ตอนที่33 หนอนกู่
ป้าเหอและหลี่เซียงหยุนลุกมานั่งรอบโต๊ะด้วยเช่นกันปรมาจารย์ฟู่กำลังจะทำนายดวงชะตา มันช่างมหัศจรรย์มาก ! พวกเธอตื่นเต้นถึงขั้นมองอย่างไม่กระพริบตาด้วยซ้ำ
ฟู่เยี่ยนใช้มือเขย่าเหรียญห้าจักรพรรดิไปมาสาเหตุหลักนั้นเป็นเพราะเธอไม่มีกระดองเต่าไม่อย่างนั้นมันจะดูมีพิธีการมากกว่านี้เสียอีก !
จากนั้นเธอก็โรยมันลงบนโต๊ะ เหรียญห้าจักรพรรดิจึงได้กระจัดกระจายออกเป็นรูปร่างหนึ่ง
รูปร่างของมันแสดงถึงความโชคดีฟู่เยี่ยนเริ่มจับทางการกระจายของเหรียญได้แล้วนับตั้งแต่ที่เธอดูดวงให้กับไป๋โม่เฉินในครั้งที่แล้วจนเหงื่อท่วมตัวฟู่เยี่ยนรู้สึกได้ว่าดวงตาและสัมผัสที่หกของเธอเพิ่มขึ้นไปอีกขั้น
ดูเหมือนต้องใช้เยอะๆ แล้ว ! ไม่งั้นมันอาจเสื่อมเอาได้
“ตั้งแต่อาสามเดินเข้าประตูมาหนูก็เห็นว่ามีแสงสีแดงปรากฏตรงจุดวังบนใบหน้าของอาสามคิดว่าอาสามคงมีเกณฑ์ที่จะได้แต่งงานในเร็ววัน พอมาลองคำนวณดวงชะตาดูแล้วดูเหมือนเรื่องมงคลของอาสามกำลังจะมาถึงในเร็ววันนี้แล้ว ! ”
ฟู่ต้าอันดีใจมากเขากับโม่ลี่รู้จักกันมาครึ่งปีแล้ว นอกจากคนในครอบครัวของเธอที่ยังไม่รู้นั้นเขาและเธอต่างก็มีใจตรงกันและมีความรักที่ลึกซึ้ง
“หลานรักแล้วงานแต่งงานของอาจะราบรื่นดีไหม ? ” ฟู่ต้าอันถามด้วยความกังวล
ฟู่เยี่ยนมองโหงวเฮ้งบนใบหน้าของอาสามอีกครั้งเมื่อคำนึงถึงรูปปากว้าที่แสดงออกมาจะเห็นได้ว่าอนาคตอาสะใภ้คนนี้จะมีปัญหาที่บ้านอยู่บ้าง แต่สำหรับอาจารย์ฟู่นี่ไม่ใช่เรื่องใหญ่และสามารถแก้ไขได้ง่าย
“อาสามกับว่าที่อาสะใภ้เป็นเนื้อคู่กันเพียงแต่ครอบครัวของว่าที่อาสะใภ้คนนี้ดูเหมือนจะมีเรื่องมีราวอยู่บ้าง”
ฟู่ต้าอันเริ่มประหม่าเล็กน้อยเขาขมวดคิ้วและคิดซ้ำแล้วซ้ำอีก ดูเหมือนท่าทีล่าสุดของโม่ลี่จะค่อนข้างแปลกไปจริงๆ ดูเหมือนว่าเธอมีเรื่องที่ไม่อาจอธิบายออกมาได้ทั้งยังมีความรู้สึกเศร้าหมองปรากฎให้เห็นผ่านทางใบหน้าอีกด้วย
“อาไม่รู้เกี่ยวกับครอบครัวของเธอมากนักอารู้แค่ว่าพ่อของเธอเป็นครูใหญ่ของโรงเรียนมัธยมต้นและเธอมีพี่ชายที่แต่งงานแล้ว” ฟู่ต้าอันเล่าทุกอย่างที่รู้มาให้ฟู่เยี่ยนฟัง
