แพรพิมพ์ตอบพี่เอกไปว่า
แพร: เดี๋ยวหนูขอดูก่อนนะคะ ว่าติดงานไหม แล้วจะบอกอีกทีค่ะ
แพรพิมพ์ตอบพี่เอกกลับไปแบบนั้น แล้ววางโทรศัพท์ลง ก้มหน้าก้มตาทำงานต่อ
แต่ในใจยังวนเวียนอยู่กับเื่เมื่อคืน
ภาพพี่กรที่ยิ้มให้ก่อนเดินออกจากบ้าน
ภาพตอนที่พี่กรกอดแพรแน่น กระซิบว่ารัก
ภาพตอนที่ร่างกายทั้งคู่แนบชิดกันจนแทบละลาย...
แพรแอบเหลือบมองทางห้องอาจารย์
ประตูห้องพี่กรยังปิดอยู่ พี่กรยังไม่มา
แพรถอนหายใจเบา ๆ แล้วคิดในใจ
ถ้าวันนี้เจอหน้าเขาแล้ว เขาจะทำตัวยังไงนะ... จะทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น หรือจะยิ้มให้แบบเมื่อเช้า
ฉัน... จะทำหน้าปกติได้เหรอเนี่ย หน้าจะแดงทุกทีที่เห็นหน้าเขาเลย
ระหว่างที่แพรกำลังก้มหน้าทำงานต่อ
ประมาณ 09:15 น. เสียงฝีเท้าคุ้นเคยดังขึ้นจากทางเดิน
พี่กรเดินเข้ามาในห้องทำงาน ใส่เสื้อเชิ้ตสีเข้ม แขนเสื้อม้วนขึ้นเล็กน้อย ผมเรียบร้อยกว่าเมื่อเช้า แต่ยังมีรอยยิ้มอ่อน ๆ ที่มุมปากเหมือนเดิม
พี่กรเดินผ่านโต๊ะแพรช้า ๆ แล้วทักเบา ๆ แบบคนอื่น ๆ ทั่วไป
“สวัสดีครับ แพร วันนี้ดูสดชื่นดีนะครับ”
เสียงทุ้มต่ำเหมือนเดิม แต่ไม่มีคำพูดหรือสายตาที่เกินเลยอะไร
พี่กรยิ้มให้แพรแวบหนึ่ง แล้วเดินตรงไปห้องตัวเอง
แต่ก่อนจะหายลับประตู พี่กรหันมามองแพร แล้วพยักหน้าเบา ๆ เหมือนบอกว่า
“พี่โอเคนะ ไม่ต้องห่วง”
แพรรู้สึกหัวใจเต้นแรงขึ้น แต่ก็โล่งใจในเวลาเดียวกัน
อย่างน้อยเขาก็ทำตัวปกติ... ไม่ทำให้ฉันอึดอัด
สักพักหลังจากแพรเริ่มทำงานได้ไม่นาน (ประมาณ 10:30 น.)
เสียง Line แจ้งเตือนให้เข้าร่วมประชุม
“ขอเชิญคุณวิรัลพัชร์เข้าห้องประชุมด่วนค่ะ เื่งบประมาณโครงการใหม่ มีอาจารย์ธนากรกับอาจารย์เอกร่วมด้วยนะคะ”
แพรสูดหายใจเข้าลึก ๆ รวบผมให้เรียบร้อย แล้วลุกขึ้นเดินไปห้องประชุม
พอเปิดประตูเข้าไป เห็นโต๊ะประชุมยาว มีพี่กรนั่งอยู่หัวโต๊ะฝั่งหนึ่ง (ตำแหน่งประจำเพราะเป็หัวหน้าโครงการ) เอกสารกองอยู่ตรงหน้า กำลังจดอะไรบางอย่างด้วยสีหน้านิ่ง ๆ แต่เมื่อแพรเดินเข้าไป พี่กรเงยหน้าขึ้นมองแพรแวบหนึ่ง
สายตาเจอกันสั้น ๆ พี่กรยิ้มมุมปากเล็กน้อย (แบบที่คนอื่นไม่สังเกต) แล้วก้มหน้าทำงานต่อทันที ไม่มีท่าทีอะไรเกินเลย
ส่วนพี่เอกนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม แต่วันนี้พี่เอกยิ้มกว้างทันทีที่เห็นแพร
“แพรมาแล้วจ้าาา นั่งตรงนี้เลยครับ”
พี่เอกตบเก้าอี้ข้าง ๆ ตัวเองเบา ๆ (ใกล้สุดทางเดิน) แล้วเลื่อนเก้าอี้ให้แพรเล็กน้อยแบบสุภาพ
แพรลังเลนิดหนึ่ง แต่สุดท้ายก็เดินไปนั่งตรงนั้น เพราะเป็ที่นั่งว่างเหลือน้อย และไม่อยากให้คนอื่นสังเกตว่าตัวเองแปลก ๆ
พอแพรนั่งลง พี่เอกก็หันมาชวนคุยทันที เสียงเบา ๆ แต่ชัดเจน
“เมื่อเช้าพี่ส่งไลน์ไป แพรเห็นยังครับ? พี่อยากชวนไปกินข้าวเที่ยงจริง ๆ นะ ร้านนั้นพี่ไปลองมาแล้ว อร่อยมากเลย”
พี่เอกยิ้มกว้าง มองหน้าแพรใกล้ ๆ
