หลี่เป่าน้องสาวคนเล็ก

    บทที่ 52 เชิญสนทนา

    หลี่เป่า น้องสาวคนเล็ก


    บทที่ 52 เชิญสนทนา




    หลังจากหลี่ต้ารายงานตัวเข้ารับตำแหน่งพร้อมกับผู้ช่วยอีกสามคนแล้ว ข่าวเรื่องที่เขายังขาดผู้ช่วยอีกคนหนึ่งได้แพร่กระจายไปทั่วสารทิศ ทำให้ตอนนี้ผู้คนในจวนตระกูลหลี่ต้องวุ่นวายรับแขกตลอดสัปดาห์ จนหลี่ต้าประกาศออกมาว่าเขาได้ผู้ช่วยคนที่สี่แล้ว แขกของจวนจึงค่อยซาลง พวกเขาถึงสามารถเริ่มงานของตัวเองได้อย่างสบายใจ


    หลี่ต้าพี่ชายคนโตพร้อมผู้ช่วยอีกสามคน เริ่มค้นหาเป้าหมายที่คิดจะตรวจสอบ ส่วนผู้ช่วยอีกคนหนึ่งนั้นหลี่ต้าได้นำแจ้งชื่อให้แก่ฮ่องเต้ทราบโดยตรงเท่านั้น ทำให้ไม่มีใครรู้ว่าคนที่สี่คือผู้ใด ดังนั้นคนผู้นี้จึงเหมาะสมที่จะเป็นเป็นสายข่าววงในให้พวกเขามากที่สุด


    วันถัดมา หลี่ต้านัดประชุมเหล่าผู้ช่วยของเขาที่จวนตระกูลหลี่ จางเหว่ยที่ได้พบกับเฟยหลงอีกครั้งก็รู้สึกประหลาดใจและดีใจเป็นอย่างมาก เขาพยายามตามหาเด็กหนุ่มผู้นี้มาตลอดแต่ก็ไม่พบ จนคิดว่าตัวเองอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้อีกฝ่ายต้องลำบาก เมื่อได้พบกันอีกครั้ง เขาก็สบายใจขึ้นมาก และได้พูดคุยสารทุกข์สุกดิบ ก่อนจะเริ่มหารือเรื่องงาน


    ในที่สุดหลังจากทั้งกลุ่มได้หารือกันแล้ว เป้าหมายแรกก็ปรากฏขึ้น บุคคลผู้นี้เป็นขุนนางสังกัดกรมโยธา ที่รับหน้าที่ดูแลการก่อสร้างของทางการ ไม่ว่าจะเป็นกำแพงเมืองหรือเขื่อนกั้นน้ำ ที่คนผู้นี้ถูกหมายตาเป็นคนแรกเพราะเขามีรายชื่ออยู่ในบุคคลที่เป่าเปาหมายหัว และบังเอิญว่ามีข้อมูลจากเฟยหลงว่ามักจะมีฎีการ้องเรียนเรื่องค่าแรงการก่อสร้างที่ไม่เป็นธรรมอยู่บ่อยๆ ดังนั้นหลี่ต้าจึงมอบหมายงานให้แต่ละคนไปดำเนินการตามความถนัด และเริ่มงานแรกทันที


    นอกจากหลี่ต้ากับหลี่กังที่เริ่มทำงานของตัวเองแล้ว หลี่ซานพี่ชายคนที่สามกับเป่าเปาเองก็เริ่มงานของตัวเองเช่นกัน พวกเขาสองคนได้วางแผนทำการค้าที่เมืองหลวงมานานกว่าสี่ปีแล้ว ทำให้การค้าของทั้งสองมีชื่อเสียงอยู่พอสมควร


    ที่เมืองทังโจวหลี่ต้ามีกิจการมากมายหลายอย่าง เช่น โรงเตี๊ยม โรงรับจำนำ ร้านแลกเงิน ร้านขายธัญพืช ฯลฯ แต่ที่เมืองหลวงเขาเป็นเจ้าของโรงเตี๊ยมแห่งเดียวเท่านั้น เพราะตัวเขาอยู่ที่เมืองทังโจวทำให้การเดินทางไปมาระหว่างเมืองทังโจวกับเมืองหลวงค่อนข้างลำบากทั้งยังต้องใช้ต้นทุนสูง ดังนั้นเขาจึงส่งหลงจู๊ที่ไว้ใจให้มาเปิดทำโรงเตี๊ยมเอาไว้ก่อน ส่วนกิจการอื่นๆ เขาค่อยมาจัดการในภายหลัง


