โจวหลี่เฉียงลืมตาขึ้น ก่อนหน้านี้เขาใมากจริงๆ เ้ารองดึงสิ่งของมากมายออกมาจากข้อมือของตัวเอง เื่น่าใอย่างนี้ ใครมาเห็นก็ต้องเป็ลมไปเหมือนเขานั่นล่ะ
“พี่ใหญ่ตื่นแล้วหรือ” โจวหยวนเฉิงถามพี่ชาย ทั้งที่มือของเขายังจ่อยาดมไปที่ปลายจมูกของพี่ชายอยู่
โจวหลี่เฉียงพยักหน้าแล้วทำจมูกฟุดฟิด ก่อนที่จะสูดดมกลิ่นหอมนั้นเข้าไปจนเต็มปอด “กลิ่นหอมนี้คือสิ่งใด”
“นี่หรือ มันคือยาดมสมุนไพร” โจวหยวนเฉิงพูดพร้อมกับส่งยาดมให้พี่ชาย
“เ้าได้มาจากที่นั่นอย่างนั้นหรือ” โจวหลี่เฉียงกระซิบถามเสียงเบา
“อืม ก็ข้าเคยบอกท่านแล้วว่าที่นั่นน่ะมีของที่ท่านยังไม่เคยรู้จักอีกมากมาย ข้าจะดึงมันออกมาใช้งานเมื่อไหร่ก็ได้ ว่าแต่ว่าตอนนี้ท่านหายดีแล้วหรือยัง”
“ข้าไม่ได้เป็อะไรเสียหน่อย แค่ใมากไปเท่านั้นเอง” โจวหลี่เฉียงพูดอย่างอายๆ เขาเป็ผู้ชายที่อายุครบสิบหกหนาวแล้ว จะให้ยอมรับออกไปง่ายๆ ได้อย่างไรว่าตัวเองใจนเป็ลมล้มลงไปต่อหน้าต่อตาน้องชายแบบนี้ น่าขายหน้าจริงๆ
“โอเคๆ ทีนี้เรามาพูดธุระกันได้แล้ว ท่านต้องสัญญากับข้าด้วยนะว่าท่านต้องเก็บรักษาความลับของข้าให้ดี แม้แต่ท่านพ่อกับท่านลุง ท่านก็ห้ามพูดเป็อันขาด”
“ข้าเข้าใจแล้ว เ้าพูดธุระของเ้ามาได้เลย” โจวหลี่เฉียงรับคำอย่างจริงจัง
“ตอนนี้ข้าคิดว่าเราต้องรีบหาเงิน เราจะอยู่แบบยากจนอย่างนี้ต่อไปไม่ได้อีกแล้ว อย่างแรกเลยคือเราต้องเปิดร้านค้า และตอนนี้ที่ข้าคิดไว้คือร้านขายเครื่องเขียนและอุปกรณ์การเรียน สินค้าทั้งหมดข้าจะเป็คนหามาเอง เอ่อ...เป็สิ่งของที่มาจากที่ที่ท่านคิดนั่นล่ะ”
“ค้าขายไม่ใช่เื่ยาก ท่านพ่อของพวกเราต่างก็เคยเป็คนค้าขายมาก่อน อีกทั้งร้านค้าของเราก็ยังเหลืออีกหลายห้อง เพียงแต่ว่ามันอาจจะดูเก่าไปสักหน่อย เ้ารอง!! เ้าอย่าบอกนะว่าพอเ้าไปใช้ชีวิตอยู่ที่ดินแดนแห่งนั้น เ้าก็ลืมเื่ของครอบครัวเราไปหมดแล้ว” โจวหลี่เฉียงทำท่าใอีกครั้ง
“ข้ายังจำคนในครอบครัวของเราได้ แต่บางเื่ข้าก็จำไม่ค่อยได้แล้ว ท่านก็ค่อยๆ เล่าให้ข้าฟังก็แล้วกัน เอาล่ะทีนี้ท่านพาข้าออกไปเดินสำรวจทรัพย์สินของเราก่อนดีกว่า”
“น้องรอง ทำไมข้ารู้สึกว่านอกจากท่าทางของเ้าจะเปลี่ยนไปแล้ว คำพูดของเ้าก็ยังเปลี่ยนไปด้วย บางคำข้าฟังไม่เข้าใจเลยสักนิด เช่นคำว่าโอเค คำนั้นมันหมายความว่าอย่างไรหรือ”
