จารึกที่ 308 : หมอกโลหิตคลุมอุดรทิศ : อักขระดารา
ความหนาวเหน็บที่แฝงลึกอยู่ในหุบเหวแห่งกาลเวลา ค่อยๆ เจือจางลงเมื่อปลายเท้าของบุรุษหนุ่มในชุดคลุมสีเทาก้าวพ้นบันไดหินหยกขาวขั้นสุดท้าย ทิ้งความมืดมิดอันเป็นนิรันดร์ไว้เบื้องหลัง อาเจียสูดลมหายใจเข้าลึก รับเอาปราณฟ้าดินอันเย็นเยียบของมิติลี้ลับอุดรทิศเข้าสู่ปอด
เจ็ดปีในหุบเหวเบื้องล่าง แลกมาด้วยเวลาเจ็ดวันในโลกภายนอก
มันมิใช่เพียงการแลกเปลี่ยนห้วงเวลา ทว่ามันคือการผลัดเปลี่ยนกระดูกและชำระล้างจิตวิญญาณอย่างแท้จริง เส้นชีพจรในร่างของอาเจียที่เคยแตกร้าว บัดนี้ถูกถักทอขึ้นใหม่ด้วยเส้นสายปราณที่ละเอียดอ่อนดุจใยไหม เปล่งประกายสีเงินยวงลึกลับ ทารกวิญญาณสูญตาภายในจุดตันเถียนนั่งขัดสมาธิอย่างสงบ อักขระหลิง (零) หมุนวนรอบตัวมันอย่างเชื่องช้าทว่าทรงอำนาจ ไร้ซึ่งความก้าวร้าวและลุกลนดั่งเช่นกาลก่อน
ฉินมู่หลาง หลินชิงเสวี่ย เย่ปิงอวิ๋น และเฟิงอี้หราน ก้าวตามขึ้นมาติดๆ กลิ่นอายของพวกเขาทุกคนล้วนเปลี่ยนไป ความสงบนิ่งที่เกิดจากการตกผลึกทางตบะและเจตจำนง ทำให้ยอดกะบี่อย่างฉินมู่หลางดูประดุจกระบี่ในฝักที่พร้อมจะสะบั้นขุนเขา ส่วนหลินชิงเสวี่ยนั้นแผ่กลิ่นอายแห่งความเยือกเย็นลึกล้ำยิ่งกว่าธารน้ำแข็งบรรพกาล
เบื้องหน้าของพวกเขาคือผิวน้ำของทะเลสาบกระจกเงา ที่ราบเรียบและสะท้อนภาพของภูเขาน้ำแข็งรอบด้าน
อาเจียสะบัดแขนเสื้อเบาๆ ปราณเซียนแท้สายหนึ่งพุ่งลงสู่ผิวน้ำ
ครืนนน!
เกลียวคลื่นแตกกระจาย มหานาวาปราณสูญตา เรือลำยักษ์ที่หล่อหลอมจากไม้โบราณสีดำสนิทและศิลาจารึก ค่อยๆ โผล่พ้นขึ้นมาจากใต้บาดาล น้ำในทะเลสาบไหลบ่าลงจากกราบเรือราวกับน้ำตก หุ่นกลศิลาที่ทำหน้าที่เฝ้าเรือยืนตระหง่านอยู่บนดาดฟ้า ดวงตาอัญมณีวิญญาณของมันทอประกายรับผู้เป็นนายอย่างเงียบเชียบ
อาเจียทะยานร่างขึ้นสู่หัวเรือ สองมือไพล่หลัง ทอดสายตามองออกไปในความเวิ้งว้าง
ทว่า ความเงียบสงบของมิติลี้ลับอุดรทิศ กลับถูกทำลายลงในเสี้ยววินาทีต่อมา!
