สวะผู้นี้จะครองสวรรค์

    ตอนที่ 17(1) หมาป่าโลหิตแห่งเมืองหลวง

    รุ่งอรุณของวันใหม่มาเยือนเมืองชิงหลานพร้อมกับเสียงระฆังจากลานคัดเลือกสำนักเมฆาฟ้าที่ดังสะท้อนไปทั่วเขตตะวันออกของเมือง

    แม้การแข่งขันจะยังเหลือเวลาอีกเกือบหนึ่งชั่วยามจึงจะเริ่มต้น แต่ผู้คนจากทั่วเมืองกลับหลั่งไหลมายังลานประลองตั้งแต่ประตูเพิ่งเปิด วันนี้เป็นการแข่งขันรอบสิบหกคนสุดท้าย และอัจฉริยะทุกคนที่ยังเหลืออยู่ล้วนได้รับสิทธิ์เข้าสำนักเมฆาฟ้าแล้ว สิ่งที่พวกเขากำลังแย่งชิงต่อจากนี้จึงไม่ใช่เพียงคุณสมบัติในการเป็นศิษย์ หากเป็นอันดับซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อทรัพยากรและสถานะหลังเข้าสำนัก

    โดยเฉพาะชื่อของฉินเฟิงซึ่งกลายเป็นหัวข้อสนทนาที่ได้ยินแทบทุกมุมของลานประลอง

    คุณชายเสเพลซึ่งเคยถูกเรียกว่าสวะไร้ชีพจร

    ผู้ที่เพิ่งเริ่มฝึกยุทธ์ได้ไม่นาน

    กลับสามารถคว้าอันดับหนึ่งของกลุ่มและเอาชนะผู้ฝึกยุทธ์ระดับเปิดชีพจรขั้นสองได้ถึงสองคนติดต่อกัน

    วันนี้เขายังต้องเผชิญหน้ากับเย่ชาง ผู้มีฉายาว่า “หมาป่าโลหิต” แห่งเมืองหลวงชางหลาน ซึ่งมีระดับพลังสูงถึงเปิดชีพจรขั้นสาม!

    ภายในเรือนพักของตระกูลฉิน ฉินเฟิงลืมตาขึ้นหลังจากนั่งบ่มเพาะพลังมาตลอดครึ่งคืน

    ลมหายใจของเขายาวและสม่ำเสมอ พลังปราณภายในเส้นชีพจรทั้งเก้าสายหมุนเวียนได้คล่องตัวกว่าเมื่อวานอย่างเห็นได้ชัด ส่วนอาการชาบริเวณแขนขวาจากการใช้กระบี่ดาวตกหนึ่งจุดพลังซ้อนก็หายไปเกือบทั้งหมดแล้ว

    สิ่งที่ทำให้ฉินเฟิงพึงพอใจมากกว่านั้นคือ หลังผ่านการต่อสู้อย่างต่อเนื่องตลอดเมื่อวาน พลังปราณระดับรับปราณขั้นเจ็ดของเขาแข็งแกร่งขึ้นอีกส่วนหนึ่ง

    การต่อสู้จริงให้ผลแตกต่างจากการนั่งบ่มเพาะอยู่ในห้องอย่างมาก

    โดยเฉพาะสำหรับร่างกายนี้ซึ่งเพิ่งเริ่มเดินบนเส้นทางยุทธ์ ทุกครั้งที่ต่อสู้กับผู้ที่แข็งแกร่งกว่า พลังปราณจะถูกใช้งานอย่างหนัก เส้นชีพจรจะค่อย ๆ ปรับตัวเข้ากับการไหลเวียนที่รวดเร็วขึ้น และวิชาที่ฝึกก็จะถูกขัดเกลาให้เหมาะกับการต่อสู้จริงมากขึ้นเรื่อย ๆ

    ฉินเฟิงตรวจสอบร่างกายตนเองอย่างละเอียด ก่อนหยิบขวดหยกใบเล็กออกมาจากแหวนเก็บของ

    ภายในมีโอสถสีม่วงอ่อนอยู่สามเม็ด

    มันคือโอสถบำรุงชีพจรที่เขาปรุงขึ้นเมื่อคืน หลังกลับจากช่วยหนานกงหลีเยว่ถอนพิษเรียบร้อยแล้ว

    หากโอสถชนิดนี้อยู่ในแดนเทพ ชายหนุ่มคงไม่แม้แต่จะหยิบขึ้นมาพิจารณา เพราะมันเป็นเพียงโอสถพื้นฐานสำหรับศิษย์รุ่นเยาว์ที่เพิ่งเริ่มต้นฝึกยุทธ์

    ทว่าในเมืองชิงหลาน สมุนไพรที่หาได้มีคุณภาพจำกัด กระถางโอสถที่ใช้ก็เป็นเพียงของธรรมดา อีกทั้งพลังวิญญาณของเขาในเวลานี้ยังห่างไกลจากชาติที่แล้ว ฉินเฟิงจึงต้องปรับสูตรหลายส่วน ลดจำนวนสมุนไพรบางชนิดและใช้สมุนไพรของแดนระดับต่ำทดแทน