“หรือถ้าแพรติดงาน พี่รอได้นะครับ ไม่รีบ 555”
ระหว่างที่พี่เอกพูด แพรแอบเหลือบมองไปทางพี่กร
พี่กรยังก้มหน้าอ่านเอกสาร แต่แพรสังเกตเห็นว่ามือที่ถือปากกาของพี่กรเกร็งขึ้นนิดหนึ่ง และพี่กรไม่ได้หันมามองเลยสักครั้ง
แต่แพรรู้สึกได้ถึงสายตาที่ “แอบ” เหลือบมาทางนี้เป็ระยะ (แบบที่คนอื่นไม่เห็น แต่แพรที่เคยชินกับสายตาพี่กรแล้วรู้ทัน)
หัวหน้าคณะเริ่มประชุม ทุกคนเงียบลง พี่เอกก็หยุดชวนคุย แต่ระหว่างที่หัวหน้าคณะพูด พี่เอกก็แอบกระซิบใกล้หูแพรเบา ๆ
“แพร... เย็นนี้ว่างมั้ยครับ ถ้าแพรไม่ติดงาน พี่อยากชวนไปเดินเล่นแถวสยามด้วยกันจริง ๆ นะ 555”
แพรรู้สึกตัวร้อนผ่าวขึ้นมาทันที
ทั้งจากความเขินที่พี่เอกกระซิบใกล้หู และจากความรู้สึกที่แอบมองพี่กรที่นั่งอยู่อีกฝั่งโต๊ะ
พี่กรยังคงนิ่ง แต่แพรเห็นนิ้วที่จับปากกาของพี่กรบิดเบา ๆ เหมือนกำลังกลั้นอะไรบางอย่างไว้
แพรชะงักไปเล็กน้อยเมื่อพี่เอกกระซิบใกล้หูแบบนั้น ลมหายใจอุ่น ๆ พัดผ่านใบหูจนขนลุกซู่
แพรหันขวับไปมองพี่กรทันทีโดยไม่รู้ตัว
พี่กรยังคงนั่งนิ่งเหมือนเดิม
ก้มหน้าก้มตาอ่านเอกสารตรงหน้า มือจับปากกาแน่นขึ้นนิดหนึ่ง (แพรสังเกตเห็นเพราะเคยชินกับท่าทางเขาแล้ว) แต่ใบหน้ายังเรียบเฉย ไม่หันมามอง ไม่มีปฏิกิริยาอะไรที่เห็นชัด
แค่ปลายนิ้วที่บิดปากกาเบา ๆ เท่านั้นที่บอกว่าเขารับรู้ทุกอย่าง
แพรรู้สึกหัวใจเต้นแรงขึ้นอีก
ทั้งเขินทั้งอึดอัด ทั้งกลัวว่าพี่กรจะคิดอะไรแย่ ๆ
แพรรีบหันกลับมาที่พี่เอก แล้วกระซิบตอบเบา ๆ แต่ชัดเจนพอให้เขาฟัง
“พี่เอกค่ะ ประชุมอยู่นะคะ เดี๋ยวเขาว่าเอา”
พี่เอกยิ้มเก้อ ๆ นิดหนึ่ง แล้วพยักหน้ารับ
“อ่อ ใช่เลยครับ ขอโทษ ๆ พี่ลืมไปเลย 555”
เขาถอยกลับมานั่งตรงตัวเอง แล้วหันไปสนใจเอกสารตรงหน้า แต่แพรสังเกตเห็นว่าเขายังแอบมองแพรเป็ระยะ ๆ ด้วยรอยยิ้มที่ยังไม่หาย
ระหว่างที่หัวหน้าคณะพูดต่อ
แพรแอบเหลือบมองพี่กรอีกครั้ง
พี่กรยังคงนิ่งเหมือนเดิม แต่คราวนี้แพรเห็นชัดเลยว่า...
พี่กรยกมือขึ้นเกล้าผมตัวเองเบา ๆ (ท่าทางที่พี่กรทำเมื่อเครียดหรือกลั้นอะไรบางอย่าง)
แล้วพี่กรก็หันมามองแพรแวบหนึ่ง สายตาเจอกันแค่เสี้ยววินาที
ไม่ใช่สายตาโกรธ ไม่ใช่สายตาเจ็บ แต่เป็สายตาที่เหมือนกำลังบอกว่า “พี่เข้าใจนะ... พี่รอได้”
แล้วพี่กรก็ก้มหน้าลงทำงานต่อทันที
แพรรู้สึกโล่งใจนิดหนึ่ง แต่ก็ยังเขินจนหน้าแดง
พี่กรไม่โกรธ... หรือแค่กลั้นไว้ก่อน?
ประชุมดำเนินต่อไปอีกสักพัก
พี่เอกไม่ชวนคุยอีก แต่ยังนั่งใกล้แพรเหมือนเดิม
พี่กรก็ยังนั่งนิ่ง ทำหน้าที่ของตัวเองตามปกติ
พอประชุมจบ (ประมาณ 11:30 น.)
ทุกคนเริ่มเก็บของทยอยออกจากห้อง
พี่เอกหันมาถามแพรอีกครั้ง เสียงเบา ๆ
“แพร... เย็นนี้ยังว่างอยู่มั้ยครับ หรือติดงานจริง ๆ เหรอ”
พี่กรที่กำลังเก็บเอกสารอยู่หัวโต๊ะ หยุดมือชั่วครู่ แล้วหันมามองแพรแวบหนึ่ง (แบบที่พี่เอกไม่เห็น)
สายตาเหมือนรอฟังคำตอบจากแพรเหมือนกัน