    เป่าเปาเองก็มีร้านน้ำชาที่เมืองหลวงเช่นเดียวกับเมืองทังโจว เพียงแต่ที่เมืองหลวงกิจการดีกว่ามาก นางได้ส่งอาจารย์อี้ อดีตอาจารย์ของนางในชาติก่อนมาเป็นผู้ดูแล เนื่องจากเขาเคยเป็นบัณฑิตมาก่อน ทำให้เข้าใจความรู้สึกของเหล่าบัณฑิต จึงจัดการตกแต่งร้านให้ดูสบายๆ น่าเข้ามาสนทนาวิชาการ


    เหล่าบัณฑิตในเมืองหลวงเองก็รู้สึกว่าบรรยากาศร้านน้ำชาแห่งนี้เหมาะสมจะเป็นสถานที่ในการหารือตำราและประชันบทกวี ทำให้ที่นี่มีผู้คนแวะเวียนมาไม่ขาดสาย


    หลี่ซานและเป่าเปาออกจากบ้านพร้อมกันในตอนเช้าเพื่อไปดูการค้าของตัวเอง โดยมีเป่าเปาเป็นคนนำทาง พวกเขาเหล่าพี่น้องไม่ชอบการมีคนรับใช้คอยเดินตาม ดังนั้นจึงมักจะออกไปกันตามลำพัง


    "น้องเล็กเหตุใดเจ้าถึงดูชำนาญทางราวกับเคยอยู่ที่นี่อย่างนั้นแหละ"


    พวกเขาสองคนเคยมาเมืองหลวงเพียงสองครั้ง หนึ่งคือมาดูทำเลที่ตั้งร้านที่จะทำ สองมาตอนลงนามสัญญาเช่าร้านและก่อสร้างเท่านั้น หลังจากนั้นก็ส่งต่อให้ผู้ดูแลคอยจัดการแทนทั้งหมด


    "พี่สามท่านลืมไปแล้วหรือว่าข้าเป็นนักหาข่าวมือหนึ่งเชียวนะ หากไม่ศึกษาเส้นทางแต่ละเมืองดีๆ ข้าจะกล้าออกไปหาข่าวได้อย่างไร"


    "นั่นก็จริงของเจ้า การมีข้อมูลข่าวสารในมือช่างดีจริงๆ"


    หลี่ต้าพยักหน้ารับ จริงๆ เขาเองก็รู้สึกแปลกใจตั้งแต่ตอนที่น้องสาวเลือกทำเลการค้า เพราะบริเวณที่น้องสาวตัดสินใจเลือกราคาค่อนข้างสูงจนไม่มีใครกล้าลงทุน เขาเองก็คิดเช่นนั้น แต่เป็นเพราะน้องสาวของเขายืนยันจะใช้พื้นที่ตรงนี้เท่านั้น ทำให้เขาตัดสินใจทุ่มสุดตัวทำโรงเตี๊ยมและโรงน้ำชาข้างกัน


    ไม่นานหลังจากนั้นกิจการทั้งสองก็เจริญรุ่งเรืองจนที่ดินรอบข้างพากันขึ้นราคาเกือบสองเท่า ตอนนั้นเขาคิดว่าน้องสาวอาจมีพรสวรรค์เรื่องการดูทำเล แต่ตอนนี้เขาเข้าใจแล้วว่าเพราะนางมีข้อมูลของทำเลในมือต่างหากล่ะ จึงตัดสินใจเลือกทำเลได้ถูกต้องได้


    เป่าเปาถอนหายใจออกมาทีหนึ่งด้วยความโล่งอก ยิ่งนับวันพี่สามของนางก็ยิ่งมีข้อสงสัย ทำให้นางต้องคิดหาคำตอบเหตุผลมาตอบเขา หากบอกไปว่า 'เพราะข้าเคยมาอยู่ที่นี่บ่อยๆ' แล้วนางจะเคยอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ในเมื่อนางอยู่กับครอบครัวตลอดเวลา เฮ้อ...


    หลังจากเดินมาประมาณหนึ่งเค่อก็พบเข้ากับโรงเตี๊ยมขนาดใหญ่ที่อยู่ข้างกันกับโรงน้ำชา ผู้คนมากมายเดินแวะเวียนเข้าออก ทำให้สองพี่น้องมองภาพตรงหน้าอย่างมีความสุข ขณะที่พวกนางกำลังจะเดินเข้าไปด้านในเป่าเปาก็เหลือบมองเห็นสตรีนางหนึ่งที่กำลังเดินอย่างรีบร้อนเข้าไปในโรงน้ำชา


    "พี่สาม ข้ามีธุระด่วน ไว้เจอกันที่โรงเตี๊ยมนะเจ้าคะ"


    "เอ๋..."


    ยังไม่ทันได้เอ่ยถาม เป่าเปาก็วิ่งหายเข้าไปโรงน้ำชาทันที หลี่ซานพี่ชายคนที่สามได้แต่ยืนงง


    "เชิญคุณหนูด้านในเลยขอรับ"


    "ข้าต้องการพบหลงจู๊เดี๋ยวนี้!!"