    แม้เป็นเช่นนั้น ประสิทธิภาพของโอสถทั้งสามเม็ดก็ยังเหนือกว่าโอสถบำรุงชีพจรที่ขายในเมืองชิงหลานหลายเท่า

    ฉินเฟิงหยิบหนึ่งเม็ดใส่ปาก

    โอสถละลายอย่างรวดเร็ว กลายเป็นพลังอุ่นไหลลงสู่ท้อง ก่อนแผ่เข้าสู่เส้นชีพจรทั่วร่าง

    เขาหลับตาลงอีกครั้งและเริ่มเดินวิชาบ่มเพาะ

    พลังจากโอสถถูกหลอมเข้าสู่เส้นชีพจรทีละส่วน พลังปราณซึ่งผ่านการขัดเกลาจากการต่อสู้เมื่อวานเริ่มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    ครึ่งชั่วยามต่อมา ฉินเฟิงจึงลืมตาขึ้น

    ประกายอัสนีสีม่วงแล่นผ่านดวงตาเพียงชั่วครู่ก่อนจางหาย

    “อีกไม่ไกลแล้ว”

    เขาพึมพำกับตนเอง

    ระดับรับปราณขั้นเจ็ดใกล้ถึงจุดสูงสุดเต็มที หากมีการต่อสู้อีกสักสองสามครั้งและได้รับทรัพยากรเพียงพอ เขาน่าจะสามารถทะลวงเข้าสู่ขั้นแปดได้โดยไม่ทำให้รากฐานเสียหาย

    สำหรับผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไป ความเร็วเช่นนี้ย่อมถูกมองว่าเหลือเชื่อ

    แต่ฉินเฟิงไม่คิดรีบร้อนเพียงเพราะต้องการให้ระดับพลังดูสูงขึ้น

    ชาติที่แล้วเขาเคยเห็นอัจฉริยะนับไม่ถ้วนใช้โอสถจำนวนมหาศาลเร่งระดับพลังจนทะยานขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงแรก สุดท้ายกลับต้องหยุดอยู่ตรงขอบเขตหนึ่งเป็นเวลาหลายสิบปี เพราะรากฐานไม่มั่นคงพอที่จะรองรับการทะลวงครั้งต่อไป

    เขาจะไม่ทำผิดพลาดเช่นนั้น

    ชาตินี้สิ่งที่ฉินเฟิงต้องการไม่ใช่เพียงความรวดเร็ว

    เขาต้องการให้ทุกขั้นแข็งแกร่งที่สุดเท่าที่ร่างกายจะรองรับได้ เพื่อว่าวันหนึ่งเมื่อกลับขึ้นสู่แดนเทพ เขาจะไม่ต้องยืนอยู่เบื้องหลังผู้ใดอีก

    ภาพสุดท้ายก่อนตายในชาติที่แล้วผุดขึ้นมาในความทรงจำ

    หญิงที่เขาเคยมอบความไว้วางใจให้

    ชายที่ยืนอยู่ข้างนาง

    และสมบัติวิเศษซึ่งถูกช่วงชิงไปต่อหน้าต่อตา

    ความรู้ด้านโอสถที่ทำให้ผู้แข็งแกร่งทั่วแดนเทพต้องมาขอความช่วยเหลือจากเขา กลับไม่สามารถช่วยให้ตนเองมีชีวิตรอดจากกระบี่ของศัตรูได้แม้แต่ครั้งเดียว

    ฉินเฟิงหลับตาลงชั่วครู่ ก่อนเปิดขึ้นอีกครั้ง

    ความรู้สึกที่เคยเกิดขึ้นในชาติที่แล้วถูกเก็บกลับลงไปภายในส่วนลึกของจิตใจ

    เวลานี้เขายังอยู่เพียงแดนระดับต่ำ

    การคิดถึงศัตรูบนแดนเทพมากเกินไปไม่มีประโยชน์

    สิ่งที่ต้องทำคือเดินไปข้างหน้าทีละก้าว

    และทุกก้าวต้องมั่นคงกว่าชาติที่แล้ว

    เสียงเคาะประตูดังขึ้นจากด้านนอก

    “พี่เฟิง ท่านตื่นหรือยัง?”

    ฉินเฟิงจำเสียงได้ทันที

    “เข้ามาเถิด”

    ประตูเปิดออก ฉินอวี่เดินเข้ามาพร้อมสีหน้าตื่นเต้น

    “ท่านลุงใหญ่ให้ข้ามาตาม ท่านพ่อบ้านลู่เตรียมรถม้าเรียบร้อยแล้ว วันนี้คนไปดูการประลองมากกว่าเมื่อวานเสียอีก หากออกช้ากว่านี้ ถนนหน้าลานคัดเลือกอาจแน่นจนรถผ่านไม่ได้”

    ฉินเฟิงลุกขึ้น

    “ท่านพ่อเป็นอย่างไรบ้าง?”

