จารึกที่ 225 : วิหารสุริยันจันทรา : หยดน้ำค้างแห่งการก่อกำเนิดและการตื่นรู้
ความมืดมิดในอุโมงค์ลับเบื้องหลังแท่นบูชาที่เพิ่งถูกทำลายจนแหลกสลาย ทวีความหนาวเหน็บและหนักอึ้งขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ ราวกับกำลังก้าวล่วงเข้าไปในลำคอของอสูรบรรพกาลที่หลับใหลมาเนิ่นนานนับอสงไขย
เสียงฝีเท้าของหุ่นพิทักษ์บรรพกาลทั้งสี่ตนย่ำลงบนพื้นศิลาดังเป็นจังหวะสะท้อนก้องกังวานไปตามกำแพง พวกมันทำหน้าที่เป็นปราการเหล็กกล้าคุ้มกันอาเจียและนักพรตหมื่นอีแปะ ที่กำลังเดินลัดเลาะไปตามทางเดินแคบๆ ที่สกัดขึ้นจากหินอัคนีดำสนิทซึ่งดูดกลืนแสงสว่าง พยนต์เทวะ 'เจ้าสัว' ในร่างราชันย์อเวจีกึ่งเซียน ที่บัดนี้สมานรอยร้าวและฟื้นฟูเตาหลอมแกนกลางจนถึงระดับแก่นทองคำขั้นปลายได้อย่างสมบูรณ์ เดินนำหน้าอย่างองอาจและดุดัน ปีกโลหะหกแฉกตัดมิติกลางหลังกางออกเล็กน้อย แผ่ปราณธาตุทองสีอร่ามส่องสว่างเรืองรองทำหน้าที่แทนคบเพลิงท่ามกลางความมืดมิด
"ทางเดินนี่ถูกสร้างด้วยค่ายกลลวงตาหลากมิติที่ซับซ้อนยิ่งนัก..." อาเจียพึมพำขณะใช้ไม้เท้าเคาะผนังหินเบาๆ เพื่อฟังเสียงสะท้อน "หากข้าไม่มี 'เตาหลอมปราณจำลอง' ของวิถีสูญตาไร้จำกัดคอยขยายเนตรจิตให้กว้างไกลเหนือสัจธรรมทั่วไป คงเดินวนเวียนหลงทางอยู่ที่เดิมจนวิญญาณสลายกลายเป็นเถ้าธุลีแน่"
"ฮึ! ค่ายกลกระจอกๆ ของพวกสำนักหัตถ์กล มีแต่พวกโง่เขลาเบาปัญญาเท่านั้นที่หลงกล!" นักพรตเฒ่าแค่นเสียงอย่างยโสโอหัง พลางลูบคลำแหวนมิติทั้งห้าวงที่เพิ่งปล้นมาจากศพนักฆ่าหอเร้นเงาอย่างเพลิดเพลินเจริญใจ "แต่ต้องยอมรับว่า พวกมันซ่อนสมบัติเก่งจริงๆ สัมผัสวิญญาณระดับวิญญาณแรกเริ่มของข้ายังทะลวงเข้าไปถึงสุดทางเดินไม่ได้เลย!"
ชายชราแสร้งบ่นอุบอิบตบตาคน ทั้งที่ความจริงแล้ว สัมผัสวิญญาณที่แท้จริงระดับหลอมความว่างเปล่าของเขามองทะลุมิติไปถึงก้นวิหารตั้งแต่ก้าวแรกที่เหยียบย่างเข้ามาแล้ว ทว่าวิถีของคนหน้าเงินที่แท้จริงคือการไม่ทำตัวอวดเก่งเกินความจำเป็น เพื่อสงวนปราณเซียนแท้เอาไว้ใช้ในยามกอบโกยผลประโยชน์เท่านั้น
"เพราะที่ปลายทางนั้น มี 'ของจริง' ซ่อนอยู่น่ะสิ..." อาเจียตอบเสียงเรียบ แต่ภายในใจกลับเต้นระรัวอย่างไม่อาจควบคุม เตาหลอมสีดำสนิทที่ห่อหุ้มตันเถียนของเขาหมุนวนอย่างเชื่องช้า คอยดูดซับปราณพิภพอันเบาบางเพื่อหล่อเลี้ยงบาดแผลอย่างต่อเนื่อง และในขณะเดียวกัน พู่กันนิรันดร์ที่ทำจากแก่นไม้ดึกดำบรรพ์ซึ่งแนบอยู่กับอกเสื้อของเขาก็กำลังสั่นสะท้านเป็นจังหวะแปลกประหลาด
มันมิใช่การสั่นเตือนภัย แต่มันคือการสั่นพ้อง... ราวกับสัมผัสได้ถึง 'ชิ้นส่วน' อันเป็นแก่นแท้ที่ขาดหายไปเนิ่นนาน!