ฟู่เยี่ยนทำนายออกมาได้ว่า“เกรงว่าเรื่องนี้จะมาจากพี่ชายและพี่สะใภ้ของเธอ”
ฟู่เยี่ยนจึงยื่นหน้าไปกระซิบบางอย่างที่ข้างหูอาสามของเธอฟู่ต้าอันได้ฟังก็รู้สึกสบายใจขึ้นมา
นี่ก็เย็นมากแล้วพวกเธอออกมาแต่เช้าตรู่ ขากลับก็ยังต้องเดินข้ามเขาไปอีกลูกแม่เฒ่าหลี่จึงต้องบอกลาลูกสาวของตนเอง ก่อนหลับยังไม่วายดึงมือฟู่ซินมาจับไว้แล้วบอกให้หลานชายดูแลตัวเองให้ดี
ฟู่ซินตั้งใจฟังเขาพยักหน้ารับไม่หยุด เพราะยายรักและเอ็นดูเขามาเสมอขนาดจะกลับบ้านตนเองที่อีกหมู่บ้านก็ยังไม่วายคอยหันมากำชับให้เขาดูแลตัวเองให้ดีเขาเองก็ขอให้แม่เฒ่าหลี่และหวังเหล่าซานดูแลตัวเองให้ดี ทำงานหนักให้น้อยลง
ครอบครัวหวังเพิ่งกลับไปครอบครัวของฟู่เฉิงและกุ้ยหลานก็ขอตัวกลับไปพักผ่อนเช่นกัน
ที่บ้านจึงเหลือเพียงฟู่ต้านีและฟู่ต้าอัน
ทั้งครอบครัวเข้าไปในห้องเพราะฟู่ต้าหย่งมีเรื่องจะคุยกับพวกเขา
ดังนั้นเขาจึงหยิบจดหมายของฟู่ต้าจวงและกล่องเครื่องสำอางค์ของแม่ออกมาแสดงให้พวกเขาดูโดยอธิบายว่าทำไมเขาถึงไม่บอกทั้งสองจนถึงตอนนี้
“ก่อนแม่จะจากไปแม่คงรู้ว่าเวลาของแม่ใกล้จะหมดแล้ว ถึงได้ฝากฝังสิ่งนี้ให้กับฉัน”
“คำสั่งเสียของแม่ก็คือใครก็ตามที่มีความสามารถนำมันกลับมาได้ มันก็จะตกเป็นของคนนั้นเป็นพี่เองที่ตัดสินใจไม่บอกเรื่องนี้ให้กลับพวกนายฟัง พี่บอกเพียงแค่ต้าจวงเพราะถึงอย่างไร้เจ้าสิ่งนี้มันก็ใหญ่เกินไป พี่เกรงว่าพวกนายจะถูกครอบงำได้ง่าย”
“สิ่งเหล่านี้ดูดีแต่ถ้าเราควบคุมมันไม่ได้ มันก็จะกลายเป็นหายนะ พวกนายสองคนควรเข้าใจเรื่องนี้”
“หากพ่อไม่เขียนจดหมายถึงต้าจวงฉันก็ยังไม่คิดจะบอกพวกนายตอนนี้ เพราะชีวิตของพวกเราในตอนนี้มันดีมากอยู่แล้วทำไมเราถึงต้องคาดหวังสิ่งเหล่านี้ด้วย”
“หากวันหนึ่งเราสามารถควบคุมสิ่งเหล่านี้ได้เราก็จะแบ่งสิ่งเหล่านี้ให้กับพวกเราทั้งสี่คนอย่างเท่าเทียมกัน”
ฟู่ต้าหย่งพูดจบก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ฟู่ต้านีคิดถึงแม่ก็ทำได้แค่แอบร้องไห้แต่พอรวมกับสถานการณ์ตอนนี้ ทำให้เธอยิ่งร้องไห้หนักขึ้นอีก