    “ดีขึ้นมากแล้ว เมื่อเช้าท่านลุงใหญ่ยังเดินออกมาที่ลานได้เอง วันนี้บอกว่าจะไปดูการประลองของท่านด้วย”

    ฉินเฟิงพยักหน้า

    อาการของฉินเทียนหยางดีขึ้นตามที่เขาคาด หลังขับพิษตกค้างและปรับเส้นชีพจรที่บาดเจ็บ การฟื้นตัวก็รวดเร็วขึ้นทุกวัน หากไม่มีเหตุผิดปกติ อีกไม่นานก็น่าจะกลับมาฝึกยุทธ์ได้ตามเดิม

    ทั้งสองออกจากเรือน

    เมื่อมาถึงลานด้านหน้า ฉินเทียนหยางกำลังยืนสนทนากับพ่อบ้านลู่

    เมื่อเห็นบุตรชาย เขาก็ยิ้มทันที

    “เมื่อคืนพักผ่อนเพียงพอหรือไม่?”

    ฉินเฟิงประสานมือเล็กน้อย

    “ท่านพ่อไม่ต้องเป็นห่วง ข้าฟื้นตัวเกือบสมบูรณ์แล้ว”

    ฉินเทียนหยางมองแขนขวาของบุตรชาย ก่อนกล่าวด้วยความเป็นห่วง

    “วันนี้คู่ต่อสู้ของเจ้าเป็นถึงเปิดชีพจรขั้นสาม หากเห็นว่าไม่อาจชนะก็อย่าฝืน เจ้าผ่านเข้าสำนักเมฆาฟ้าเรียบร้อยแล้ว อันดับสูงหรือต่ำไม่สำคัญเท่าความปลอดภัยของเจ้า”

    ฉินเฟิงรู้ดีว่าบิดาพูดเพราะเป็นห่วง จึงไม่ได้ตอบด้วยความมั่นใจเกินควร

    “ข้าจะระวังตัว หากสถานการณ์เกินกำลังจริง ข้าจะไม่เอาชีวิตไปเสี่ยงโดยไร้ประโยชน์”

    ฉินเทียนหยางจึงพยักหน้าอย่างพอใจ

    “ดี ไปกันเถิด”

    รถม้าของตระกูลฉินเคลื่อนออกจากจวน

    ตลอดสองข้างทาง ฉินเฟิงได้ยินผู้คนพูดถึงการประลองวันนี้อยู่เป็นระยะ แม้กระทั่งร้านอาหารหลายแห่งยังเปิดโต๊ะพนันว่าใครจะเข้าสู่แปดอันดับแรก

    เมื่อรถม้ามาถึงลานคัดเลือก ผู้ชมหลายพันคนก็เข้าไปจับจองพื้นที่เกือบเต็มแล้ว

    ทันทีที่ฉินเฟิงก้าวลงจากรถ เสียงพูดคุยบริเวณใกล้เคียงก็เพิ่มขึ้นทันที

    “นั่นฉินเฟิง!”

    “เมื่อวานข้าเห็นกับตา เขาเอาชนะจ้าวหมิงซานได้จริง!”

    “วันนี้เขาเจอเย่ชาง ไม่รู้ว่าจะยังสร้างเรื่องเหลือเชื่อได้อีกหรือไม่”

    “เย่ชางไม่เหมือนคนก่อนหน้า ข้าได้ยินว่าเขาเคยฝึกอยู่ในหออสูรโลหิตตั้งแต่อายุสิบสาม คนของที่นั่นผ่านการต่อสู้จริงมากกว่าศิษย์ตระกูลทั่วไปหลายเท่า”

    “แต่ฉินเฟิงเองก็ประหลาดเกินไป ข้าไม่กล้าทายผลแล้ว”

    ฉินเฟิงไม่ได้สนใจเสียงเหล่านั้น เขาเดินเข้าสู่เขตผู้เข้าแข่งขันพร้อมฉินอวี่ ก่อนมองไปยังเวทีทั้งสี่ซึ่งได้รับการซ่อมแซมรอยแตกร้าวจากการแข่งขันเมื่อวานเรียบร้อยแล้ว

    มู่ชิงหลันมาถึงก่อนแล้ว

    วันนี้นางสวมชุดสีฟ้าอ่อน ผมยาวถูกรวบไว้ด้านหลังอย่างเรียบง่าย ใบหน้างดงามซึ่งเดิมก็สะดุดตาอยู่แล้ว ยิ่งได้รับความสนใจจากผู้คนมากขึ้นหลังจากพลังจันทราเหมันต์ของนางเริ่มแสดงความสามารถในการประลอง

    เมื่อเห็นฉินเฟิง นางก็เดินเข้ามา

    “บาดแผลเมื่อวานหายดีแล้วหรือ?”

