เทียนสุยที่เดินเข้ามาในบ้าน เห็นบุตรสาวกำลังยืนอยู่ก็นึกแปลกใจ เหตุใดยังอยู่ที่บ้าน เพราะเวลานี้นางต้องไปขายบะหมี่แล้ว
"หลันเอ๋อร์ วันนี้เ้าไม่ไปขายบะหมี่ หรือไง"
"ไปสิ! ข้ากำลังจะไป...ที่ข้ายังอยู่ที่นี้...เพราะข้าเป็ห่วงท่าน...ในเมื่อท่านไม่เป็อะไรแล้ว...ข้าก็สบายใจแล้วล่ะ...เช่นนั้นข้าจะไปขายบะหมี่ก่อน"
"เ้าจะเป็ห่วงข้าทำไมกัน...ดูสิ! พ่อได้เงินมาตั้ง ห้าร้อยตำลึง เดี๋ยวพ่อจะคืนให้เ้า สองร้อยตำลึง"
"ท่านได้เงินมาก็ดีแล้ว...ข้าต้องรีบไป หากช้ากว่านี้ กลัวว่าจะขายไม่หมด"
"นั่นก็รีบไปเถอะ! จริงๆเเล้ว พ่อมีข่าวดีจะบอกเ้า ไว้รอให้เ้ากลับมาจากขายบะหมี่ก่อนก็แล้วกัน"
เห็นบิดากลับมาถึงบ้าน นางจึงเบาใจลงได้บ้าง ก่อนหน้านี้นางกลัวว่าบิดาจะแพ้พนันแล้วถูกคนทำร้าย หากไม่มีเงินใช้หนี้ เลยตั้งใจรออยู่ที่บ้าน เมื่อรู้ว่าบิดาของตนไม่ได้เป็อะไร ก็ถึงเวลาที่นางจะออกจากบ้านไปเพื่อขายบะหมี่
หลังจากที่บุตรสาวออกจากบ้านไปขายบะหมี่ เทียนสุยจึงนั่งนับเงินที่เขาชนะมาจากบ่อนพนัน เขาจึงเเบ่งจำนวนเงินออกมา สองร้อยตำลึงเพื่อตั้งใจจะคืนให้บุตรสาวของตน เขาต้องยอมรับว่าจำนวนเงินที่ได้จากเหมยหลันนั้นเขาเอาไป สามร้อยตำลึง เเต่เขาให้นางเเค่สองร้อยตำลึงเท่านั้น ส่วนหนึ่งเขาตั้งใจเอาไว้ต่อทุนเพื่อเล่นพนันต่อ
เวลาล่วงเลยมาสองชั่วยามครึ่ง เหมยหลันก็กลับมาถึงบ้านพอดี เมื่อเห็นบุตรสาวเดินเข้าบ้าน เทียนสุยจึงเอ่ยขึ้น
"เป็อย่างไรบ้าง...วันนี้ขายหมดไหม"
"วันนี้...เหลือบะหมี่ไม่มาก...ท่านพ่อกินอะไรแล้วหรือยัง...หากยังเดี๋ยวข้าจะทำบะหมี่ให้ท่าน"
"ยังเลย...พ่อรอเ้าอยู่...มีเื่จะคุยด้วย"
"นั่น...ท่านพ่อรอข้าหน่อย...เดี๋ยวข้าจะไปทำบะหมี่มาให้"
ไม่นานนัก บะหมี่ก็ถูกจัดวางไว้บนโต๊ะตรงหน้าเทียนสุย กลิ่นหอมของบะหมี่ ช่างยั่วน้ำลายยิ่งนัก จึงใช้ตะเกียบคีบบะหมี่เข้าปากทันที
"เป็ไงบ้าง...ฝีมือการทำบะหมี่ของข้า" นางเอ่ยถามบิดา ที่กำลังเคี้ยวเส้นบะหมี่ด้วยท่าทางที่พอใจพร้อมกับพยักหน้าน้อยๆ แล้วจึงเอ่ยตอบนาง
"ฝีมือของเ้า...ไม่เเพ้ที่ข้าเคยสอนเ้าเลยสักนิด...อร่อยเหมือนเดิม...ว่าเเต่เ้า...ไม่ทำมากินด้วยล่ะ"
"ข้ากินอิ่มมาเเล้ว...ขืนกลับมากินที่บ้าน ข้าคงไม่มีเเรงเดินกลับมาถึงบ้านเเน่"
"พ่อมีเื่จะคุยกับเ้า" เขาจ้องมองใบหน้าของบุตรสาว ในมือยังจับตะเกียบคาไว้ ใจจริงเขาอยากจะเอ่ยบอกตอนนี้เลย แต่บุตรสาวเอ่ยเเทรกขึ้นมาก่อน
