่ในจวนหรือไม่ การตัดสินใจมาสกุลเซียวในครั้งนี้ก็เพียงจะลองเสี่ยงดู หากเซียวซ่งอยู่นางมั่นใจว่านางต้องเป็ผู้ชนะในการเดิมพันครั้งนี้ แต่หากเซียวซ่งไม่อยู่อย่างไรนางก็จะทำตัวให้เสื่อมเสีย สร้างข่าวลือไปว่านางกับเซียวซ่งมีความสัมพันธ์กันบิดาก็จะไม่อาจขัดขวางนางได้อีก
“เชิญคุณหนูผิงเข้าไปในจวนก่อนเถิด สกุลเซียวไม่เคยไม่ต้อนรับคุณหนูเลยสักครั้งเ้าอยากเข้าไปเมื่อใดก็ย่อมได้ เหตุใดจึงไม่ไปพูดคุยกันดีๆ มาร้องไห้ตากแดดตากลมอยู่เช่นนี้เดี๋ยวจะไม่สบายเอาได้” เซียวซ่งเอ่ยเสียงอ่อนโยน
คำกล่าวของเขาพาให้ชาวบ้านที่มุงดูอยู่คิดตามได้ในทันที แม่นางน้อยได้แต่คร่ำครวญว่าคุณชายรองสกุลเซียวกระทำผิดต่อนาง แต่ั้แ่นางมาถึงที่นี่นางก็ยังไม่ได้เดินไปถึงหน้าประตูจวนสกุลเซียวเลยมิใช่หรือ คนสกุลเซียวส่งคนมาเชิญสองครั้งสามคราแล้ว แต่คุณหนูสกุลผิงผู้นี้ก็ไม่ยินยอมตามเข้าไป ยังคงยืนกรานจะแขวนคออยู่ท่าเดียวเท่านั้น
ผิงจินเยว่ก้มหน้ากัดริมฝีปากตนเองแน่น ไม่รู้จะแก้ต่างคำพูดนี้ได้อย่างไร ยังดีที่เซียวซ่งก็ไม่ได้ทำให้นางลำบากนัก เอ่ยปากเชิญนางอีกครั้ง หญิงสาวจึงยินยอมลุกขึ้นอย่างอ่อนแรงให้สาวใช้สามคนประคองเข้าจวนสกุลเซียวไปแต่โดยดี