    “เกือบทั้งหมดแล้ว”

    “แขนขวาล่ะ?”

    ฉินเฟิงยกแขนขึ้นเล็กน้อย

    “ไม่มีปัญหาแล้ว”

    มู่ชิงหลันจึงคลายความกังวล ก่อนกล่าวต่อ

    “ข้าให้คนของตระกูลไปสืบเรื่องเย่ชางเมื่อคืน”

    ฉินเฟิงหันมองนางทันที

    “ได้อะไรบ้าง?”

    “เย่ชางเข้าสู่หออสูรโลหิตเมื่อห้าปีก่อน และแทบไม่เคยกลับตระกูลเย่หลังจากนั้น หออสูรโลหิตไม่ใช่สำนัก แต่เป็นสถานที่ฝึกผู้คุ้มกัน นักล่าสัตว์อสูร และผู้ฝึกยุทธ์ที่รับงานเสี่ยงอันตรายจากตระกูลใหญ่ในเมืองหลวง”

    มู่ชิงหลันลดเสียงลง

    “ส่วนความเกี่ยวข้องกับหอเงาโลหิตยังหาไม่พบ”

    ฉินเฟิงถาม

    “แล้วเขารู้ค่าหัวของข้าได้อย่างไร?”

    “นั่นคือสิ่งที่แปลก คนของข้าบอกว่าค่าหัวจากหอเงาโลหิตไม่ได้ประกาศต่อสาธารณะ ผู้ที่รู้รายละเอียดมักเป็นคนซึ่งมีช่องทางติดต่อกับพวกมัน”

    ฉินเฟิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง

    “เช่นนั้นก็เพียงพอแล้ว”

    “ท่านคิดว่าเขาเป็นนักฆ่าที่ถูกส่งมา?”

    “ยังสรุปไม่ได้”

    ฉินเฟิงมองไปยังทางเข้าลานอีกด้าน

    “แต่หากเขาต้องการฆ่าข้าจริง เขาจะเปิดเผยตัวเองบนเวที”

    มู่ชิงหลันขมวดคิ้ว

    “หากเขาลงมือเกินกว่าการประลอง ท่านต้องยอมแพ้ทันที อย่าฝืนเพียงเพราะต้องการอันดับ”

    ฉินเฟิงยิ้มเล็กน้อย

    “เหตุใดทุกคนจึงพูดกับข้าเช่นเดียวกันหมด?”

    “เพราะคู่ต่อสู้ของท่านสูงกว่าถึงห้าขั้นย่อย และยังข้ามหนึ่งขอบเขตใหญ่”

    “ข้ารู้”

    ฉินเฟิงตอบอย่างสุภาพ

    “เจ้าตั้งใจประลองของตนเองเถิด ซ่งเทียนเหอไม่ได้อ่อนแอ”

    มู่ชิงหลันพยักหน้า

    ไม่นานหนานกงหลีเยว่ก็เดินเข้ามา

    เมื่อวานหลังการประลอง ฉินเฟิงใช้เวลารักษาพิษเย็นที่ตกค้างอยู่ในเส้นชีพจรหัวใจของนางเกือบสองชั่วยาม แม้ยังต้องรักษาอีกหนึ่งครั้งจึงจะขับพิษที่เหลือออกได้ทั้งหมด แต่ใบหน้าของนางในวันนี้มีสีเลือดมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

    ทันทีที่นางเข้ามา ฉินเฟิงก็ใช้พลังวิญญาณตรวจดูอย่างเงียบ ๆ

    หนานกงหลีเยว่สังเกตสายตาเขาได้

    “มีสิ่งใดผิดปกติหรือ?”

    “ไม่มี พิษที่เหลือไม่ได้ฟื้นตัวขึ้นมาใหม่ หลังการแข่งขันวันนี้ค่อยรักษาครั้งสุดท้าย”

    “ได้”

    นางตอบ ก่อนหยิบขวดหยกออกมายื่นให้

    “นี่คืออะไร?”

    “โอสถฟื้นปราณระดับสอง”

    ฉินเฟิงรับขวดมาเปิดดู

    กลิ่นโอสถเพียงเล็กน้อยก็ทำให้เขารู้ส่วนประกอบแทบทั้งหมด

    คุณภาพธรรมดา

    สิ่งเจือปนมากเกินไป

    การควบคุมไฟระหว่างปรุงไม่สม่ำเสมอ

    หากเป็นชาติที่แล้ว โอสถเช่นนี้คงไม่มีสิทธิ์วางอยู่บนโต๊ะของเขาด้วยซ้ำ

    แต่สำหรับเมืองชิงหลาน มันถือเป็นโอสถระดับสูงที่ผู้ฝึกยุทธ์ระดับเปิดชีพจรจำนวนมากไม่อาจซื้อใช้ได้ตามใจ

    “ให้ข้าหรือ?”