"ข้าว่า...ท่านพ่อ กินบะหมี่ให้เสร็จก่อนก็ได้ ไม่ต้องรีบร้อน ไม่เช่นนั้น หากท่านพูดไปกินไป เกรงว่าเส้นบะหมี่จะติดคอเอาได้ ไม่อย่างนั้น หากคิดว่าวันนี้ก็มืดแล้ว มีอะไรก็ค่อยคุยกันวันพรุ่งนี้ก็ได้"
"อย่างไรวันนี้...พ่อก็ต้องคุยกับเ้า...นั้นเ้าก็รอพ่อ สักหน่อย เดี๋ยวข้าก็กินอิ่มเเล้ว"
"มีอะไรที่ต้องรีบร้อนคุยกัน นี้ข้าว่าก็ดึกเเล้ว ท่านกินเสร็จน่าจะไปพักผ่อนได้แล้วล่ะ...ลูกเองก็อยากพักผ่อนเหมือนกัน"
"ข้าใจร้อน...อย่างไรก็ต้องคุยกันวันนี้"
"เอาเป็ว่าข้ารอท่านก็แล้วกัน นั่นข้าไปทำอย่างอื่นก่อน" นางกล่าวจบจึงเดินไปทำอย่างอื่นพลาง ก่อนจะมานั่งนับเงิน จากที่ขายบะหมี่ได้ในวันนี้
เทียนสุยกินบะหมี่หมดถ้วยแล้ว ได้แต่นั่งรออยู่สักพักจึงมองไปยังบุตรสาว ที่กำลังตั้งใจนับเงินอยู่ แต่เมื่อเห็นว่านางคงนับเงินเสร็จแล้ว เพราะเห็นนางเก็บเงินใส่ในกล่องหีบ เขาจึงเอ่ยทักนาง
"หลันเอ๋อร์...เ้านับเงินเสร็จหรือยัง พ่อจะคุยกับเ้าแล้ว"
"เสร็จแล้ว...ข้านับเงินเสร็จพอดี" นางนับเงินเสร็จ จึงเดินไปนั่งร่วมโต๊ะกับบิดา พร้อมกับตั้งใจฟัง ว่าบิดาจะคุยอะไรกับนาง เหตุใดถึงได้ใจร้อนเช่นนี้ ทั้งทีพรุ่งนี้มีอะไรค่อยคุยกันก็ได้
"เอา...นี้เงินที่ข้าตั้งใจเอามันมาคืน"
"เท่าไหร่กัน"
"สองร้อยตำลึง พ่อรู้ว่าเอาเงินของเ้าไปมากกว่านี้...เดี๋ยวที่เหลือพ่อค่อยคืนให้เ้าก็เเล้วกัน"
ทันทีที่บิดายื่นถุงเงินมาให้ นางจึงรีบรับไว้ ใจจริงแล้วนางไม่อยากได้เงินคืนจากบิดาเท่าไรนัก เเต่หากเงินตรงนี้ยังอยู่กับบิดา มีหวังเงินพวกนี้คงถูกใช้เล่นพนันจนหมดตัวได้
"ท่านพ่อ...ท่านไม่คิดที่จะเลิกเล่นพนันบ้างหรือไง"
"ข้าเคยบอกเ้ากี่ครั้งแล้ว...ว่าไม่ให้เ้ากล่าวถึงเื่นี้อีก...พ่อมีความสุขที่ได้เล่นพนัน" เขารู้สึกดีใจทุกครั้งเมื่อเขาชนะ แล้วได้เงินมาจำนวนที่เขาคิดว่าพอใจและมีความสุขที่สุด
"ท่านพ่อมีความสุขจริงเหรอ...แต่เวลาข้าเห็นท่านเเพ้พนันทีใด สีหน้าของท่านมีเเต่ความทุกข์ตลอด"
"นี้...เ้า ตั้งใจจะพูดยั่วโมโหข้าหรืออย่างไร"
"ท่านพ่อ...จะโกรธข้าทำไมกัน...ข้าก็แค่เตือนท่านด้วยความเป็ห่วง"
"เอาล่ะ! ข้าไม่อยากเสียเวลาแล้ว...ข้าจะบอกเ้าเลยเเล้วกัน...วันนี้...ข้าเจอผู้ชายคนหนึ่ง ดูไปแล้วฐานะของผู้ชายคนนี้ดีมาก"
"ท่านพ่อที่ท่านจะคุยกับข้า...ที่เเท้เป็เื่นี้เองเหรอ" พอรู้ว่าบิดากล่าวถึงเื่นี้ทีใด ทำให้นางเริ่มรู้สึกเบื่อขึ้นมาทันที นางเเทบไม่อยากจะฟังด้วยซ้ำ
"ก็ใช่นะสิ! ผู้ชายคนนี้ มีชื่อว่า หมิ่งเว่ย เป็บุตรชายคนโต ของตระกูลตงหลี ฐานะทางบ้านของเขาเป็เศรษฐีค้าขายข้าวสารรายใหญ่ที่สุด ในเเคว้นตงหนาน เ้าลองคิดดู...หลันเอ๋อร์ หากเ้าได้ตบเเต่งเข้าไป ได้สุขสบายอย่างเเน่นอน"