ท้องฟ้าที่เคยสะท้อนภาพดวงดารา พลันบิดเบี้ยวอย่างรุนแรง กลิ่นคาวเลือดที่ข้นคลั่กจนชวนอาเจียนทะลักทลายลงมาจากเบื้องบน ทัศนียภาพรอบด้านถูกย้อมเป็นสีแดงฉาน หมอกโลหิตหนาทึบก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว บดบังทุกทิศทางจนไม่อาจมองเห็นภูเขาน้ำแข็งที่อยู่ห่างออกไปแม้แต่น้อย
"ค่ายกล?" เฟิงอี้หรานขมวดคิ้ว เพลิงอัคคีบรรพกาลสีขาวบริสุทธิ์ลุกพรึบขึ้นในฝ่ามือ เพื่อขจัดไอเย็นและกลิ่นคาวเลือดที่พยายามแทรกซึมเข้าสู่ผิวหนัง
"มิใช่ค่ายกลธรรมดา" หลินชิงเสวี่ยหลับตาลง 'โสตสวรรค์' ของนางทำงานถึงขีดสุด คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันแน่นจนเกิดรอยย่น "ข้าได้ยินเสียงการไหลเวียนของปราณแท้นับหมื่นสาย... มีผู้บำเพ็ญเพียรระดับแยกวิญญาณไม่ต่ำกว่าสามพันคนล้อมรอบทะเลสาบแห่งนี้อยู่ และมีสองกลิ่นอายที่... น่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก พวกมันอยู่เหนือระดับหลอมความว่างเปล่าขั้นต้นไปไกลนัก"
แรงกดดันอันมหาศาลกดทับลงมาราวกับฟ้าถล่ม ผิวน้ำทะเลสาบกระจกเงาที่เคยราบเรียบ บัดนี้เดือดพล่านราวกับน้ำในหม้อต้ม เสียงแตกหักของมิติดังลั่นกึกก้อง
จากใจกลางของหมอกโลหิตเบื้องบน ร่างของผู้เฒ่าสองคนก้าวเดินลงมากลางอากาศธาตุ ราวกับกำลังเหยียบย่ำอยู่บนบันไดที่มองไม่เห็น
คนซ้ายสวมชุดคลุมสีแดงเข้ม ใบหน้าซีกหนึ่งเป็นกระดูกขาวโพลน แผ่กลิ่นอายแห่งความตาย คนขวาสวมชุดเกราะที่หล่อหลอมจากโลหิตแข็งตัว ดวงตาแดงก่ำดุจอสูรร้าย ทั้งสองคือ 'ผู้อาวุโสซ้ายขวา' แห่งวิหารเทพอนันตกาล ผู้บำเพ็ญเพียรระดับหลอมความว่างเปล่าขั้นที่เก้า! เพียงก้าวเดียวก็จะเข้าสู่ขอบเขตผสานร่าง!
"ราชันหมื่นอักขระ..." เสียงของผู้เฒ่าหน้ากระดูกดังกังวานก้องไปทั่วสิบทิศ เสียงนั้นแฝงไว้ด้วยพลังวิญญาณที่กระแทกเข้าใส่จิตสัมผัสของผู้ฟังโดยตรง "สังหารเงาโลหิตที่หนึ่ง ทำลายแผนการของวิหารเทพ... โทษทัณฑ์ของเจ้า มีเพียงการถูกสกัดวิญญาณและจองจำในเพลิงโลหิตนับหมื่นชาติ!"