ไม่นานนัก อุโมงค์แคบก็เปิดออกสู่โถงวิหารรูปครึ่งวงกลมขนาดมหึมาที่ถูกแกะสลักลึกเข้าไปในแกนกลางของภูเขาอย่างวิจิตรตระการตา เพดานวิหารสูงลิบลิ่วถูกสลักเป็นรูปจันทราเสี้ยวและดวงอาทิตย์ที่กำลังกลืนกินกันเอง สะท้อนแสงสีเงินและทองจากบ่อผลึกศิลาที่ตั้งอยู่ใจกลางห้องอย่างน่าพิศวงและทรงอำนาจ
"นี่คือ... วิหารสุริยันจันทรา!" นักพรตหมื่นอีแปะเบิกตาโพลง ชายชราละทิ้งมาดยอดฝีมือ พุ่งพรวดไปที่ขอบบ่อผลึกศิลาด้วยความไวปานวอก "สวรรค์! บ่อนี้ไม่ได้บรรจุน้ำ แต่บรรจุไปด้วยปราณเซียนบริสุทธิ์ที่ควบแน่นจนกลายเป็นของเหลว! และนั่น... ตรงกลางบ่อนั่น!"
ท่ามกลางหมอกปราณสีขาวขุ่นที่ลอยอวลอยู่เหนือผิวน้ำ มีดอกบัวศิลาสีนิลบานสะพรั่งอยู่เพียงหนึ่งดอก บนใจกลางกลีบดอกบัวนั้น มีหยดน้ำขนาดเท่ากำปั้นทารก ลอยตัวอยู่เหนือสภาวะไร้น้ำหนัก มันเปล่งแสงสีทองสลับเงินวูบวาบ ส่งกลิ่นอายแห่งการก่อกำเนิดสรรพสิ่งออกมาจนแม้แต่อากาศรอบๆ ก็เกิดการบิดเบี้ยวและพังทลาย
"หยดน้ำค้างบรรพกาล..." อาเจียสูดหายใจลึก ร่างกายสั่นสะท้าน "ของวิเศษระดับปฐพีชั้นสูงสุด! ตำนานกล่าวว่ามันคือน้ำตาของสวรรค์ที่ร่วงหล่นลงมาตอนสร้างโลก... สำนักหัตถ์กลใช้มันเป็นแกนพลังงานเพื่อสร้างเผ่ากลทมิฬงั้นรึ? ช่างเสียของและดูถูกฟ้าดินจริงๆ!"
"ฮ่าๆๆๆ! รวยแล้ว! รวยเละเทะแล้ว! หยดน้ำค้างนี่หยดเดียว สามารถตั้งสำนักใหม่ระดับมหาอำนาจได้สบายๆ!" นักพรตหมื่นอีแปะหัวเราะลั่นราวกับคนเสียสติ ชายชรายื่นแส้ปัดออกไปหมายจะช้อนเอาหยดน้ำค้างบรรพกาลมาครอบครองเป็นสมบัติส่วนตัว
"ฟุ่บ!"