ฟู่ต้าอันไม่คิดว่าครอบครัวของเขาจะเป็นคนตระกูลใหญ่แต่เขาก็เข้าใจสัจธรรมชีวิตที่ว่า ‘สูงสุดย่อมคืนสู่สามัญ’
“พี่ฉันโตมากับพี่ พี่สะใภ้ก็ใจดีกับฉันมากเธอมักจะทำเสื้อผ้าและรองเท้าให้ฉันอยู่เสมอ ก่อนที่ฉันจะไปทำงานในโรงงาน พี่สะใภ้ยังซักผ้าทั้งหมดให้ฉันพี่และพี่สะใภ้เปรียบเสมือนพ่อแม่อีกคนของฉัน”
“ต่อให้พี่ไม่บอกฉันฉันก็ไม่คัดค้านอะไร” ฟู่ต้าอันกล่าวอย่างหนักแน่น
“อีกอย่างตอนนี้เสี่ยวฮั่วมีความสามารถขนาดนี้ไม่แน่ว่าวันใดวันหนึ่งเราอาจนำมันกลับคืนมาได้พอถึงตอนนั้นฉันจะยกให้เป็นสินสอดส่วนตัวของเสี่ยวฮั่วแม่ของเราบอกแล้วไม่ใช่หรือว่าใครมีความสามารถนำกลับคืนมาได้ก็ยกให้คนนั้นไป” นึกถึงความคิดของหลานสาวฟู่ต้าอันก็ยิ่งภูมิใจมากยิ่งขึ้น !
“นายเองก็ไม่ใช่เด็กๆ แล้ว หากเธอยินยอมแต่งงานด้วย นายก็พาเธอกลับมาบ้านแล้วพี่จะเป็นคนจัดการเรื่องงานแต่งงานให้นายเอง ! ”
หวังซู่เหมยบอกออกมาตามตรงเพราะเธอได้หารือเรื่องนี้กับฟู่ต้าหย่งดีแล้วและพ่อสามีของเธอไม่ใช่คนที่เชื่อถือได้
“อ่า! ทำให้พี่สะใภ้ต้องลำบากแล้ว ! ” พูดแล้ว ฟู่ต้าอันก็โค้งขอบคุณหวังซู่เหมยทำเอาหวังซู่เหมยถึงกับหัวเราะออกมา
ฟู่ต้านีเอาแต่นิ่งเงียบไม่ยอมพูดอะไรมาโดยตลอดลี่ลี่และเฟินเฟินเห็นว่าแม่ของตนเองกำลังร้องไห้เด็กน้อยทั้งสองก็อดที่จะร้องไห้ออกมาไม่ได้ แต่พวกเธอไม่กล้าร้องไห้แบบส่งเสียงจึงทำได้เพียงปล่อยให้น้ำตาไหลออกมา
ฟู่ต้าหย่งเห็นสภาพของน้องสาวตัวเองในใจก็เกิดความโมโหขึ้นมา ถึงแม้จะบอกว่าน้องสาวของเขาเป็นคนที่อ่อนไหวอยู่บ้างแต่เธอก็มักจะหัวเราะและพูดคุยเสมอทุกครั้งที่อยู่บ้านทว่านับตั้งแต่ที่เธอแต่งงานกับเก่อหงจวิน เธอก็ถูกทำร้ายจิตใจจนมีสภาพเช่นนี้ !
เมื่อครู่นี้ฟู่ต้าอันไม่ได้สนใจพี่สาวของตนเองมากนักเขาเห็นแค่ท่าทีโศกเศร้าของหลานสาวก็ลุกพรวดขึ้นมาดูเหมือนว่าครอบครัวเก่อจะสร้างเงาร้ายในจิตใจไว้ให้เด็ก ๆ ไม่น้อยถึงได้ทำเด็ก ๆมีนิสัยหวาดกลัวขนาดนี้ !