แรงกดดันจากคำพูดนั้น ทำให้หุ่นกลศิลาบนเรือต้องก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว รอยร้าวเล็กๆ ปรากฏขึ้นบนเกราะศิลาทมิฬของมัน ฉินมู่หลางต้องใช้ปราณกระบี่ปักลงพื้นเพื่อต้านทานแรงสั่นสะเทือน
ทว่า อาเจียที่ยืนอยู่บนหัวเรือ กลับไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย ผ้าคลุมสีเทาของเขาสะบัดพริ้วตามแรงลมพายุโลหิต ดวงตาแห่งความว่างเปล่าจ้องมองทะลุผ่านหมอกสีเลือด ขึ้นไปยังร่างของผู้อาวุโสทั้งสอง
ไม่มีคำพูดโอ้อวด ไม่มีรอยยิ้มเย้ยหยัน หรือการเจรจาต่อรองเพื่อผลประโยชน์ อาเจียในยามนี้ละทิ้งเปลือกนอกของพ่อค้าผู้หน้าเงินไปจนหมดสิ้น สิ่งที่เหลืออยู่คือตัวตนของผู้ที่ก้าวเดินบนมรรคาแห่งเต๋าอย่างแท้จริง
"ค่ายกลหมอกโลหิตกลืนสวรรค์..." อาเจียเอ่ยเสียงเรียบ ทว่ากังวานชัดเจน "ใช้ผู้บำเพ็ญเพียรสามพันคนเป็นรากฐาน ใช้ปราณโลหิตระดับหลอมความว่างเปล่าขั้นที่เก้าสองคนเป็นแกนกลาง เพื่อปิดกั้นการไหลเวียนของฟ้าดิน... พวกเจ้าคิดว่าการกดขี่กฎเกณฑ์ด้วยกำลังดิบเถื่อน คือวิถีที่ถูกต้องงั้นหรือ?"
"หุบปาก! เด็กเมื่อวานซืนอย่างเจ้า มีสิทธิ์อันใดมาวิจารณ์ค่ายกลของวิหารเทพ!" ผู้เฒ่าชุดเกราะโลหิตตวาดลั่น มือขวาของเขายกขึ้นเบื้องหน้า กรงเล็บโลหิตขนาดยักษ์ความยาวนับร้อยจั้ง ก่อตัวขึ้นจากหมอกควัน พุ่งทะยานลงมาหมายจะบดขยี้มหานาวาให้แหลกเป็นผุยผงในคราเดียว
"มู่หลาง ปิงอวิ๋น อี้หราน ปกป้องแกนปราณของเรือ! ชิงเสวี่ย ค้นหาจุดตัดของปราณโลหิต!" อาเจียออกคำสั่งอย่างเด็ดขาดและรวดเร็ว
เขาไม่ได้พึ่งพาสูตรสำเร็จในการ 'ทะลวงขอบเขต' เพราะแรงกดดันอีกต่อไป ตบะของเขายังคงอยู่ที่ขีดสุดวิญญาณแรกเริ่ม ทว่าความเข้าใจในศาสตร์แห่งอักษรของเขา ได้ก้าวล่วงไปสู่ดินแดนที่ไม่มีผู้ใดในที่นี้หยั่งถึง
อาเจียเรียกพู่กันนิรันดร์ออกมา ปลายพู่กันสีดำทะมึนตวัดขึ้นกลางอากาศธาตุ
'หากพลังของพวกมันคือการกดขี่และกลืนกิน... ข้าก็ต้องใช้โครงสร้างที่สามารถชำระล้างและสะท้อนกลับ'
เขาเริ่มวาดอักขระ ไม่ใช่สัญลักษณ์ทำลายล้าง ทว่ามันคืออักขระธาตุแสงและธาตุวารี ผสานเข้าด้วยกันด้วยอักขระหลิง (零)
แสงสีเงินและสีฟ้าอ่อนสว่างวาบขึ้น บังเกิดเป็นแผ่นยันต์โปร่งแสงขนาดใหญ่ลอยอยู่เหนือหัวเรือ ทว่าทันทีที่กรงเล็บโลหิตของศัตรูปะทะเข้ากับแผ่นยันต์นั้น
เพล้ง!
