ในที่สุดปู่โสม และพยานวิญญาณก็ประทับเงาวิญญาณที่แผ่นยันต์สีน้ำเงินคล้ายๆกับเซ็นต์เอกสารเป็นที่เรียบร้อย เมื่อเรียบร้อยถึงปานนี้อลินตาก็ไม่รอช้าหันขวับมาจ้องหน้ายาติ่นก่อนเพื่อนทันที ยาติ่นถึงขั้นสะดุ้งเหงื่อกระจาย อลินตาเดินเข้าไปหายาติ่นก่อนจะกระชากมีดสั้นที่ตัวเองเพิ่งจะควักออกมาจากผ้าโพกศีรษะช่างเป็นสตรีที่มีอาวุธไปทั่วอณูกายจริงๆ เมื่ออลินตากระชากมีดออกยาติ่นถึงกับร้องด้วยความเจ็บปวดเลือดไหลจ้วกๆ อย่างกับไม่ได้โดนมีดเล็กๆ ทิ่มแทงกระนั้นแหละ แต่แล้วขณะที่ทุกคนกำลังให้ความสนใจกับอลินตาและยาติ่นพลัน..
“โฮก...!!” เสียงเจ้าป่าคำรามอยู่ในมุมมืด สองในเจ็ดคนนั้นเป็นเสือสมิงที่พ่อครูจายเปิงเลี้ยงไว้นั่นเองเสือสมิงทั้งสองเดินตุบๆ เข้ามาทางกลุ่มผู้คนที่ยืนอยู่หน้าถ้ำ อลินตาหันไปทางเสือสมิงทั้งสองตัวก่อนจะยกมีดเล็กที่เปื้อนเลือดของยาติ่นขึ้นประนมแล้วร่ายคาถาปราบสมิงไพรจากนั้นก็ท่องคาถาพึมพำ พลัน...
อักขระที่อลินตาท่องอยู่ก็ปรากฏเป็นตัวอักษรที่หลุดออกมาจากปากของหญิงสาวเรียงกันเป็นแถวในอากาศแล้วลอยวนเป็นตาข่ายสีทองจากนั้นก็ลอยไปครอบร่างเสือร้ายทั้งสองเอาไว้
“โฮกกกก....!!!”เสือสมิงทั้งสองยังไม่ทันได้วาดลวดลายขย้ำใครก็องออกมาด้วยความตกอกตกใจและเจ็บปวดอย่างสุดคณาตาข่ายอักขระปราบสมิงไพรของอลินตารัดเสือสมิงร้ายทั้งสองแน่นเข้า แน่นเข้า จนในที่สุดก็สิ้นท่าเสือทั้งสองตัวก็กลายร่างเป็นมนุษย์ซึ่งเป็นลูกน้องของพ่อครูจายเปิงร่วงนอนลงกองกับพื้นอย่างหมดสภาพพ่อครูจายเปิงตาเหลือกลานไม่คิดว่าไพ่แต่ละใบที่ปล่อยออกมานั้นจะหมดท่าได้ถึงเพียงนี้ จังหวะนั้นเองพ่อครูจายเปิงเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้เขารีบหันไปทางยาติ่น ลูกสมุนคนสนิทก่อนจะตะโกน
“โยนย่ามมาให้ข้าเร็วยาติ่น..”ยาติ่นรีบทำตามอย่างรวดเร็ว และเมื่อพ่อครูจายเปิงรับย่ามสีแดงเลือดหมูมาจากยาติ่นแล้วหมอผีรุ่นใหญ่ก็ควานหาอะไรบางอย่างในย่ามให้วุ่นไปหมด กระทั่งเหมือนจะเจอของที่ต้องการพ่อครูจายเปิงควักอะไรบางอย่างออกมาจากย่าม มันก็คือมีดที่หมอผีจ้อมขิ่นใช้กรีดกับต้นไม้ระหว่างเดินทางมาที่ถ้ำแห่งนี้ในครั้งแรกเมื่อพ่อครูจายเปิงพบมีดก็ถึงกับยิ้มและส่งเสียงหัวเราะออกมาอย่างกระท่อนกระแท่นเพราะตัวเองก็เจ็บจากตะปูอาคมที่ย้อนกลับมาทำลายตัวเองมากพออยู่แล้วแต่ไม่ยอมเจียมสังขารอุตส่าห์มีไพ่ใบสุดท้ายของสุดท้ายขึ้นมาอีกจนได้