    “ท่านอาจต้องใช้ในการประลอง”

    ฉินเฟิงปิดขวดแล้วส่งคืน

    “เก็บไว้เถิด”

    หนานกงหลีเยว่ไม่รับ

    “เหตุใด?”

    “โอสถนี้มีสิ่งเจือปนมากเกินไป หากกินระหว่างการต่อสู้ พลังปราณจะฟื้นเร็วจริง แต่เส้นชีพจรจะรับภาระเพิ่มขึ้น หลังจากนั้นต้องใช้เวลาขับสิ่งตกค้างออกอีกหลายวัน”

    หนานกงหลีเยว่ชะงัก

    “นี่เป็นโอสถจากนักปรุงโอสถระดับสองของเมืองหลวง”

    “ระดับของนักปรุงโอสถไม่ได้หมายความว่าโอสถทุกเม็ดที่เขาปรุงจะสมบูรณ์”

    ฉินเฟิงหยิบขวดหยกของตนออกมา

    “หากจำเป็น ข้าใช้ของตัวเองดีกว่า”

    หนานกงหลีเยว่มองโอสถสีม่วงภายในขวด

    “อาจารย์ของท่านปรุงให้?”

    ฉินเฟิงตอบอย่างเป็นธรรมชาติ

    “สูตรมาจากอาจารย์ ส่วนโอสถข้าลองปรุงเอง”

    หญิงสาวนิ่งไปชั่วขณะ

    “ท่านปรุงโอสถได้แล้ว?”

    “โอสถระดับพื้นฐานเท่านั้น”

    สำหรับฉินเฟิง ประโยคนี้เป็นความจริงอย่างที่สุด

    แต่สำหรับผู้ที่อยู่ในเมืองชิงหลาน ความหมายกลับต่างออกไปโดยสิ้นเชิง

    มู่ชิงหลันเองก็หันมามอง

    “ท่านเริ่มเรียนโอสถเมื่อใด?”

    “อาจารย์สอนพื้นฐานให้ข้ามาระยะหนึ่งแล้ว”

    ฉินเฟิงไม่ขยายความต่อ

    การมีอาจารย์ลึกลับอยู่เบื้องหลังช่วยอธิบายหลายสิ่งได้มากพอ หากพูดรายละเอียดมากเกินไปกลับจะทำให้เกิดข้อสงสัยใหม่

    หนานกงหลีเยว่มองขวดโอสถในมือเขาอีกครั้ง

    “หลังจบการแข่งขัน ข้าขอดูโอสถที่ท่านปรุงได้หรือไม่?”

    “ได้”

    เสียงระฆังจากแท่นกลางดังขึ้นพอดี

    ผู้เข้าแข่งขันทั้งหมดจึงแยกย้ายไปยังพื้นที่ของตน

    หลัวชางไห่เดินขึ้นแท่นพร้อมเจียงเหวินไห่และผู้อาวุโสอีกหลายคน

    “การแข่งขันรอบสิบหกคนสุดท้ายจะเริ่มขึ้น ณ บัดนี้!”

    “ผู้ชนะเข้าสู่แปดอันดับแรก ผู้แพ้ยังคงได้รับสิทธิ์เข้าสำนัก แต่ทรัพยากรเริ่มต้นและสิทธิ์เลือกยอดเขาจะพิจารณาตามอันดับสุดท้าย”

    “คู่แรก หลัวเจี้ยน พบ หลี่เทียนหมิง!”

    ทั้งสองขึ้นเวที

    ฉินเฟิงมองการต่อสู้อย่างตั้งใจ

    หลัวเจี้ยนสมกับเป็นหนึ่งในตัวเต็งอันดับต้นของการคัดเลือก พลังระดับเปิดชีพจรขั้นสี่ของเขามั่นคงกว่าผู้สมัครคนอื่นอย่างชัดเจน วิชากระบี่ที่ใช้ยังอยู่ในระดับสูงกว่าวิชาทั่วไปของเมืองชิงหลาน

    หลี่เทียนหมิงพยายามต่อสู้อย่างเต็มที่ แต่ช่องว่างระดับพลังมากเกินไป

    สิบห้ากระบวนท่า

    กระบี่ของเขาถูกสะบัดหลุดจากมือ

    หลัวเจี้ยนหยุดปลายกระบี่ห่างจากหน้าอกเพียงเล็กน้อย

    หลี่เทียนหมิงถอนหายใจ ก่อนประสานมือ

    “ข้าแพ้”

    หลัวเจี้ยนเก็บกระบี่

    “ฝีมือเจ้าไม่เลว หากระดับพลังเท่ากันคงต้องใช้เวลามากกว่านี้”

    หลี่เทียนหมิงหัวเราะ

    “อย่างน้อยเจ้าก็ไว้หน้าข้าบ้าง”

