ราชันหมื่นอักขระ

จารึกที่ 383 : ถ่ายทอดวิถีปฐมกาล

จารึกที่ 383 : ถ่ายทอดวิถีปฐมกาล : เงาแฝงใต้แสงตะวันสูญตา


บรรยากาศภายในชั้นที่หนึ่งของหอคัมภีร์หมื่นอักขระ อบอวลไปด้วยกลิ่นอายของกระดาษไผ่เก่าแก่และปราณอักขระที่บริสุทธิ์ แสงสีเทาเงินยวงจากตะวันจำลองสาดส่องผ่านช่องศิลาเข้ามา กระทบกับม้วนคัมภีร์นับหมื่นที่จัดเรียงเป็นระเบียบบนชั้นวางที่ลอยคว้างอยู่กลางอากาศธาตุ


เบื้องหน้าของอาเจียและขุนพลทั้งห้า คือเยาวชนผู้ผ่านบททดสอบบันไดศิลาหมื่นก้าวทั้งห้าคน พวกเขายังคงสวมเสื้อผ้าที่ขาดวิ่นและเปื้อนฝุ่น ทว่าดวงตากลับทอประกายเจิดจ้าด้วยความหิวกระหายในความรู้ หลินตง เด็กหนุ่มร่างผอมเกร็ง นั่งคุกเข่าอยู่ด้านหน้าสุด ท่วงท่าของเขาสงบนิ่งผิดกับวัย


อาเจียนั่งอยู่บนตั่งหยกขาว ชายหนุ่มทอดสายตามองศิษย์รุ่นแรกด้วยความเมตตาทว่าเคร่งขรึม


"การที่พวกเจ้าก้าวข้ามบันไดหมื่นก้าวมาได้ ย่อมพิสูจน์แล้วว่าเจตจำนงของพวกเจ้ามิได้ผูกติดกับตรรกะจอมปลอมที่สวรรค์ยัดเยียดให้" อาเจียเอ่ยเสียงเรียบ ทว่ากังวานลึกซึ้ง "ทว่า... การเป็นศิษย์ของสำนักหมื่นอักขระ มิใช่หนทางสู่ลาภยศสรรเสริญ หรือการโบยบินเป็นเซียนผู้เสวยสุข... วิถีของเรา คือการเป็นผู้แบกรับความจริง และพร้อมที่จะถูกโลกทั้งใบหันคมหอกเข้าใส่"


อาเจียยกมือซ้ายขึ้น พู่กันนิรันดร์ปรากฏในกำมือ ชายหนุ่มมิได้รีดเค้นปราณโจมตี ทว่าเขาตวัดปลายขนพู่กันเบาๆ วาดเส้นตรงสีดำสนิทเพียงหนึ่งเส้นกลางอากาศธาตุ


"ผู้ฝึกตนทั่วไป ใช้ปราณฟ้าดินเพื่อก่อรูปเป็นกระบี่ เป็นเปลวเพลิง หรือเป็นโล่คุ้มภัย... ทว่า วิถีแห่งอักขระ คือการทำความเข้าใจว่า กระบี่ เปลวเพลิง และโล่นั้น ประกอบขึ้นมาจากสิ่งใด" อาเจียชี้ปลายพู่กันไปยังเส้นตรงสีดำ "เส้นสายเพียงหนึ่งเส้น หากเจ้าเข้าใจน้ำหนักของมัน มันย่อมสามารถแยกขุนเขา หรือเชื่อมต่อมหาสมุทรได้... หลินตง จงบอกข้า สิ่งที่เจ้าเห็นเบื้องหน้าคือสิ่งใด?"


หลินตงประสานมือ นัยน์ตาของเด็กหนุ่มเพ่งมองเส้นตรงสีดำนั้นอย่างแน่วแน่ เหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดขึ้นบนหน้าผาก "เรียนท่านปรมาจารย์... ข้าน้อยมิได้เห็นเพียงเส้นหมึก ทว่าข้าน้อยเห็น 'รอยแยก' ระหว่างมวลอากาศธาตุ ราวกับว่าเส้นสายนี้กำลังดึงดูดและผลักไสความหนาแน่นรอบๆ ตัวมันขอรับ"


มู่เฉินที่ลอยตัวเฝ้ามองอยู่ มุมปากยกยิ้มด้วยความพึงพอใจ "สายตาแหลมคมยิ่งนัก... เด็กผู้นี้มีรากฐานของการรับรู้โครงสร้างฟ้าดินตั้งแต่ยังไม่ได้เบิกชีพจร"