“พี่วันนี้วันดีนะ พี่จะร้องไห้ทำไม” ฟู่ต้าอันดึงเด็กน้อยทั้งสองคนมาแล้วหยิบขนมบนโต๊ะยื่นให้ทั้งคู่ เขาพูดปลอบใจหลานสาวอยู่ครู่หนึ่งถึงทำให้เด็กน้อยหยุดน้ำตาไหล แต่ถึงอย่างนั้นพวกเธอก็ยังคงไม่กล้าพูดคุย
ฟู่เยี่ยนและฟู่เหมี่ยวจึงหยิบผลไม้มาให้ลูกพี่ลูกน้องทั้งสองคนกินช่วยปลอบประโลมให้ลี่ลี่และเฟินเฟินมีรอยยิ้มอยู่บ้าง
ทางด้านนี้หวังซู่เหมยถามฟู่ต้านีออกไปตามตรงว่าได้รับความน้อยเนื้อต่ำใจอะไรให้เธอพูดออกมาเพื่อที่พี่ใหญ่และพี่สะใภ้จะได้ช่วยเหลือ
แต่ฟู่ต้านีกลับปิดปากเงียบและได้แต่น้ำตาไหลออกมา! เธอไม่ยอมพูดอะไรออกมาสักคำ
คราวนี้ฟู่ต้าหย่งและฟู่ต้าอันยิ่งหงุดหงิดเข้าไปอีกเป็นอะไรทำไมถึงไม่พูดมันออกมา !
เฟินเฟินมีนิสัยกล้าหาญกว่าลี่ลี่เล็กน้อย“ย่าบอกว่าแม่มีลูกชายให้ไม่ได้ ย่าจะหาเมียใหม่มาคลอดลูกชายให้พ่อแล้วให้แม่เป็นคนเลี้ยง ! นอกจากนี้ย่ายังบอกว่าหนูและพี่สาวเป็นตัวล้างผลาญเงินเธอจะขายเราให้ไปเป็นเจ้าสาวเด็กของคนอื่น แล้วนำเงินมาให้พ่อเลี้ยงน้องชาย ! ”
ประโยคนี้ทำให้ทั้งครอบครัวถึงกับตกตะลึง
นี่มันครอบครัวอะไรกัน! นังแก่คนนั้นมันจะบ้าดีเดือดเกินไปแล้ว !
พูดถึงเรื่องการแต่งงานของบรรดาพี่น้องทั้งหมดมีแค่การแต่งงานของฟู่ต้านีเท่านั้นที่ฟู่เหล่าชวนเป็นคนกำหนดเอง
นั่นเป็นเพราะเก่อซื่อปิงพ่อของเก่อหงจวินทำงานในเหมืองเช่นเดียวกับฟู่เหล่าชวนและทั้งสองก็มักจะไปดื่มด้วยกันอยู่เป็นประจำ
พ่อของเก่อหงจวินพูดแซวทีเล่นทีจริงว่าอยากหมั้นหมายลูกสาวของฟู่เหล่าชวนให้กับลูกชายของเขาฟู่เหล่าชวนที่ดื่มหนักไม่มีสติจึงได้ตอบรับไปและจัดการตัดสินใจเรื่องยกลูกสาวให้แต่งงานกับอีกฝ่ายอย่างเสร็จสรรพ
เพราะเขากลับมาคุยที่บ้านเสิ่นซู่จือคัดค้านอย่างสุดกำลัง แต่ฟู่เหล่าชวนได้รับของหมั้นของอีกฝ่ายมาแล้ว
ต่อมาเก่อหงจวินมักจะแวะเวียนมาที่บ้านเป็นประจำดูเหมือนเขาเป็นชายหนุ่มที่มีความสามารถ แม้ว่าเขาจะอารมณ์อ่อนไหวเล็กน้อยแต่ก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่