เทียนสุยกล่าวออกมา อย่างนึกดีใจ วันนี้่บ่ายที่ผ่านมา หลังจากไปจ่ายค่าหนี้พนัน เเละเล่นพนันต่อจนชนะ ระหว่างทาง ที่เขาเดินทางกลับ ก็เห็นเเม่สื่อพูดคุยกับสตรีวัยกลางคน หูของเขาไปได้ยินว่า กำลังหาสตรี ให้กับบุตรชายคนโตของตระกูลหลีของเศรษฐีค้าข้าว ได้ดูตัว เขาเลยสนใจ เลยไปร่วมวงพูดคุยสนทนากับแม่สื่อ จนกระทั่งคุยกันอย่างถูกคอ และตกลงนัดหมายว่าจะให้บุตรสาวของตนมาดูตัว
"ท่านพ่อ...พอเถอะ...ข้าไม่อยากฟังท่านพูดเเล้ว ตอนนี้ข้ารู้สึกง่วงเต็มที"นางพยายามหาข้ออ้างให้ตัวเอง เพราะนางไม่อยากจะรับฟังเื่นี้
"รออีกนิดเดียว...ฟังข้าพูดให้จบก่อน...เอาเป็ว่า อีกสามวัน แม่สื่อบอกว่าหมิ่งเว่ยนัดไว้เเล้ว เ้าต้องไปตามนัด"
"ข้าไม่อยากไป...ข้ายังไม่อยากแต่งงาน...ท่านไม่จำเป็ต้องหาให้ข้า ท่านเอาแต่หาคู่ให้ข้าอยู่เรื่อย" นางเริ่มรู้สึกรำคาญ เมื่อต้องรับฟังและพูดคุยถึงเื่ที่ให้นางไปดูตัวอีกครั้ง
"อย่างไรเ้าก็ต้องไป...เขานัดเ้าไว้เเล้วด้วย...อย่าทำให้พ่อเ้าต้องเสียหน้าเป็อันขาด เข้าใจไหม หลันเอ๋อร์"
พอรับรู้ว่าคงขัดคำสั่งของผู้เป็บิดาไม่ได้ จึงได้เเต่ทำใจยอมรับ และต้องทำตามอย่างว่าง่าย ถึงแม้ภายในใจจะรู้สึกขัดขืนอยู่บ้างก็ตาม
เมื่อถึงเวลานัดหมายของการดูตัว นางก็มาที่โรงน้ำชาดังเดิม ก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ว่าทำไมต้องนัดที่โรงน้ำชาเเห่งนี้ ครั้งนี้นางเเต่งกายปกติ เพราะกลัวว่าจะโดนบิดาจับได้ หากนางยังแปลงโฉมเช่นนั้นอีก
ทันทีที่นางย่างเท้าเข้าไปในโรงน้ำชา เสี่ยวเอ้อร์จึงออกมาต้อนรับ นางจำชายผู้นี้ได้ แต่เขาคงจำนางไม่ได้ วันนี้จึงดูเหมือนว่าเขาใส่ใจนางมากขึ้น เมื่อนางเอ่ยถามว่านัดกับ หมิ่งเว่ยไว้พร้อมทั้งบอกชื่อของนาง เสี่ยวเอ้อร์จึงเชิญนางและพาไปยังห้องชั้นบนสุด บ่งบอกว่าคนผู้นี้คงจ่ายเงินหนักมากจริงๆ ถึงได้ห้องชั้นบนสุดเช่นนี้
พอไปถึงห้องดังกล่าว เสี่ยวเอ้อร์เคาะประตูห้อง และบอกกล่าวคนภายในห้องว่านางมาถึงแล้ว คนในห้องตอบรับ เหมยหลันจึงเปิดประตูออกและย่างเท้าเข้าไปภายในห้อง
บุรุษในห้องที่นั่งอยู่ภายในโต๊ะอาหาร ต่างสายตาตกตะลึง เมื่อเห็นสตรีรูปร่างบอบบาง ใบหน้างดงามราวกับเทพธิดาก็ไม่ผิด พอนางเห็นบุรุษร่างท้วมที่มองมายังนางอย่างมิวางตา ก็ทำให้นางรู้อยู่ว่าเขาคงพอใจนาง เเต่มีหรือที่นางจะยอมผูกมัดกับชายร่างท้วมนี้อย่างง่ายๆ ว่าเเล้วนางจึงรีบเข้าไปนั่ง โดยที่หมิ่งเว่ยไม่ทันได้เชิญนางเลยสักนิด มั่วเเต่มองนางด้วยจิตใจเลื่อนลอยอยู่อย่างนั้น