อลินตาถึงกับถอนหายใจในความดื้อรั้นของคนวัยชราถ้าเทียบกันแล้วระหว่างเด็กดื้อ กับคนแก่ดื้อ หรือที่สมัยนี้เรียกว่ามนุษย์ป้ามนุษย์ลุงอลินตารู้สึกว่าพ่อครูจายเปิงคือมนุษย์ลุงที่แท้ทรูดื้อรั้นไม่ยอมรับความพ่ายแพ้อะไรง่ายๆ ทั้งที่ตัวเองก็สะบักสบอมออกจะปานนั้นแล้วพ่อครูจายเปิงหยิบมีดขึ้นมาพึมพำคาถา ก่อนจะเป่าพรวดไปตรงหน้าด้วยแววตาที่มุ่งมั่นจากนั้นก็หันไปทางอลินตา ด้วยแววตามาดร้ายสุดๆ
“ยังไงๆข้าก็ชนะแกอยู่ดีนังเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมคิดจะตีเสมอหมอผีผู้เรืองอำนาจอย่างข้าน่ะรึต้องรอไปอีกร้อยกว่าปีโว้ย.. ดีนะที่ข้ารอบคอบพอ ข้าให้ไอ้จ้อมขิ่นมันสะกดวิญญาณเกือบทั้งป่าไว้ภายใต้อำนาจอาคมของข้าโดยใช้มีดเล่มนี้กรีดลงไปตามต้นไม้อันเป็นที่สถิตของพวกวิญญาณในป่าสะกดให้พวกมันมาเป็นบริวารของข้าและดูเหมือนว่ามีดของข้าจะเรียกร้องเลือดสดๆ จากแกด้วยสินะ ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ” หัวเราะลากยาวมากอลินตาได้ยินก็ถึงกับยกมือข้างที่ประสานกอดอกกันอยู่ขึ้นบีบสันจมูกตัวเองเบาๆ
“ต้องโชว์พาวเวอร์ให้ได้ก่อนสินะถึงจะตายตาหลับ...” แต่.. พ่อครูจายเปิงก็ยังหัวเราะไม่หยุดจะสาแก่ใจอะไรเบอร์นั้น ชัยยันตร์กอดก๋วยมองพลางคิดว่าอยากจะส่งลูกอมแก้เจ็บคอไปให้แกจังอลินตาส่ายหน้าช้าๆ ก่อนจะหันไปถามยาติ่นด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่าย
“อาจารย์นายเค้าจะวิ่งเล่นอยู่ในทุ่งลาเวนเดอร์อีกนานไหม?”ยาติ่นต้องเงี่ยหูฟังที่อลินตาพูดเพราะภาษาที่แม่หญิงผู้นี้พูดมาฟังรู้เรื่องมั่งไม่รู้เรื่องมั่ง ใช้ภาษาอะไรเป็นสื่อก็ไม่รู้สินะไม่เข้าใจสักอย่างกระนั้นก็แอบนึกค่อนขอดพ่อครูจายเปิงผู้เป็นอาจารย์ของตนอยู่ในใจทำไมเวลานี้ช่างดูเหมือนคนเสียสติไปได้ น่าอับอายจริงๆ และจังหวะนั้นเมื่อพ่อครูจายเปิงท่องคาถาเสร็จก็เป่ามนต์คาถาพรวดออกไปพร้อมส่งเสียงเรียกอะไรบางอย่างดังก้องป่าโดยที่ยังคงถือมีดสั้นไว้ในกำมือ
“ออกมาบริวารทั้งหมดในป่าของข้าพวกเจ้าจงออกมาประเดี๋ยวนี้ ถ้าไม่เช่นนั้นข้าจะไม่คลายมนต์สะกดจากหอก ดาบ ลิ่มตะปู และมีด ที่ข้าใช้ปักหลังของพวกเจ้าเอาไว้หากใครขัดคำสั่งข้าวิญญาณของมันผู้นั้นก็จะแตกสลายหาทางไปเกิดมิได้ต้องอยู่ในความมืดมิดไปตลอดกาล!”เมื่อพ่อครูจายเปิงพูดจบในบริเวณป่ามืดทึบทึมก็ปรากฏเป็นเสียงสวบสาบๆ คราวนี้ชัยยันต์ อวยชัยต่างพากันเข้าประชิดเจ้าภูแสนอย่างพร้อมเพรียงกัน ส่วนลูกสมุนของพ่อครูจายเปิงก็ขยับเข้าไปหายาติ่นด้วยความรวดเร็ว
และแล้วทุกคนก็ถึงกับผงะเมื่อพบว่าภาพเบื้องหน้านั้นคลาคล่ำไปด้วย เปรต อสูรกาย นางพราย นางตานี นางไม้ผีป่าผีเขาที่พากันค่อยๆ ปรากฏตัวลอยล่องออกมาจากในป่าทึบแม้แสงจันทร์บวกกับแสงไฟจากใต้ที่จุดกันอยู่จะไม่สว่างเท่าแสงแห่งพระอาทิตย์ยามเที่ยงวันแต่ทว่าก็ทำให้เห็นว่าเหล่าผีร้ายนั้น อยู่ในสภาพเละตุ้มเป๊ะ