ทว่าก่อนที่ปลายแส้ปัดจะสัมผัสถึงดอกบัวศิลา อาเจียกลับพุ่งตัวไปขวางหน้าดุจสายฟ้าฟาด! ความเร็วของเขาเกิดจากการยืมพลังของ 'เตาหลอมปราณจำลอง' ในตันเถียน ทำให้เขาก้าวข้ามขีดจำกัดทางร่างกายของคนตาบอดได้ชั่วขณะ
"หยุดนะตาเฒ่า! ของชิ้นนี้ท่านเอาไปขายไม่ได้!" อาเจียตวาดกร้าว มือหนึ่งถือไม้เท้ายันพื้น อีกมือหนึ่งกำพู่กันนิรันดร์ที่สั่นระริกชี้ตรงไปที่อาจารย์หน้าเลือด "มันเป็นของข้า! พู่กันนิรันดร์ของข้าต้องการมันอย่างถึงที่สุด!"
"เจ้าลูกศิษย์เนรคุณ! เจ้าบังอาจขวางทางรวยของอาจารย์รึ! เจ้าเป็นหนี้ข้าอยู่หนึ่งแสนศิลาปราณนะโว้ย!" นักพรตเฒ่าแผดเสียงอย่างโกรธจัด แส้ปัดในมือสั่นระริก "ถอยไป! ไม่เช่นนั้นข้าจะหักหนี้ด้วยการฟาดเจ้าให้แขนหัก!"
"ต่อให้ข้าเป็นหนี้ท่านสิบล้านศิลาปราณ ข้าก็ไม่ยอมถอย!" อาเจียกัดฟันแน่น ยืนหยัดอย่างไม่เกรงกลัว "ท่านสัมผัสไม่ได้รึ? พู่กันนิรันดร์ของข้า... มันคือศัสตราเซียนที่หลับใหล! หยดน้ำค้างนั่นคือสิ่งเดียวที่จะปลุกจิตวิญญาณแห่งศาสตราของมันให้ตื่นขึ้นได้! หากท่านอยากได้เงิน ข้าจะเอาชิ้นส่วนของหุ่นพิทักษ์บรรพกาลทั้งสี่ตนนี้ไปขายให้หอสุวรรณดาราเพื่อใช้หนี้ท่านเอง!"
นักพรตหมื่นอีแปะชะงัก ชายชราหรี่ตามองพู่กันสีดำขลับที่ทำจากไม้ดึกดำบรรพ์ในมืออาเจีย กลิ่นอายโบราณที่แผ่ออกมาจากพู่กันด้ามนั้น ทำให้แม้แต่ยอดฝีมือที่ซ่อนเร้นพลังอย่างเขายังต้องลอบตื่นตะลึง 'กลิ่นอายนี้... มันเก่าแก่จนแทบจะทัดเทียมกับสัจธรรมฟ้าดิน! พู่กันด้ามนี้ซ่อนความลับระดับใดไว้กันแน่?' ความใคร่รู้ในวิถีเซียนเริ่มเข้ามาแทนที่ความงกชั่วขณะ
"จิตวิญญาณแห่งศาสตรา? เจ้าหมายถึง... การก่อกำเนิดชีวิตจากสิ่งไม่มีชีวิตงั้นรึ?" นักพรตเฒ่าพึมพำด้วยความสงสัย
"ใช่! อักขระสูญตาของข้า คือการสร้างความมีจากความไม่มี... และพู่กันนี่ ก็ต้องการหยดน้ำค้างแห่งการก่อกำเนิดเพื่อเติมเต็มสัจธรรมนั้นให้สมบูรณ์!"
ไม่รอช้า อาเจียตวัดพู่กันนิรันดร์ชี้ไปที่หยดน้ำค้างบรรพกาลกลางบ่อผลึกศิลา!
"วิถีสูญตา... กลืนกินความว่างเปล่า!"
อำนาจแห่งอักขระหลิงถูกปลดปล่อยออกมาจากปลายพู่กันนิรันดร์ มันมิใช่การทำลายล้าง ทว่ามันคือแรงดึงดูดที่ข้ามผ่านมิติและกฎเกณฑ์ทั้งปวง! หยดน้ำค้างบรรพกาลสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ก่อนจะพุ่งทะยานออกจากดอกบัวศิลา ลอยละล่องเข้าหาปลายพู่กันราวกับเด็กน้อยที่โผเข้าหามารดา!