    ทั้งสองลงจากเวทีโดยไม่มีปัญหา

    คู่ต่อมา หนานกงหลีเยว่พบจ้าวหมิงซาน

    การต่อสู้นี้ดุเดือดกว่าคู่แรกมาก

    จ้าวหมิงซานรู้ว่าพลังของตนด้อยกว่า จึงใช้ดาบใหญ่บุกอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เริ่ม ไม่ยอมให้หนานกงหลีเยว่มีเวลารวบรวมพลังเต็มที่

    ทว่าระดับของหญิงสาวสูงกว่าอย่างชัดเจน

    หลังยี่สิบกว่ากระบวนท่า กระบี่ของนางทะลุผ่านการป้องกันของดาบใหญ่และหยุดตรงหัวไหล่ของจ้าวหมิงซาน

    จ้าวหมิงซานหัวเราะก่อนยอมแพ้อย่างเปิดเผย

    เมื่อหนานกงหลีเยว่ลงจากเวที นางมองมาทางฉินเฟิงเพียงครู่หนึ่งแล้วกลับไปพัก

    คู่ที่สาม มู่ชิงหลันพบซ่งเทียนเหอ

    ทันทีที่ทั้งสองขึ้นเวที บรรยากาศรอบลานก็เปลี่ยนไป

    ซ่งเทียนเหออยู่ระดับเปิดชีพจรขั้นสามสูงสุด ใกล้เข้าสู่ขั้นสี่เต็มที ส่วนมู่ชิงหลันเพิ่งได้รับการเปลี่ยนแปลงจากพลังจันทราเหมันต์ แม้ระดับพลังต่ำกว่า แต่ความเย็นจากพลังของนางทำให้ทุกการโจมตีของคู่ต่อสู้ช้าลงทีละน้อย

    ทั้งสองต่อสู้กันเกือบห้าสิบกระบวนท่า

    สุดท้ายซ่งเทียนเหอเลือกใช้พลังทั้งหมดตัดสินในครั้งเดียว

    มู่ชิงหลันกลับใช้ความเย็นสะสมที่แผ่ลงบนพื้นมาตลอดการต่อสู้ ทำให้ฝ่าเท้าของเขาเสียจังหวะในช่วงสำคัญ ก่อนใช้ฝ่ามือจันทราเหมันต์โจมตีเข้าที่หัวไหล่

    ซ่งเทียนเหอถอยออกจากเวทีไปหนึ่งก้าว

    แพ้!

    เสียงผู้ชมดังขึ้นทั่วลาน

    มู่ชิงหลันเข้าสู่แปดอันดับแรก!

    ฉินเฟิงยิ้มอย่างพอใจ

    นางเริ่มเข้าใจแล้วว่าพลังจันทราเหมันต์ไม่ได้มีไว้เพียงเพิ่มความรุนแรงของกระบวนท่า แต่สามารถเปลี่ยนสภาพพื้นที่การต่อสู้ให้เป็นประโยชน์ต่อตนเองได้

    หลังกรรมการประกาศผล มู่ชิงหลันลงจากเวทีด้วยใบหน้าซีดเล็กน้อย

    ฉินเฟิงเดินเข้าไปหา

    “มือขวา”

    นางยื่นมือให้โดยไม่ถาม

    ฉินเฟิงวางนิ้วลงบนข้อมือ ตรวจชีพจรอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหยิบโอสถฟื้นปราณของตนให้นางหนึ่งเม็ด

    “กินเสีย พลังจันทราเหมันต์ของเจ้ายังไม่หลอมรวมกับเส้นชีพจรอย่างสมบูรณ์ เมื่อครู่ใช้มากเกินไปเล็กน้อย”

    มู่ชิงหลันรับโอสถแล้วกินทันที

    เพียงไม่กี่ลมหายใจ ดวงตาของนางก็มีความประหลาดใจ

    “ฟื้นเร็วมาก”

    “นั่งเดินพลังครึ่งชั่วยามจะฟื้นได้ประมาณหกส่วน”

    มู่ชิงหลันมองเขา

    “นี่คือโอสถที่ท่านบอกว่าปรุงเอง?”

    “ใช่”

    นางยังไม่ทันถามต่อ เสียงกรรมการก็ดังขึ้นจากเวที

    “คู่ที่สี่!”

    “ฉินเฟิง พบ เย่ชาง!”

    ผู้ชมจำนวนมากหันมาทางเวทีแทบพร้อมกัน

    ฉินเฟิงลุกขึ้น

    มู่ชิงหลันกล่าวเบา ๆ

    “ระวังตัว”

    “เจ้าพักเถิด”

    เขาเดินขึ้นเวที

    อีกด้านหนึ่ง เย่ชางก้าวขึ้นมาช้า ๆ

    ปลอกแขนเหล็กสีเลือดทั้งสองข้างสะท้อนแสงตะวัน บนพื้นผิวมีร่องจำนวนมากซึ่งดูคล้ายรอยเล็บสัตว์อสูร

    เมื่อยืนห่างกันประมาณสิบก้าว เย่ชางจึงยิ้ม

    “ข้านึกว่าเมื่อคืนเจ้าจะหนีออกจากเมือง”

    ฉินเฟิงดึงกระบี่เหล็กดำออกจากฝัก

    “เจ้าพูดมากกว่าที่ข้าคิด”

    รอยยิ้มของเย่ชางจางลงเล็กน้อย

    กรรมการมองทั้งสองก่อนกล่าว

    “การประลองห้ามสังหารโดยเจตนา หากคู่ต่อสู้ยอมแพ้ต้องหยุดทันที”

    เย่ชางถาม

    “ถ้าพลาดจนตายล่ะ?”