    "เอ่อคือ..."


    "เดี๋ยวนี้!!"


    "ขอรับๆ เชิญด้านนี้เลยขอรับ"


    พนักงานต้อนรับที่ถูกตะคอกจนตกใจรีบพาแม่นางน้อยตรงหน้าไปพบกับหลงจู๊ที่ชั้นสองทันที


    "อ้าวเป่าเปา มาได้อย่างไร เจ้าออกไปก่อน"


    "ข้าไม่มีเวลาอธิบาย ข้าต้องการสืบข่าวเดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ"


    อี้ไท่เข้าใจความหมายของเป่าเปาทันที เขาหยิบชุดดำทะมัดทะแมงให้นางไปเปลี่ยนโดยไม่เอ่ยถามสิ่งใด ก่อนหน้านี้เขาได้รับการรักษาจากหมอเทวดา ทำให้สามารถลุกขึ้นเดินได้บ้างแล้ว


    เมื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จนางก็รีบแอบตามมุมที่สร้างเอาไว้เพื่อฟังข่าวจากคนที่นั่งในโรงน้ำชา


    "ท่านแน่ใจนะว่าสิ่งนี้จะได้ผล"


    "อาการของท่านจะเหมือนคนตั้งครรภ์แน่นอนขอรับ"


    "เช่นนั้นก็ดี ถ้าได้ผลเจ้ารอรับรางวัลจากข้าได้เลย"


    "ขอบคุณนายหญิงมากขอรับ"


    หลังรับของเสร็จ สตรีผู้นั้นก็เร่งรีบออกจากร้านน้ำชาทันที เพราะความกังวลทำให้นางไม่ทันรู้ตัวว่ามีคนสะกดรอยตามอยู่


    เป่าเปาตามสตรีนางนั้นไปจนถึงทางเข้าวังหลวงก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย หลังจากที่เห็นแวบแรกนางก็มั่นใจว่าคนผู้นี้คือต้าหนี่ ศัตรูคู่แค้นถึงสองชาติของนางอย่างแน่นอน เมื่อได้ฟังเรื่องราวที่นางคุยกับคนแปลกหน้าในโรงน้ำชา ประกอบกับสถานที่ที่นางเข้าไป ดวงตาของเป่าเปาก็สว่างวาบขึ้นมาทันที อยากให้เหมือนตั้งครรภ์มากนักใช่ไหม หึหึ


    เมื่อสืบข่าวเรียบร้อยนางก็หมุนตัวกลับไปทางโรงเตี๊ยมของพี่ชายสาม แต่ยังไม่ทันได้เข้าไปข้างใน เสียงคนกลุ่มหนึ่งก็ดังขึ้น


    "ใครไม่เกี่ยวถอยออกไป"


    "นี่พวกท่านกำลังจะพาข้าไปไหน"


    "ท่านอ๋องสามอยากจะเชิญท่านไปสนทนาด้วยเล็กน้อยเท่านั้น อย่ากังวลไปเลย"


    เชิญไปสนทนาถึงกับต้องมัดมือเขาเอาไว้เนี่ยนะ มันจะใช่การสนทนาจริงๆ ไหมเนี่ย หลี่ซานพยายามมองหาตัวช่วย แต่ไม่มีใครที่เขารู้จักอยู่ละแวกนั้น ทำให้เขาได้แต่ก้มหน้ายอมรับชะตากรรม แม้จะเป็นคนฉลาด เจ้าเล่ห์ และรู้จักพลิกแพลงมากที่สุดในบรรดาพี่น้อง แต่ในทางกลับกันเพราะเขามักจะหลบหนีการฝึกต่อสู้ ทำให้เขาอ่อนแอที่สุดในเรื่องนี้ รู้แบบนี้ฝึกต่อสู้มากๆ หน่อยดีกว่า เขาได้แต่บ่นพึมพำกับตัวเองในใจ


    เป่าเปามองตามพี่ชายที่ถูกเชิญไปสนทนา ก่อนจะค่อยๆ แอบตามไป เป็นบุรุษย่อมต้องแสดงความจริงใจให้ครอบครัวฝ่ายหญิงได้เห็นดังสุภาษิตที่ว่า


    'อยากได้ลูกเสือ ก็ต้องเข้าถ้ำเสือ '


    แต่ถ้าพี่ชายสามไม่รอดพ้นจากพ่อเสือ ก็ยังมีน้องคนนี้ช่วยเก็บซากท่านออกมาล่ะนะ สู้ๆ พี่ชาย เป่าเปาทำได้เพียงส่งกำลังใจตามไปกับสายลม


    คล้ายกับเรื่องหลี่เป่าน้องสาวคนเล็ก ที่คุณอ่าน