"ซวบ!"
ปลายพู่กันดูดกลืนหยดน้ำค้างสีทองสลับเงินเข้าไปในพริบตา!
พู่กันนิรันดร์เปล่งแสงสว่างเจิดจ้าประดุจดวงอาทิตย์จุติ จนอาเจียต้องเบือนหน้าหนีแม้ตาจะบอด ความร้อนผ่าวแผ่ซ่านจากด้ามไม้สีดำขลับเข้าสู่ฝ่ามือของเขา เชื่อมโยงพลังแห่งการก่อกำเนิดตรงเข้าสู่เตาหลอมปราณจำลองในจุดตันเถียน
(อาเจีย! ระวัง! พลังนี่มัน... อั้ก!)
ทันใดนั้น เสียงของปรมาจารย์มู่เฉินที่เคยสงบนิ่งและภูมิฐาน กลับแผดร้องออกมาด้วยความตื่นตระหนกสุดขีดในห้วงจิตของอาเจีย ก่อนจะเงียบหายไปชั่วขณะ ราวกับดวงวิญญาณระดับมนุษย์เซียนของเขาถูกกระชากให้จมดิ่งลงสู่ก้นบึ้งของความว่างเปล่าอย่างไร้ทางต่อต้าน!
ในมุมมองวิญญาณของมู่เฉินที่อยู่ภายในด้ามไม้ดึกดำบรรพ์ เขาเห็นกำแพงสีดำมืดที่เขาเคยอาศัยหลบภัยมานับพันปี กำลังปริแตกและสั่นสะเทือน! ข่าวลือและตำนานที่เขาเคยศึกษาเกี่ยวกับมหาภาวะซวีล้วนเป็นความจริง แต่มันมีสิ่งหนึ่งที่อยู่นอกเหนือความเข้าใจของเขาไปไกลลิบลิ่ว และจากใจกลางความว่างเปล่านั้น กลิ่นอายโบราณที่ทรงอำนาจเหนือสัจธรรมแห่งเต๋าทั้งปวงก็พวยพุ่งออกมา กดทับวิญญาณของเขาจนแทบจะแตกสลายกลายเป็นฝุ่นผง
'นั่นมันอะไรกัน... ข้ารู้มาตลอดว่าวัสดุของมันมีความเกี่ยวข้องกับมหาภาวะซวี... แต่ข้าไม่เคยล่วงรู้เลยว่า ภายในความว่างเปล่าอันไร้จุดสิ้นสุดนี้ จะมีตัวตนระดับนี้หลับใหลอยู่!' มู่เฉินสั่นสะท้านด้วยความหวาดหวั่นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนตลอดชีวิตการเป็นปรมาจารย์ เขาหลงคิดมาตลอดพันปีว่าตนคือเจ้านายเพียงหนึ่งเดียวของคฤหาสน์ร้างหลังนี้ ทว่าเมื่อเขาเห็นเงาร่างโปร่งแสงของอิสตรีผู้หนึ่งปรากฏขึ้นท่ามกลางแสงสว่างแห่งการตื่นรู้ ความเย่อหยิ่งในฐานะปรมาจารย์ก็มลายหายไปสิ้น
ท่ามกลางแสงสว่างและปราณเซียนที่หมุนวนอย่างบ้าคลั่ง อาเจียสัมผัสได้ถึงความรู้สึกบางอย่าง... มันไม่ใช่ความรู้สึกของการใช้อาวุธ แต่มันคือความรู้สึกของการ 'เชื่อมต่อ' กับบางสิ่งที่มีชีวิตและทรงสติปัญญาระดับต้นกำเนิด
เบื้องหน้าเนตรสูญตาของเขา เหนือพู่กันนิรันดร์ที่สั่นระริก ปรากฏเงาร่างโปร่งแสงจางๆ ขึ้นมา มันคือโครงร่างของอิสตรีตัวน้อยที่มีเส้นผมยาวสยายดุจสายน้ำหมึก ดวงตาของนางปิดสนิท ทว่ากลิ่นอายที่แผ่ออกมานั้น กลับบริสุทธิ์และเก่าแก่ยิ่งกว่าสิ่งใดในโลกหล้า
(นาย... ท่าน...)