“โอเคก็แปลว่าตกลง หรือหมายถึงข้าเห็นด้วยกับท่านประมาณนี้ เอาล่ะๆ ท่านอย่าเพิ่งมาสงสัยอะไรให้มากเลย ข้าอยากออกไปสำรวจร้านค้าของเราแล้ว”
โจวหยวนเฉิงเดินตามพี่ชายออกมา เมื่อก้าวพ้นประตูหน้าบ้าน โจวหลี่เฉียงอธิบายให้น้องชายฟังทันที
“สิ่งปลูกสร้างทั้งหมดบนถนนเส้นนี้คือทรัพย์สินของบ้านเรา แต่ว่ามันเก่าขนาดนี้เราจะเอาเงินจากไหนมาซ่อม”
โจวหยวนเฉิงพยักหน้ารับรู้ เขาเริ่มมองสำรวจพื้นที่โดยรอบก็พบว่าบ้านที่พวกเขาอาศัยอยู่นั้นตั้งอยู่บนถนนสายเล็ก แต่ก็ไม่ได้เล็กมาก ยังโชคดีที่รถม้าสามารถวิ่งสวนทางกันได้
บ้านของเขาเป็บ้านหลังใหญ่สุดที่ตั้งอยู่ท้ายถนน และฝั่งตรงข้ามบ้านก็เคยเป็เรือนพักคนงานเก่าของครอบครัวเขาเหมือนกัน
หากเดินเข้ามาจากปากทาง จะพบว่าถนนทั้งสองฝั่งจะเป็อาคารร้านค้าขนาดใหญ่ฝั่งละห้าห้องเรียงรายติดกัน แต่ร้านค้าเ่าั้อยู่ในสภาพที่ผุพังเพราะขาดการดูแล โจวหยวนเฉิงเห็นแล้วก็ได้แต่คิด ‘เงิน เราต้องรีบหาเงิน’
สิ่งปลูกสร้างเหล่านี้ถือเป็สมบัติชิ้นสุดท้ายที่เหลืออยู่ของโจวสือชวิน สาเหตุที่สมบัติชิ้นสุดท้ายนี้ยังเหลืออยู่ก็เพราะมันตั้งอยู่ที่ฝั่งใต้ของเมือง ซึ่งฝั่งใต้ถือว่าเป็ย่านที่มีแต่บ้านเรือนไว้อยู่อาศัย ไม่ใช่ย่านเศรษฐกิจเหมือนฝั่งเหนือจึงไม่ค่อยมีร้านรวงมาเปิดมากนัก อีกทั้งผู้คนที่อาศัยอยู่ในฝั่งนี้ก็จัดว่าเป็คนที่มีรายได้ระดับกลางไปจนถึงต่ำเลยก็ว่าได้
โชคดีหน่อยที่ตรงปากทางมีสำนักคุ้มภัยของ ‘สกุลเจียว’ ตั้งอยู่ ทำให้ไม่มีนักเลงคนไหนกล้ามารีดไถหรือเก็บค่าคุ้มครองจากบ้านเขาเลยสักคน
สองพี่น้องเดินพ้นปากทางก็มองไปตามถนนสายหลัก พวกเขาก็พบแต่ความเงียบไร้ชีวิตชีวา พวกเขาตั้งใจว่าจะเดินไปหาอะไรกินที่ร้านขายซาลาเปาร้านเดียวที่มีอยู่ในย่านนี้ ขณะที่ทั้งสองคนเดินผ่านสำนักคุ้มภัย โจวหยวนเฉิงก็ได้แต่แปลกใจ นี่คือสำนักคุ้มภัยจริงหรือ มันช่างเงียบเหงาและไร้ซึ่งเสียงผู้คน ประหนึ่งเหมือนไม่มีคนอาศัยอยู่อย่างไรอย่างนั้น โจวหยวนเฉิงคิดขึ้นในใจ ‘หรือว่ากิจการกำลังจะเจ๊ง ไม่ได้ๆ ถ้าช่วยอะไรได้ เราต้องยื่นมือเข้าไปช่วย มีสำนักคุ้มภัยตั้งอยู่หน้าปากซอยอย่างนี้ ต่อไปกิจการของเรายังต้องอาศัยคนคุ้มครองและคนส่งของอีกนะ’