"ถูกต้อง" อาเจียพยักหน้า "สิ่งที่ข้าเพิ่งวาด มิใช่อักขระที่สมบูรณ์ ทว่ามันคือ 'เส้นสายพื้นฐาน' ซึ่งเป็นรากฐานของสรรพสิ่ง... ในช่วงเวลาสามเดือนต่อจากนี้ พวกเจ้ายังไม่ต้องเรียนรู้วิชาสังหารใดๆ ทว่าจงอยู่ที่ชั้นหนึ่งแห่งนี้ ศึกษาการไหลเวียนของเส้นสาย ลอกเลียนแบบโครงสร้างของลมหายใจฟ้าดิน หากผู้ใดไม่สามารถเขียนอักขระพื้นฐานให้ลอยอยู่กลางอากาศธาตุได้เกินหนึ่งก้านธูป... ย่อมไม่มีสิทธิ์ก้าวขึ้นสู่ชั้นที่สอง"


"ข้าน้อยรับบัญชา!" ศิษย์ทั้งห้าประสานเสียงอย่างหนักแน่น


อาเจียหันไปหาสหายทั้งห้า "พี่มู่หลาง อี้หราน ชิงเสวี่ย ปิงอวิ๋น หลิงเอ๋อร์... พวกเจ้าจงผลัดเปลี่ยนกันมาชี้แนะพวกเขา ให้พวกเขาได้สัมผัสเจตจำนงที่แตกต่างกันของพวกเจ้า เพื่อให้ทารกวิญญาณของพวกเขาได้เลือกวิถีที่สอดคล้องที่สุด"


"เจ้าวางใจเถิด อาเจีย" เฟิงอี้หรานฉีกยิ้มกว้าง แส้เพลิงในมือขยับไหว "ข้าจะเคี่ยวเข็ญพวกเขาให้รู้จักความร้อนแรงของการชำระล้างเอง หวังว่าพวกเขาคงไม่ร้องไห้วิ่งหนีไปเสียก่อนนะ"


"การขัดเกลาย่อมต้องมีความนุ่มนวลควบคู่ไปด้วย" เย่ปิงอวิ๋นปรามเบาๆ "ข้าจะสอนพวกเขาให้รู้จักการร้อยรัดและฟื้นฟูรากฐานเอง"


เมื่อฝากฝังศิษย์รุ่นแรกเรียบร้อย อาเจียก็ผละออกจากหอคัมภีร์ ชายหนุ่มร่อนร่างลงไปยังชุมชนตีนเขา ซึ่งบัดนี้ขยายใหญ่โตขึ้นอย่างรวดเร็ว บ้านเรือนที่สร้างจากไม้และศิลาเรียงรายเป็นระเบียบตามแนวการจัดสรรที่อาเจียเคยวางผังไว้ ปราณฟ้าดินที่อุดมสมบูรณ์ทำให้ผู้คนมีใบหน้าที่อิ่มเอิบ ปราศจากความหวาดกลัวที่เคยเกาะกินจิตใจ


อาเจียเดินทอดน่องไปตามทางเดินดิน ผู้คนต่างหยุดชะงักการงานและคุกเข่าทำความเคารพเขาด้วยความเลื่อมใสอย่างสูงสุด ทว่าชายหนุ่มเพียงพยักหน้ารับด้วยความเมตตา ไม่ยอมรับการกราบไหว้เยี่ยงเทพเจ้า เขาเดินตรวจตราความเรียบร้อย จนกระทั่งมาหยุดอยู่หน้าลานบ่อน้ำกลางชุมชน


ที่นั่น มีกลุ่มผู้ลี้ภัยกลุ่มใหม่ที่เพิ่งเดินทางมาถึง กำลังตักน้ำดื่มกินด้วยความกระหาย ท่ามกลางกลุ่มคนเหล่านั้น มีชายหนุ่มผู้หนึ่งสวมชุดเกราะหนังเก่าๆ ท่าทางดูอ่อนล้า ทว่าดวงตาของเขากลับกวาดมองไปรอบๆ ชุมชนและมองขึ้นไปยังป้อมปราการหมื่นอักขระอย่างถี่ถ้วนเกินกว่าผู้ลี้ภัยทั่วไป


อาเจียหยุดยืนห่างออกไปสิบจั้ง ชายหนุ่มไม่ได้ขยับตัว ทว่า 'อักขระสูญตา' ในทารกวิญญาณของเขาทำงานอย่างเงียบเชียบ สัมผัสความถี่ของทุกคนในบริเวณนั้น


*เจตจำนงของการดิ้นรน... เจตจำนงของความหิวโหย... และ...*


คิ้วของอาเจียกระตุกเล็กน้อย เมื่อสัมผัสได้ถึงความถี่ที่แปลกประหลาดแฝงอยู่ในจิตวิญญาณของชายหนุ่มชุดเกราะหนังผู้นั้น มันมิใช่ความมุ่งร้ายที่ชัดเจนจนค่ายกลคลุมนภาทำงานผลักไส ทว่ามันคือ 'ความว่างเปล่าที่ถูกจัดฉาก'