แผ่นยันต์แตกสลายในพริบตาเดียว! พลังโลหิตที่รุนแรงและบ้าคลั่งเกินไป บดขยี้โครงสร้างอักขระที่อาเจียวาดขึ้นอย่างง่ายดาย แรงกระแทกทะลวงผ่านม่านพลังของเรือเข้ามากระแทกหน้าอกของอาเจีย
เด็กหนุ่มสะอึกเลือดคำโต ร่างเซถอยหลังไปสองก้าว
"อาเจีย!" สหายทุกคนร้องเรียกด้วยความกังวล
"ข้าไม่เป็นไร!" อาเจียยกมือห้าม ดวงตาจ้องเขม็งไปที่เศษซากอักขระที่แตกสลาย สมองของเขาประมวลผลอย่างรวดเร็ว 'ผิดพลาด... หมอกโลหิตนี้มีความสามารถในการกัดกร่อนโครงสร้างอักขระ หากใช้อักขระที่มีธาตุชัดเจน มันจะถูกกลืนกินในพริบตา... ข้าต้องใช้สิ่งที่ไม่มีธาตุ'
"ดิ้นรนไปก็ไร้ค่า! ตายซะ!" ผู้เฒ่าหน้ากระดูกแสยะยิ้ม หมอกโลหิตรอบด้านควบแน่นกลายเป็นพายุหอกนับหมื่นเล่ม พุ่งทะลวงลงมาดั่งห่าฝน
หลินชิงเสวี่ยกัดฟัน เลือดไหลซึมออกจากหูทั้งสองข้างจากการฝืนใช้โสตสวรรค์ในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยเสียงกรีดร้องของวิญญาณร้าย "ทิศอุดรเฉียงตะวันออก! ตรงนั้นมีกระแสปราณที่หนาแน่นที่สุด มันคือแกนเชื่อมต่อของค่ายกล!"
"รับทราบ!" อาเจียตอบรับ
เขาสูดลมหายใจลึก ปล่อยวางความเจ็บปวดทั้งหมดในร่างกาย จิตวิญญาณเข้าสู่สภาวะมหาภาวะซวีอย่างสมบูรณ์แบบ
ครั้งนี้ อาเจียจรดปลายพู่กันนิรันดร์ลงบนอากาศธาตุอย่างเชื่องช้า ทว่าหนักแน่นดุจขุนเขา เขาวาดสัญลักษณ์วงกลม ( ⦾ ) ขึ้นเบื้องหน้า ลึกลงไปในความกลวงเปล่านั้น อักขระหลิง (零) ปรากฏขึ้นมาอย่างแจ่มชัด มันส่องประกายสีดำทมิฬที่ลึกล้ำยิ่งกว่ารัตติกาล
"เต๋าของพวกเจ้าคือการบีบบังคับฟ้าดิน..." อาเจียเอ่ยเสียงแผ่วเบา ทว่ากังวานสะท้อนไปถึงจิตวิญญาณของศัตรู "ทว่าเต๋าของข้า... คือการร้อยเรียงวัฏสงสาร"
เขาตวัดพู่กัน ดึงเอาเส้นสายปราณสีเงินยวงที่เล็กละเอียดดุจใยแมงมุม ออกมาจากอักขระหลิง (零) นับหมื่นสาย!
นี่คือผลลัพธ์จากการบำเพ็ญเพียรเจ็ดปีในหุบเหวแห่งกาลเวลา การควบคุมปราณระดับจุลภาคที่ไม่ใช่วิสัยของขอบเขตวิญญาณแรกเริ่ม!
"ค่ายกลหมื่นอักขระดารา... กางอาณาเขต!"
เส้นสายปราณสีเงินนับหมื่น พุ่งทะยานออกไปสานตัวกันกลางอากาศธาตุ มันไม่ได้ต่อต้านหอกโลหิตที่พุ่งลงมา ทว่ามัน 'แทรกซึม' เข้าไปในโครงสร้างของหมอกโลหิต อักขระหลิง (零) ที่เป็นศูนย์กลางทำหน้าที่ดูดซับความบ้าคลั่งและการกัดกร่อนเข้าไปกักเก็บไว้ในมหาภาวะซวี
เมื่อความบ้าคลั่งถูกสูบออกไป หอกโลหิตที่ดุร้ายก็สูญเสียโครงสร้าง กลับกลายเป็นเพียงหยาดเลือดธรรมดาร่วงหล่นลงสู่ทะเลสาบ
"อะไรกัน!?" ผู้อาวุโสทั้งสองเบิกตากว้าง ค่ายกลที่เกิดจากการผสานพลังของผู้ฝึกตนสามพันคน กำลังถูกเส้นด้ายสีเงินของเด็กหนุ่มเพียงคนเดียว แทรกซึมและคลายปมออกทีละจุด!