คลื่นวิญญาณสั่นสะเทือนแผ่วเบาที่ไพเราะดุจกระดิ่งลมสวรรค์ ดังก้องขึ้นในห้วงจิตของอาเจีย มันคือการสื่อสารแรกของ 'จิตวิญญาณแห่งศาสตรา' ที่เพิ่งถือกำเนิดและตื่นรู้จากแก่นไม้ดึกดำบรรพ์!
(อา... อาเจีย... เจ้าเด็กบ้า... เจ้านำสิ่งใดมาปลุกนางกันแน่!) เสียงมู่เฉินกลับมาอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่าและแหบแห้ง เขาไม่ได้แค่แปลกใจ แต่เขากำลัง 'หวาดกลัว' ตัวตนที่อยู่ร่วมชายคาเดียวกันมานับพันปีแต่เขาไม่เคยสัมผัสได้เลย! (ดวงวิญญาณดั้งเดิมแห่งแก่นไม้มหาภาวะซวี... นางเก่าแก่ยิ่งกว่าประวัติศาสตร์ของสำนักหมื่นอักขระและสวรรค์เบื้องบนเสียอีก! ข้าหลงคิดมาตลอดว่าข้าครอบครองความลับสูงสุดของพู่กันด้ามนี้... ที่แท้ข้าก็เป็นเพียงผู้ลี้ภัยต่ำต้อย ที่บังอาจมาสร้างรังอาศัยอยู่ในบ้านของตัวตนระดับต้นกำเนิดจักรวาลผู้นี้รึนี่!)
ทว่าความยินดีของมหาเศรษฐีหน้าเงินและความสยดสยองของปรมาจารย์มู่เฉินยังไม่ทันจางหาย หายนะที่แท้จริงก็บังเกิดขึ้น!
"ครืนนนนน! ตูมมม!"
เมื่อหยดน้ำค้างบรรพกาลอันเป็นแกนกลางสูญหายไป ค่ายกลของวิหารสุริยันจันทราก็พังทลายลงในทันที! บ่อผลึกศิลาปริแตกแยกออกเป็นสองซีก เผยให้เห็นเหวลึกที่มืดมิดไร้ก้นบึ้ง และจากใต้เหวลึกนั้นเอง... กลิ่นอายสังหารอันวิปริตและรุนแรงก็พุ่งทะยานขึ้นมา!
"เวรแล้วไงไอ้หนู! นั่นมันปราณระดับแยกวิญญาณ!" นักพรตหมื่นอีแปะแสร้งทำหน้าถอดสี แหกปากร้องลั่นราวกับหวาดกลัวสุดขีด ทว่าในใจของยอดฝีมือเฒ่ากลับกำลังรัวลูกคิดรางแก้วอย่างบ้าคลั่ง 'วิญญาณแค้นระดับแยกวิญญาณ... ฆ่าไปก็เปลืองปราณเซียนของข้าเปล่าๆ แถมไม่มีสมบัติให้ปล้นสักชิ้น! สู้แกล้งแพ้แล้วหลอกเก็บค่าตั๋วหนีตายจากไอ้ศิษย์รวยนี่ดีกว่า!'
"เจ้าปลุกสิ่งมีชีวิตที่ชั่วร้ายที่สุดของเผ่ากลทมิฬขึ้นมาแล้ว!" นักพรตเฒ่าชี้หน้าอาเจียพลางโวยวายสมจริง "เตรียมตัวจ่ายค่าเรือหนีตายฉุกเฉินซะ!"
เศษเสี้ยววิญญาณแค้นของราชาโม่เทียน ผู้นำเผ่ากลทมิฬที่หลับใหลอยู่ใต้สุสานบรรพชน... บัดนี้ได้ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นจากขุมนรก พร้อมกับการถูกอาจารย์หน้าเลือดนำมาใช้เป็นเครื่องมือไถเงินศิษย์อย่างสมบูรณ์แบบ!