"สวรรค์ช่างสรรหาวิธีการนัก..." อาเจียรำพึงในใจ "พวกมันรู้อยู่แล้วว่าข้ากางค่ายกลตรวจสอบเจตจำนง จึงส่งสายสืบที่ถูก 'ล้างความทรงจำ' และฝังความเชื่อเทียมลงไปว่าเขาคือผู้ลี้ภัยที่แท้จริง... ทว่าส่วนลึกของวิญญาณ กลับถูกฝัง 'อักขระสอดแนม' ที่คอยส่งภาพและเสียงกลับไปยังวิหารเทพอนันตกาล"


นี่คือยุทธวิธีที่โหดเหี้ยมของสวรรค์ การบิดเบือนวิญญาณของมนุษย์ให้เป็นเพียงดวงตาของพวกมัน โดยที่เจ้าตัวก็ไม่รู้ตัวว่ากำลังทำสิ่งใดอยู่


อาเจียไม่ได้กระโตกกระตากเดินเข้าไปจับกุม ชายหนุ่มผู้มากด้วยเล่ห์เหลี่ยมย่อมไม่ยอมทำลายหมากรุกตัวนี้ทิ้งเปล่าๆ หากสวรรค์ต้องการมองเห็นความเคลื่อนไหวของสำนักหมื่นอักขระ เขาก็จะ 'จัดฉาก' มหรสพให้พวกมันได้ชมตามที่เขาต้องการ


ชายหนุ่มเดินเข้าไปปะปนกับกลุ่มผู้คน ทำทีเป็นผู้อาวุโสที่มาดูแลความเรียบร้อย "สหายใหม่เอ๋ย... แผ่นดินของเราต้อนรับผู้แสวงหาความสงบเสมอ ทว่าในวันรุ่งขึ้น พวกเจ้าทุกคนจะต้องมารวมตัวกันที่ลานกว้างนี้ เพื่อร่วมกันสลัก 'ค่ายกลพิทักษ์ชีพจร' เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้แก่ขุนเขา"


ชายหนุ่มชุดเกราะหนังรีบประสานมือ "ข้าน้อยยินดีทำตามคำสั่งทุกประการขอรับ ท่านผู้อาวุโส! เพียงแค่มีที่พักพิง ข้าน้อยก็พร้อมสละแรงกาย"


"ดีมาก" อาเจียยิ้มกว้าง รอยยิ้มนั้นส่งผ่านความอบอุ่นไปถึงดวงตา ทว่าลึกซึ้งจนไม่อาจหยั่งถึง


คืนนั้น เมื่อความเงียบสงบเข้าปกคลุม อาเจียเรียกขุนพลทั้งห้ามาประชุมลับที่ตำหนักประธาน


"เรามีแขกที่ไม่ได้รับเชิญแฝงตัวเข้ามาในหมู่ผู้ลี้ภัย" อาเจียเปิดประเด็น น้ำเสียงราบเรียบ "เป็นสายสืบที่ถูกลบความทรงจำและฝังอักขระสอดแนมไว้ในวิญญาณ ค่ายกลของเราจึงไม่ผลักไสเขาในตอนแรก"


"บัดซบ! ให้ข้าลงไปเผามันให้เป็นตอตะโกเดี๋ยวนี้เลย!" เฟิงอี้หรานลุกพรวดขึ้น เปลวเพลิงปะทุที่ปลายนิ้ว


"นั่งลง อี้หราน" ฉินมู่หลางดึงแขนสหายให้นั่งลง "หากอาเจียต้องการจะฆ่า มันคงตายไปตั้งแต่ตีนเขาแล้ว... เจ้ามีแผนการใดซ้อนทับอยู่ใช่หรือไม่ อาเจีย?"