และดูเหมือน์จะรับรู้ความคิดของโจวหยวนเฉิงอีกครั้ง สองพี่น้องได้ยินเสียงร้องเรียกขอความช่วยเหลือมาจากสำนักคุ้มภัย ไม่นานก็มีเด็กหนุ่มอายุรุ่นราวคราวเดียวกันกับพวกเขาวิ่งหน้าตื่นออกมาชนทั้งคู่ล้มอย่างไม่ทันระวัง
“เ้า! ที่แท้ก็เป็ลูกชายจอมเกเรของท่านลุงโจวนี่เอง หลีกไปๆ ข้ากำลังรีบ” เด็กหนุ่มทำท่าตำหนิโจวหยวนเฉิง แต่ก็หันไปก้มศีรษะให้โจวหลี่เฉียง
“เดี๋ยวก่อนอาจิ้น เ้ากำลังจะรีบร้อนไปไหน” โจวหลี่เฉียงถาม
“พี่หลี่เฉียง ข้าไม่มีเวลาพูดกับท่านจริงๆ ตอนนี้น้องชายคนเล็กของข้ามีไข้ ท่านพ่อท่านแม่ก็ไม่อยู่ ข้าตั้งใจว่าจะไปขอยืมเงินจากท่านอามาใช้รักษาน้องชายก่อน”
“ท่านอาของเ้าจะยินดีช่วยอย่างนั้นหรือ เ้าอย่าลืมสิว่าที่สำนักคุ้มภัยของเ้าต้องตกอยู่ในสภาพนี้ก็เพราะญาติตัวดีของเ้าไม่ใช่หรือ” โจวหลี่เฉียงพูดพร้อมเบ้ปาก
“แต่น้องชายข้าไม่สบายมากจริงๆ อีกตั้งสองวันกว่าที่ท่านพ่อกับท่านแม่ของข้าจะกลับมา ข้ากลัวว่าน้องชายจะป่วยหนักกว่านี้ ข้าก็แค่อยากจะลองดู” เจียวจิ้นพูดเสียงเบา
“พี่ใหญ่ คราวก่อนที่ข้าไม่สบาย ยังมียาบางส่วนที่ท่านหมอจัดเอาไว้ให้ข้าเหลืออยู่ ข้าจะรีบกลับไปเอามาให้เขาก่อน ท่านรอข้าอยู่ตรงนี้ก่อนนะ อ้อ...น้องชายคนเล็กของเ้าอายุเท่าไหร่” โจวหยวนเฉิงหันไปถามเจียวจิ้น
“สี่ขวบ” เจียงจิ้นตอบ
เมื่อได้คำตอบโจวหยวนเฉิงก็รีบวิ่งกลับบ้านเพื่อไปเอายาลดไข้สำหรับเด็กและอุปกรณ์ปฐมพยาบาลเบื้องต้นมาทันที เพราะเมื่อสักครู่ตอนที่เขากับเจียงจิ้นชนกัน หากเดาไม่ผิดที่ขาและมือของเจียงจิ้นต้องมีรอยถลอกแล้วแน่ๆ
“พี่หลี่เฉียง เหตุใดคุณชายโจวถึงเรียกท่านว่าพี่ใหญ่ล่ะ แล้วที่เขาพูดเมื่อครู่คือ เขากำลังวิ่งกลับไปเอายามาให้ข้าใช่หรือไม่” เจียวจิ้นถามอย่างมีความหวัง
“บิดาของเขารับข้าเป็บุตรบุญธรรมแล้ว ดังนั้นข้าจึงเป็พี่ใหญ่ของเขา ส่วนเื่ยานั้น เขาก็วิ่งกลับไปเอามาให้เ้าจริงๆ เ้าวางใจได้ เมื่อสามวันก่อนหยวนเฉิงไม่สบายมาก พ่อบุญธรรมได้ไปเชิญหมอจากร้านยาจี้เหวินมาดูอาการให้เขาเชียวนะ ท่านหมอจัดยาไว้ให้ด้วยตัวเอง ยังมียาบางส่วนเหลืออยู่บ้าง ข้ารับรองว่าถ้าน้องชายเ้าได้กินยานั้นไป น้องชายเ้าต้องหายเป็ปกติแน่นอน” โจวหลี่เฉียงรีบอธิบาย เขาเชื่อว่าโจวหยวนเฉิงต้องวิ่งกลับไปดึงเอาของ ‘ล้ำสมัย’ บางอย่างออกมาจากข้อมือตัวเองอีกแน่ๆ