"ขุนพลศิลา เปิดทางม่านพลัง!" อาเจียสั่งการ
หุ่นกลศิลายกเลิกโล่ป้องกันสีคราม เปิดช่องว่างให้การโจมตี
"มู่หลาง! อี้หราน! ปิงอวิ๋น!"
ไม่ต้องอธิบายสิ่งใดเพิ่มเติม สหายทั้งสามที่ผ่านความเป็นความตายร่วมกันมา เข้าใจเจตจำนงของอาเจียทันที
เฟิงอี้หรานระเบิดเพลิงอัคคีบรรพกาลสีขาวบริสุทธิ์ พุ่งเข้าหลอมรวมกับกระบี่ของฉินมู่หลาง เย่ปิงอวิ๋นใช้ปราณวิถีพฤกษาอัดแน่นเข้าไปเป็นพลังขับเคลื่อน
ฉินมู่หลางก้าวไปข้างหน้า ดวงตาสาดประกายกระบี่ที่ไร้รูป เจตจำนงกระบี่ที่บ่มเพาะในหุบเหวแห่งกาลเวลา ถูกปลดปล่อยออกมาจนหมดสิ้น!
"กระบี่นิรันดร์... ตัดสูญตา!"
รังสีกระบี่ที่ผสานทั้งเพลิงอัคคีและพลังชีวิต พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า มันพุ่งตรงไปยัง 'ทิศอุดรเฉียงตะวันออก' ที่หลินชิงเสวี่ยระบุไว้ ซึ่งบัดนี้ โครงสร้างป้องกันของมันถูกเส้นสายอักขระของอาเจียแทรกแซงและทำให้อ่อนแอลงจนถึงขีดสุด
เปรี้ยงงงงง!
รังสีกระบี่ทะลวงผ่านหมอกโลหิต ตัดแกนเชื่อมต่อของค่ายกลกลืนสวรรค์จนขาดสะบั้น! เสียงกรีดร้องของผู้บำเพ็ญเพียรระดับแยกวิญญาณนับร้อยที่รับหน้าที่ดูแลแกนนั้น ดังก้องขึ้นพร้อมกับร่างที่ระเบิดออกเป็นละอองเลือดจากการสะท้อนกลับของพลัง
ค่ายกลหมอกโลหิตเกิดช่องโหว่ขนาดใหญ่ ท้องฟ้าสีดำและดวงดาวที่แท้จริงปรากฏให้เห็นอีกครั้ง
"บังอาจนัก!" ผู้เฒ่าชุดเกราะโลหิตคำรามด้วยความคลุ้มคลั่ง ความอัปยศที่ถูกผู้ฝึกตนวิญญาณแรกเริ่มทำลายค่ายกล ทำให้เขาขาดสติ เขากัดปลายลิ้น พ่นแก่นโลหิตสีทองคล้ำออกมา ผสมผสานกับปราณแท้ระดับหลอมความว่างเปล่าขั้นเก้า ร่างของเขาขยายใหญ่ขึ้นกลายเป็นอสูรโลหิตขนาดยักษ์ พุ่งทะยานลงมาพร้อมกับฝ่ามือที่สามารถบดขยี้ภูเขาทั้งลูก!
ฝ่ามือนั้นรวดเร็วและทรงพลังเกินกว่าที่ผู้ใดบนเรือจะหลบหนีพ้น มิติรอบด้านถูกล็อกอย่างสมบูรณ์แบบ
อาเจียเงยหน้ามองฝ่ามือมรณะที่พุ่งลงมา ดวงตาของเขาสงบนิ่ง ทว่าเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน
เขาไม่เหลือปราณเซียนแท้พอที่จะกางค่ายกลป้องกันระดับสูงได้อีกแล้ว
"นายท่าน... ถอยไป!"