    กรรมการมีสีหน้าไม่พอใจ

    “ผู้ใดจงใจฝ่าฝืนกฎจะถูกตัดสิทธิ์และลงโทษตามระเบียบสำนักเมฆาฟ้า”

    “เข้าใจแล้ว”

    เย่ชางตอบ แต่ดวงตายังคงจับจ้องฉินเฟิง

    กรรมการยกมือ

    “เริ่ม!”

    ทันทีที่สิ้นเสียง พลังปราณระดับ เปิดชีพจรขั้นสาม จากร่างเย่ชางก็แผ่ออกอย่างเต็มที่

    พื้นใต้เท้าเกิดรอยแตกร้าว

    ร่างของเขาพุ่งเข้าหาฉินเฟิงด้วยความเร็วสูง

    ไม่มีการหยั่งเชิง

    หมัดขวาที่หุ้มด้วยปลอกแขนเหล็กพุ่งตรงเข้าหน้าอก

    ฉินเฟิงก้าวเฉียงออกด้านข้าง กระบี่เหล็กดำฟันเข้าข้อมืออีกฝ่าย

    เคร้ง!

    เย่ชางใช้ปลอกแขนรับกระบี่ ก่อนหมุนตัวเหวี่ยงศอกเข้าขมับ

    ฉินเฟิงก้มหลบแล้วถอยออกสองก้าว

    เย่ชางตามติด

    หมัดซ้ายพุ่งเข้าชายโครง

    ฉินเฟิงใช้ด้านแบนของกระบี่รับ

    ปัง!

    แรงจากระดับเปิดชีพจรขั้นสามส่งเขาถอยไปสามก้าว

    เย่ชางไม่ปล่อยโอกาส

    เขาพุ่งตามทันที

    “กรงเล็บอสูรฉีกชีพ!”

    นิ้วทั้งห้าเหยียดออก พลังสีแดงเข้มห่อหุ้มฝ่ามือจนมีรูปร่างคล้ายกรงเล็บสัตว์อสูร

    ฉินเฟิงมองทิศทางการโจมตีเพียงครั้งเดียวก็รู้ว่าเป้าหมายอยู่ที่ลำคอ

    นี่ไม่ใช่การโจมตีเพื่อเอาชนะ

    อีกฝ่ายต้องการฉีกลำคอเขาจริง!

    ฉินเฟิงหมุนกระบี่ขึ้นขวาง

    เคร้ง!

    กรงเล็บพลังปะทะตัวกระบี่

    เย่ชางเปลี่ยนมือซ้ายแทงเข้าหน้าอกทันที

    ฉินเฟิงบิดตัวหลบ

    ปลายนิ้วเฉือนผ่านอาภรณ์ ทิ้งรอยเลือดยาวบริเวณไหล่

    ผู้ชมส่งเสียงตกใจ

    กรรมการตะโกน

    “เย่ชาง! ระวังกระบวนท่าของเจ้า!”

    เย่ชางถอยครึ่งก้าวแล้วหัวเราะ

    “การต่อสู้ย่อมมีบาดเจ็บ ข้าควบคุมไม่ทันเท่านั้น”

    ฉินเฟิงมองเลือดบนหัวไหล่

    จากนั้นเงยหน้าขึ้น

    “ควบคุมไม่ทันหรือ?”

    “ถูกต้อง”

    “เช่นนั้นก็ดี”

    ฉินเฟิงจับกระบี่แน่นขึ้น

    “ต่อจากนี้หากข้าควบคุมไม่ทันบ้าง เจ้าก็อย่าร้องขอความเมตตา”

    เย่ชางแสยะยิ้ม

    “ต้องอย่างนี้สิ!”

    พลังทั่วร่างเพิ่มขึ้นอีกครั้ง

    เขาพุ่งเข้ามา

    ฉินเฟิงเองก็เคลื่อนออก

    ประกายอัสนีสีม่วงไหลตามขาทั้งสอง ทำให้ความเร็วเพิ่มขึ้นทันที

    กระบี่เหล็กดำแทงเข้ากลางอกเย่ชาง

    อีกฝ่ายยกปลอกแขนปัดออก

    เคร้ง!