เพียงแต่แม่ของเก่อหงจวินเป็นคนเห็นแก่ตัวและมีนิสัยหยาบช้านี่คือเหตุผลหลักที่ทำให้เสิ่นซู่จือต่อต้าน
แต่ในที่สุดทั้งสองก็ตกหลุมรักกันเสิ่นซู่จือจึงไม่อยากพรากคนทั้งคู่ออกจากกัน
ทำให้เสิ่นซู่จือต้องอดกลั้นความไม่เต็มใจของตัวเองไว้แล้วปล่อยให้ฟู่ต้านีแต่งงานกับเก่อหงจวิน
หลังจากแต่งงานได้ไม่กี่ปีทั้งคู่ดูจะมีชีวิตที่ดีเช่นกัน แต่เป็นเพราะฟู่ต้านีให้กำเนิดลูกสาวสองคนติดกันหลังจากนั้นเก่อเสี่ยวจวิน น้องชายคนรองของเก่อหงจวินแต่งงานและน้องสะใภ้คนนั้นก็เป็นหลานสาวของแม่เฒ่าเอง
ทำให้วันเวลาที่เหลืออยู่แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง
“ทำไมวันนี้เก่อหงจวินถึงไม่มา! ? ” ฟู่ต้าหย่งจ้องฟู่ต้านี
ตอนนี้ฟู่ต้านีไม่มีน้ำตาให้ไหลอีกแล้วอารมณ์ของเธอสงบขึ้นมาก
“แม่เขาไม่ยอมให้มาบอกว่าที่บ้านมีงานให้ทำเยอะ” ฟู่ต้านีตอบพร้อมกับก้มหน้าลง
“แล้วเก่อหงจวินพูดว่าอะไร! ? ”
“เขาบอกว่าเรายังต้องอยู่บ้านแม่จะขัดแม่ไม่ได้ จึงไม่ได้มา”
“พี่ได้ยินเสี่ยวจินบอกว่าเธอต้องซักผ้าของคนทั้งบ้านอีกทั้งลี่ลี่และเฟินเฟินก็ยังถูกย่าของพวกเธอดุด่าอยู่เป็นประจำ มันเกิดอะไรขึ้น ?”
หวังซู่เหมยมองน้องสามีของตนเองเมื่อก่อนน้องสามีคนนี้มีใบหน้าแจ่มใส แต่ตอนนี้ดูเหมือนคนที่อมทุกข์อยู่ตลอดเวลา
“แม่สามีบอกว่าน้องสะใภ้ต้องเลี้ยงลูกไม่สะดวกซักเสื้อผ้าเอง จึงให้ฉันซักเสื้อผ้าทั้งหมด เดิมทีฉันอยากจะปฏิเสธแต่หงจวินบอกให้ฉันอดทนรอจนกว่าเราจะแยกบ้านในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ! ”
ฟู่ต้านีพูดด้วยสีหน้าอ่อนหวานราวกับกำลังเพ้อฝัน
เมื่อได้ยินแบบนี้ฟู่ต้าอันก็กร่นด่าเก่อหงจวินในใจว่าไอ้สารเลว ! ทำไมเขาไม่อดทนเองล่ะ ! และที่สำคัญนี่คือพี่สาวของเขาเห็นพี่สาวตกอยู่ในสภาพนี้ เขาล่ะอยากฆ่าไอ้สารเลวหงจวินนั่นเหลือเกิน
หวังซู่เหมยเองก็ไม่เข้าใจเช่นกันจริงอยู่ที่น้องสามีของเธอตกหลุมรักเก่อหงจวินแต่ก็ไม่เคยถึงขั้นนี้ ทำไมตอนนี้ถึงดูราวกับเปลี่ยนไปคนละคน ! เปลี่ยนแม้กระทั่งนิสัยด้วย