หุ่นกลศิลาขุนพลคู่ใจ พุ่งตัวทะยานขึ้นไปในอากาศ ร่างศิลาทมิฬของมันส่องสว่างวาบด้วยแสงสีคราม แกนปราณขับเคลื่อนภายในอกหมุนวนด้วยความเร็วที่เกินขีดจำกัดจนเกิดเสียงกรีดร้องของโลหะ มันไม่ได้โจมตี ทว่ามันกางแขนทั้งสองข้างออก เอาแผ่นอกที่แข็งแกร่งที่สุดเข้าปะทะกับฝ่ามือของอสูรโลหิต!
ตูมมม!!!
เสียงปะทะดังสนั่นหวั่นไหว ร่างของหุ่นกลศิลาถูกกระแทกอย่างจัง เกราะศิลาทมิฬที่ทนทานต่อทัณฑ์อัสนี เกิดรอยร้าวลึก ร่างของมันร่วงหล่นลงมากระแทกพื้นดาดฟ้าเรืออย่างแรง เศษศิลาและชิ้นส่วนกลไกกระเด็นไปทั่ว
"ขุนพล!" อาเจียตวาดลั่น ความเจ็บปวดแล่นแปลบในหัวใจ แม้มันจะเป็นเพียงหุ่นกล แต่มันคือสหายที่ร่วมรบและปกป้องเขามานับครั้งไม่ถ้วน
ฝ่ามืออสูรโลหิตแม้อานุภาพจะลดลงจากการปะทะกับหุ่นกลศิลา ทว่ามันยังคงพุ่งลงมาหมายจะกวาดล้างทุกคนบนเรือ
ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตาย อาเจียกัดนิ้วโป้งซ้ายของตนเองจนเลือดไหลซึม เขาไม่ได้ใช้น้ำหมึก ทว่าเขาใช้ 'โลหิต' ของตนเองเป็นสื่อนำ!
เขาวาดอักขระหลิง (零) สีเลือดขึ้นกลางอากาศธาตุ ปราณชีวิตที่เหลืออยู่ทั้งหมดถูกจุดระเบิดขึ้น
"ความบ้าคลั่งของพวกเจ้า... จงหยุดอยู่เพียงเท่านี้!"
อาเจียกระแทกฝ่ามือที่เปื้อนเลือดลงบนอักขระหลิง (零) กลางอากาศ
วูบ!
รอยต่อของมิติที่เคยถูกฝ่ามืออสูรโลหิตบีบรัด พลันหยุดนิ่ง! มันมิใช่การหยุดเวลา ทว่ามันคือการ 'ล็อกโครงสร้างมิติ' ด้วยอักขระสูญตา ฝ่ามือโลหิตขนาดยักษ์ชะงักค้างอยู่เหนือหัวเรือเพียงไม่กี่สิบจั้ง ไม่สามารถขยับเขยื้อนลงมาได้แม้แต่นิ้วเดียว
"อั่ก!" อาเจียกระอักเลือดออกมาอย่างรุนแรง ร่างกายทรุดลงคุกเข่า การใช้โลหิตเป็นสื่อนำเพื่อล็อกโครงสร้างระดับหลอมความว่างเปล่าขั้นเก้า ผลาญพลังชีวิตของเขาไปมหาศาล ใบหน้าของเขาซีดเซียวราวกับคนตาย ทว่ามือขวายังคงชูขึ้นฟ้า ควบคุมอักขระอย่างไม่ยอมแพ้
"มู่หลาง... ตอนนี้แหละ!" อาเจียเค้นเสียงสั่งการ
ฉินมู่หลางที่รอจังหวะอยู่แล้ว ไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดลอย เขารวบรวมเจตจำนงกระบี่ที่เหลืออยู่ทั้งหมด ร่างของยอดกระบี่กลายเป็นหนึ่งเดียวกับกระบี่นิรันดร์ พุ่งทะยานทะลวงผ่านช่องว่างของฝ่ามือโลหิตที่ถูกหยุดนิ่ง พุ่งตรงเข้าเสียบทะลุหัวใจของผู้เฒ่าชุดเกราะโลหิตที่ลอยอยู่กลางอากาศ!