    ฉินเฟิงหมุนข้อมือ กระบี่เปลี่ยนทิศเข้าหาชายโครง

    เย่ชางใช้มืออีกข้างรับ

    ประกายไฟกระเด็น

    ทั้งสองแลกกระบวนท่ากันอย่างรวดเร็ว

    สิบกระบวนท่า

    ยี่สิบกระบวนท่า

    สามสิบกระบวนท่า!

    ฉินเฟิงเริ่มมีบาดแผลเพิ่มขึ้นสองแห่ง ขณะที่เย่ชางมีเพียงรอยกระบี่ตื้นบริเวณแขนซ้าย

    ระดับพลังที่ต่างกันห้าขั้นย่อยเริ่มแสดงผลชัดเจน

    ทุกครั้งที่อาวุธปะทะกัน ฉินเฟิงต้องใช้พลังมากกว่าเพื่อชดเชยช่องว่าง

    แต่สีหน้าของเขายังคงสงบ

    ตลอดสามสิบกระบวนท่า เขาไม่ได้เพียงป้องกัน

    เขากำลังศึกษาวิชาของเย่ชาง

    กรงเล็บอสูรฉีกชีพมีทั้งหมดสิบสองรูปแบบการเปลี่ยนทิศ

    หกแบบใช้โจมตีด้านบน

    สี่แบบโจมตีช่วงลำตัว

    อีกสองแบบใช้ลวงให้คู่ต่อสู้เปิดช่องก่อนโจมตีจุดสำคัญ

    วิชานี้ดุร้ายและเหมาะกับการสังหารมากกว่าการประลอง

    ทว่าในสายตาของฉินเฟิง มันยังมีข้อบกพร่องมากมาย

    เมื่อเย่ชางใช้ท่าที่เจ็ด ไหล่ซ้ายจะขยับก่อนกรงเล็บครึ่งจังหวะ

    ท่าที่เก้าต้องถ่ายน้ำหนักไปขาขวา

    ส่วนท่าที่สิบสองซึ่งรุนแรงที่สุด จำเป็นต้องรวบรวมพลังจากเส้นชีพจรแขนทั้งสองก่อนปล่อยออกพร้อมกัน

    “ตายเสีย!”

    เย่ชางคำราม

    กรงเล็บทั้งสองพุ่งออกพร้อมกัน

    ฉินเฟิงเห็นการเคลื่อนไหวของไหล่ก็รู้ทันที

    ท่าที่สิบสอง!

    เขาไม่ถอย

    กลับพุ่งเข้าไป

    เย่ชางตกใจเล็กน้อย

    เพราะระยะที่กรงเล็บมีพลังสูงสุดอยู่ห่างจากตัวประมาณหนึ่งช่วงแขน

    ฉินเฟิงกลับแทรกเข้ามาก่อนแขนทั้งสองจะเหยียดเต็มที่

    กระบี่เหล็กดำแทงขึ้นจากด้านล่าง

    ฉึก!

    ปลายกระบี่ทะลุผ่านแขนเสื้อเย่ชางและสร้างบาดแผลบริเวณต้นแขน

    เย่ชางคำรามด้วยความเจ็บปวด

    เขากระแทกเข่าเข้าท้องฉินเฟิง

    ฉินเฟิงยกขารับ

    ปัง!

    ทั้งสองแยกออก

    ฉินเฟิงถอยสามก้าว

    เย่ชางถอยสองก้าว

    เลือดไหลจากต้นแขนของเย่ชางลงสู่ปลอกแขน

    เสียงรอบลานดังขึ้นทันที

    “เย่ชางบาดเจ็บแล้ว!”

    “ฉินเฟิงมองวิชาของเขาออกอีกแล้วหรือ?”

    เย่ชางมองบาดแผลของตนเอง

    สีหน้าที่เคยมีรอยยิ้มเริ่มบิดเบี้ยว

    “ดีมาก”

    เขาเลียเลือดที่ติดนิ้ว ก่อนกล่าวเสียงต่ำ

    “เจ้าทำให้ข้าอยากฆ่ามากกว่าเดิมแล้ว”

    ทันทีที่สิ้นคำ พลังสีแดงเข้มก็ไหลออกจากร่าง

    แรงอำนาจระดับเปิดชีพจรขั้นสามเพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ..!!



    คล้ายกับเรื่องสวะผู้นี้จะครองสวรรค์ ที่คุณอ่าน

    หมื่นวิถีบรรลุเทพ【จบ】

    หมื่นวิถีบรรลุเทพ【จบ】

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    2.45M 3422
    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    3.72M 1271
    [จบ] บันทึกตำนานราชันอหังการ

    [จบ] บันทึกตำนานราชันอหังการ

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    2.22M 3696
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    เลเวลอัพ

    เลเวลอัพ

    นิยาย เกมออนไลน์
    738K 4984
    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    213K 1367
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    กำเนิดเทพเจ้าเหนือยุทธ์

    กำเนิดเทพเจ้าเหนือยุทธ์

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.18M 1115
    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    นิยาย แฟนตาซี
    1K 34
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810