อาเจียพยักหน้าช้าๆ แววตาของเขาฉายประกายเจ้าเล่ห์ที่มู่เฉินเห็นแล้วยังต้องถอนหายใจ


"หากเราฆ่าเขา สวรรค์ก็แค่ส่งคนใหม่มา... ทว่า หากเราเก็บเขาไว้ และใช้ดวงตาของเขา 'ส่งผ่าน' ข้อมูลที่เราต้องการให้สวรรค์รับรู้ ย่อมสร้างความปั่นป่วนในแผนการของวิหารเทพได้มากกว่า"


"เจ้าต้องการส่งข้อมูลใดไปหรือ?" หลินชิงเสวี่ยเอ่ยถามด้วยความสนใจ


"พรุ่งนี้ ข้าได้สั่งให้ผู้ลี้ภัยกลุ่มใหม่รวมตัวกันเพื่อสลักค่ายกล... ทว่าสิ่งที่ข้าจะให้พวกเขาสลัก มิใช่ค่ายกลป้องกันธรรมดา" อาเจียกางม้วนกระดาษเปล่าลงบนโต๊ะ ก่อนจะตวัดพู่กันนิรันดร์วาดโครงสร้างค่ายกลที่ซับซ้อนและน่าสะพรึงกลัว "ข้าจะสร้างภาพลวงตา ว่าสำนักหมื่นอักขระกำลังพยายาม 'ระเบิดชีพจรดิน' เพื่อสร้างอาวุธทำลายล้างที่สามารถทะลวงไปถึงชั้นสวรรค์ได้!"


"ระเบิดชีพจรดิน! นั่นมันมหาภัยพิบัติเลยนะ!" เย่ปิงอวิ๋นเบิกตากว้าง


"มันคือของปลอม ปิงอวิ๋น" อาเจียอธิบาย "มันเป็นเพียงค่ายกลแสงเงาที่แฝงกลิ่นอายความกดดัน ทว่าเมื่ออักขระสอดแนมในตัวสายสืบผู้นั้น บันทึกภาพค่ายกลนี้ส่งกลับไปยังวิหารเทพอนันตกาล... พวกมหาปราชญ์ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ ย่อมไม่อาจนิ่งเฉย พวกมันจะคิดว่าเรากำลังเตรียมอาวุธร้ายแรงที่จะล้างบางสวรรค์"


"เข้าใจล่ะ!" เฟิงหลิงเอ๋อร์หัวเราะคิกคัก "พวกมันจะตกใจกลัว และแทนที่จะส่งกองทัพเล็กๆ มาปิดล้อมทีละนิด พวกมันจะร้อนรนและอาจส่งตัวตนระดับสูงมาเจรจา หรือไม่ก็รวมกำลังทั้งหมดมาตายที่นี่ในคราวเดียว... ซึ่งจะเป็นการบีบให้พวกมันเผยไพ่ตายออกมา!"


"ถูกต้อง" อาเจียม้วนกระดาษเก็บ "เมื่อศัตรูอยู่ในที่สว่าง และหวาดระแวงเงาของพวกเรา การเคลื่อนไหวของพวกมันย่อมเต็มไปด้วยช่องโหว่... พวกเจ้าจงเตรียมพร้อม พรุ่งนี้เราจะแสดงงิ้วฉากใหญ่ให้มหาราชันย์เซียนได้ชม"


รุ่งอรุณของวันถัดมา ชุมชนตีนเขาคึกคักไปด้วยผู้คนที่มารวมตัวกันตามคำสั่ง อาเจียในคราบผู้อาวุโสใจดี ยืนกำกับการจัดเรียงหินศิลาและวาดเส้นสายอักขระบนลานกว้าง ชายหนุ่มชุดเกราะหนังผู้เป็นสายสืบ ทำงานอย่างแข็งขัน โดยหารู้ไม่ว่าทุกมุมมองที่เขามองเห็น ทุกพลังงานที่เขาสัมผัส ล้วนเป็นสิ่งที่สถาปนิกจอมเจ้าเล่ห์จงใจป้อนให้


เส้นสายอักขระสีแดงฉานปลอมๆ ถูกลากเชื่อมต่อกัน กลิ่นอายความร้อนระอุที่อาเจียสร้างขึ้นจากปราณอัคคีของอี้หราน แผ่ขยายออกไปจนดูเหมือนว่าแผ่นดินกำลังจะปริแตก อักขระสอดแนมในวิญญาณของสายสืบทำงานอย่างเงียบเชียบ ส่งผ่านความน่าสะพรึงกลัวนี้ทะลุข้ามมิติมุ่งตรงสู่สวรรค์


เกมจิตวิทยาได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว อาเจียมิได้ต่อกรกับสวรรค์ด้วยกำลังเพียงอย่างเดียว ทว่าเขากำลังเล่นกับความหวาดระแวงและความหยิ่งยโสของเหล่าผู้คุมกฎแห่งสามภพ สงครามครั้งต่อไปจะมิใช่การบุกทะลวงโง่ๆ ทว่ามันจะเป็นการเชือดเฉือนด้วยสติปัญญา และสำนักหมื่นอักขระ ก็พร้อมที่จะเป็นผู้ควบคุมกระดานความขัดแย้งนี้อย่างสมบูรณ์แบบ!

คล้ายกับเรื่องราชันหมื่นอักขระ ที่คุณอ่าน