ฟู่เยี่ยนมองสีหน้าของอาหญิงที่ดูเหมือนตกอยู่ในภวังค์ก็รู้สึกเหมือนตัวเองมองข้ามอะไรบางอย่างไปเธอมองไปรอบ ๆ แต่ก็มองไม่ออก
เธอเดินไปหาฟู่ต้านีอย่างเงียบๆ แล้วแกล้งรินน้ำยื่นให้ ตอนยื่นน้ำก็สังเกตมือทั้งสองข้างของอาหญิงอย่างระมัดระวัง
คราวนี้เธอเห็นปัญหาแล้วเพราะมันมีเส้นสีแดงที่นิ้วกลางมือขวาและมือซ้ายของฟู่ต้านี
ฟู่เยี่ยนลงมืออย่างกะทันหันเธอยกขากางเกงของฟู่ต้านีขึ้น ถอดรองเท้าออกทำให้เห็นว่ามีเส้นสีแดงที่นิ้วเท้ากลางทั้งสองข้างลามไปจนถึงหัวเข่าด้วย
ฟู่เยี่ยนมีสีหน้าจริงจังขึ้นมาทันทีมันคือหนอนกู่เผ่าเหมียว ! การกระทำของฟู่เยี่ยนทำให้ทั้งครอบครัววิตกกังวลมากฟู่ต้าหย่งมองเสี่ยวฮั่วด้วยสีหน้าประหม่าหรือว่าฟู่ต้านีจะป่วยเป็นโรคร้ายแรงอะไร ?
แต่พอมาคิดดูแล้วเสี่ยวฮั่วไม่สามารถวินิจฉัยโรคได้นี่นา !
ฟู่เยี่ยนเรียกฟู่ต้าหย่งและฟู่ต้าอันออกมาแล้วให้หวังซู่เหมยอยู่เป็นเพื่อนฟู่ต้านีในบ้าน
“อาหญิงถูกคนวางพิษหนอนกู่หนอนกู่นี้จัดการได้ยากมาก หนูทำได้แค่ลองดูครั้งเดียวเท่านั้นทางที่ดีเราต้องหาตัวคนวางพิษหนอนกู่ให้เจอ นี่คือหนอนกู่ของเผ่าเหมียวในครอบครัวอาเขยมีใครที่มาจากเผ่าเหมียวไหม ? ” ฟู่เยี่ยนพูดมาแบบนี้ทำให้ทั้งสองตกตะลึงในทันที
“เสี่ยวฮั่วหนอนกู่คืออะไร ? ” ฟู่ต้าอันถามแทนคำถามคาใจของฟู่ต้าหย่งไปแล้ว
“เป็นแมลงชนิดหนึ่งที่เจาะเข้าไปในร่างกายคนและสามารถควบคุมจิตใจคนได้หนอนกู่ในร่างกายของอาหญิงคือตัวที่ทำให้เธอยอมเชื่อฟังถ้าเส้นสีแดงสองเส้นที่มือและเท้าของเธอวิ่งไปถึงหัวใจพร้อม ๆ กันต่อให้เป็นเทพเจ้าก็ไม่สามารถช่วยเธอได้ ! ”
ฟู่ต้าหย่งล้มพรวดลงจากเก้าอี้ทันทีหากเสี่ยวฮั่วไม่ได้สืบทอดความสามารถของตระกูลเสิ่นมาแบบนี้ก็เท่ากับว่าหายนะจะมาเยือนน้องสาวของเขาน่ะสิพวกเขาคงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้านีจะต้องตายอย่างไร ! ไอ้ตระกูลเก่อสารเลว !
ฟู่ต้าอันและฟู่ต้าหย่งพยายามระงับอารมณ์ของตนเองอย่างสุดความสามารถตอนนี้พวกเขาจะหุนหันพลันแล่นไม่ได้ ต้องสงบสติอารมณ์ !