"โอ้โห! อาหารเต็มโต๊ะเช่นนี้ บ่งบอกว่าท่านคงใจถึงมาก เช่นนั้นข้าไม่เกรงใจแล้วล่ะ...พอดีข้าหิวมาก"
เหมยหลันกล่าวออกมา อย่างไม่เกรงใจ พลางใช้มือเปล่าของนางไปหยิบเนื้อไก่ตรงหน้า ขึ้นมากัดกินเหมือนคนหิวโหย จนหมิ่งเว่ยมองดูการกระทำของนาง ถึงกับอึ้ง ไม่คิดว่านางที่รูปร่างหน้าตางดงาม เเต่กิริยาท่าทางของนางกลับตรงกันข้ามเช่นนี้ เขาได้เเต่กลืนน้ำลายลงคอ อย่างไม่เชื่อสายตา
"เอ่อ...เเม่นาง...คงหิวมากขนาดนั้นเลยเหรอ"
"ใช่! ข้ายังไม่ได้กินอะไรมาเลย รู้สึกหิวมาก ...ท่านก็กินด้วยสิ! กินอิ่มมีอะไรก็ค่อยคุยกัน" นางกล่าวพลาง ทั้งที่กำลังเคี้ยวเนื้อไก่ พูดไปมาจนเนื้อไก่ร่วงหล่นจากปากนาง ไปยังอาหารจานอื่น ที่หมิ่งเว่ยกำลังจะ ใช้ตะเกียบไปคีบอาหารจานนั้นอยู่พอดี ถึงกับหยุดชะงัก แล้วอ้าปากค้างไว้
"อ้อ! ขอโทษ ข้าไม่ได้ตั้งใจ เดี๋ยวข้าจะหยิบมันขึ้นมา"
เหมยหลันเห็นดังนั้นจึงเข้าไปใช้มือหยิบเนื้อไก่ที่หล่นออกจากจานดังกล่าว แล้วผายมือเชิญให้เขาคีบอาหารต่อ ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เป็เหตุให้หมิ่งเว่ยถึงกับพะอืดพะอมจนอยากจะอาเจียนออกมา พอเห็นการกระทำของนางเมื่อครู่นี้
เขาเห็นสตรีมามากมาย แต่ก็ไม่เคยเห็นใครเป็แบบนางสักนิด จนเขารู้สึกแล้วว่า สตรีแม้จะสวยเพียงใด หากกิริยามารยาทเป็เช่นนี้ คงไม่เหมาะกับเขาเป็เเน่
"แม่นาง...ข้ายอมรับว่า ใบหน้าของเเม่นางงดงามมาก...แต่กิริยามารยาทกับไม่มีเลยสักนิด" หมิ่งเว่ยวางตะเกียบลงทันที พร้อมกล่าวออกมาเมื่อเริ่มรู้สึกว่าเขารับสภาพของนางแทบมิได้
พอเห็นหมิ่งเว่ยกล่าวออกมาเช่นนี้ นางจึงวางเนื้อไก่ที่กินเหลือไว้ตรงถ้วยชามของตนเอง พลางใช้เเขนเสื้อเช็ดปาก ความรู้สึกของนางภายในใจ แทบจะดีใจที่แผนของนางสำเร็จ ก็เเค่ทำกิริยาเช่นนี้ ทำให้เขาถึงรับมิได้
"ใช่...ใช่...ข้าไม่เหมาะกับท่านเลยเเม้แต่สักนิด เวลาข้าหิว หรือว่าข้าเห็นอาหารตรงหน้าไม่ค่อยได้...ข้าก็จะทำแบบนี้ทุกครั้ง" นางกล่าวจบ มองเห็นสีหน้าเเววตาของหมิ่งเว่ย รู้สึกเอือมระอาเต็มที ถึงกลับส่ายหน้าไปมา เเล้วลุกจากที่นั่งกำลังจะเดินออกไป
"ตกลง...ท่านไม่กินก่อนเหรอ..." นางเเสร้งเอ่ยถามเขา เมื่อเห็นอาหารบนโต๊ะเขายังไม่ทันได้กิน แต่ก็ลุกออกจากเก้าอี้เสียเเล้ว
"ข้าอิ่มล่ะ! ในเมื่อเเม่นางบอกว่าข้าใจกว้าง...เช่นนั้น...เเม่นางก็กินให้เต็มทีเลยเเล้วกัน...ข้าไปก่อนล่ะ"
"นั้น...ขอบคุณท่านมาก"
หมิ่งเว่ยเดินออกจากห้องไป โดยไม่ได้สนใจคำขอบคุณของนางเลยสักนิด มีแต่ใบหน้าที่ดูเหมือนจะผิดหวัง