ผีฝ่ายหญิงมาสวยก็จริงแต่หน้าตาเจ้าหล่อนก็บึ้งตึงเขียวทะมึนมาเชียวล่ะเธอเอ๊ย..ผีเหล่านั้นมากันเยอะแยะเต็มป่าไปหมด ทำยังกับกองทัพผีซอมบี้อวยชัยผวาเข้ายืนบังหน้าเจ้าภูแสนแม้ใจตัวเองจะสั่นระรัวเป็นกลองชุดบรรเลงเพลงร็อคก็เถอะทางด้านชัยยันต์ก็เช่นกันเข้ายืนเคียงข้างอวยชัยอย่างกล้าหาญ แม้ว่าขาจะอ่อนแรง
หนานเมืองอินทร์กับเจ้าภูแสนที่ยืนมองดูเหตุการณ์ยังคงคุมสติได้ดีทว่าตัดกลับมาที่อลินตา.. เจ้าตัวยืนจิกปลายเท้าเหมือนอยู่บนเวทีประกวดนางงามอีกมือควงมีดสั้นเล่นอย่างอารมณ์สุนทรีพร้อมเลิกคิ้วน้อยๆแต่ทางด้านพ่อครูจายเปิงนี่สิ กำลังหัวเราะอย่างบ้าคลั่งทำเหมือนเกิดมาทั้งชีวิตเพิ่งเคยได้หัวเราะก็วันนี้อลินตาหันไปทางพ่อครูจายเปิงก่อนถามเสียงเรียบๆ
“นี่ไพ่ใบสุดท้ายไหม?”พ่อครูจายเปิงพยักหน้ารับอย่างภาคภูมิใจในความพินาศย่อยยับที่กำลังจะมาถึงอลินตา
“ใช่.. และจะเป็นครั้งสุดท้ายของชีวิตแกด้วยนังปีศาจแกต้องเป็นผีปอบผีฟ้าที่จำแลงร่างมาเป็นนังแม่หญิงคนนี้เป็นแน่” พูดจบก็หันไปออกคำสั่งกับกลุ่มวิญญาณเสียงกระท่อนกระแท่นเพราะตะปูอาคมยังฝังอยู่ในร่าง
“พวกมึงจงกำจัดมันแทนข้าเดี๋ยวนี้......” สั่งความเสียงดัง แต่สิ่งที่ตอบสนองกลับมาคือความเย็นชาประดุจน้ำแข็งวิญญาณทุกดวง นิ่งสนิท.....
“พวกมึง...กูบอกให้กำจัดอีนังนี่....” กริบ... ฟิ้ว.. ฟิ้ว.. ฟิ้ว..มีเพียงเสียงลมพัดหวีดหวิว อลินตาส่ายหน้าไปมาอย่างระอาเหลือจะกล่าวก่อนจะหันไปมองภูติผีวิญญาณรอบๆแล้วพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นแต่แฝงไว้ด้วยแววแห่งเมตตากรุณาอย่างชัดเจน
“เอาล่ะฉันได้ปลดปล่อยสลักอาคมให้พวกท่านเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้พวกท่านทุกตนเป็นอิสระแล้วใครมีเวรกรรมยังไม่สิ้นสุดก็จงไปสถิตสถานอยู่ที่วิมานของตนส่วนใครหมดวาระกรรมจากที่นี่ก็จงไปสู่ภพภูมิตามบุญกรรมที่ท่านทำมาเทอญ...” เพียงแค่สิ้นคำพูดของอลินตา เหล่าสรรพดวงวิญญาณทั้งหลายก็จางคลายกลายเป็นละอองสีทองบ้างสีน้ำเงินบ้าง สีขาวบ้าง สีดำบ้าง แล้วแต่แรงบุญแรงกรรมที่ตนได้กระทำเอาไว้ ใช้เวลาไม่นานทุกอย่างก็กลับสู่ความมืดมิดของป่ายามค่ำคืนเช่นเคยพ่อครูจายเปิงเห็นดังนั้นก็ตาเหลือกค้างตกตะลึงที่ผีร้ายทั้งหลายทั้งปวงหลุดจากอาคมเข้มขลังของตนพ่อครูจายเปิงส่ายหน้ารัวเร็วไม่เชื่อสายตา
“เป็นไปไม่ได้! เป็นไปได้อย่างไร...!”