ฉึก!
ดวงตาของผู้เฒ่าวิหารเทพเบิกกว้าง รังสีกระบี่ที่แฝงไปด้วยเจตจำนงแห่งความว่างเปล่า ระเบิดทำลายจุดตันเถียนของเขาจากภายใน ร่างอสูรโลหิตหดเล็กลงและร่วงหล่นลงสู่ทะเลสาบเบื้องล่าง สิ้นใจตายอย่างน่าอนาถ
ผู้เฒ่าหน้ากระดูกที่เหลืออยู่อีกคน เบิกตากว้างด้วยความหวาดกลัวสุดขีด ผู้อาวุโสระดับเดียวกันถูกสังหารต่อหน้าต่อตาโดยกลุ่มคนระดับวิญญาณแรกเริ่ม! ความจองหองและอำมหิตมลายหายไปสิ้น เขาไม่คิดจะต่อสู้อีกต่อไป ร่างของเขากลายเป็นควันสีเลือด หมายจะหลบหนีผ่านรอยแยกมิติ
"คิดจะหนีหรือ?" หลินชิงเสวี่ยที่เงียบมาตลอด ตวัดกระบี่หยกในมือ
อาเจียที่คุกเข่าอยู่ หรี่ตาลง เขากำมือขวาแน่น อักขระหลิง (零) สีเลือดที่ลอยอยู่กลางอากาศ พุ่งทะยานติดตามควันสีเลือดนั้นไปอย่างรวดเร็ว มันไม่ได้โจมตี ทว่ามันแฝงตัวเข้าไปในรอยแยกมิติ
"ข้าจะฝากของขวัญ ไปถึงเจ้าตำหนักของพวกเจ้า..." อาเจียพึมพำ
อักขระหลิงแฝงตัวติดไปกับผู้เฒ่าหน้ากระดูก มันคือ 'จารึกติดตาม' ที่ฝังรากลึกลงในโครงสร้างวิญญาณ ไม่ว่าศัตรูจะหลบหนีไปสุดหล้าฟ้าเขียว อาเจียก็จะสามารถรับรู้ถึงที่ตั้งของวิหารเทพอนันตกาลได้อย่างแม่นยำ
เมื่อศัตรูระดับผู้นำตกตายและหลบหนี ผู้บำเพ็ญเพียรระดับแยกวิญญาณที่เหลือก็ระส่ำระสาย ค่ายกลหมอกโลหิตพังทลายลงอย่างสมบูรณ์แบบ ท้องฟ้าของดินแดนอุดรทิศกลับมาเปิดกว้างอีกครั้ง
อาเจียลดมือลง ร่างของเขาล้มพับลงกับพื้นกระดานเรือ หมดสติไปในทันที
หลินชิงเสวี่ยและเย่ปิงอวิ๋นรีบเข้ามาดูอาการบาดเจ็บของเขา ขณะที่ฉินมู่หลางและเฟิงอี้หรานช่วยกันตรวจสอบสภาพของหุ่นกลศิลา ที่แม้จะเสียหายหนัก ทว่าแกนปราณยังคงทำงานอยู่
ท่ามกลางความเงียบสงบหลังพายุเลือด มหานาวาปราณสูญตายังคงลอยลำอยู่อย่างสง่างาม บาดแผลและเลือดที่ชโลมดาดฟ้าเรือ คือเครื่องพิสูจน์ถึงการเติบโตที่แท้จริง
ราชันอักขระ มิได้ทะลวงผ่านศัตรูด้วยความโชคดีหรือความบ้าคลั่ง ทว่าเขาใช้สติปัญญา ความเข้าใจ และการเสียสละ เพื่อปูทางสู่มรรคาอันยิ่งใหญ่
เส้นทางออกจากดินแดนเร้นลับอุดรทิศถูกเปิดออกแล้ว ทว่าการต่อสู้ที่แท้จริงกับวิหารเทพอนันตกาล... เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น!