ตอนที่ 15 การเดินทางอีกครั้ง
หลังจากที่ทุกคนกลับจากสถานที่แห่งนั้น พวกเขาก็เดินทางกลับไปยังที่พัก แซมได้แยกทางไปอีกทางหนึ่ง เพราะเขาจะไปดูสินค้าว่าคนงานขนขึ้นรถเสร็จแล้วหรือยัง
ทุกคนเดินไปเรื่อย ๆ จนมาถึงโรงเตี๊ยม บรรยากาศในตอนนั้นเริ่มเย็นลง ใกล้จะค่ำแล้ว เรนและกลุ่มของพวกเขาต่างเตรียมตัวอาบน้ำ กินอาหาร และพักผ่อนกันตามอัธยาศัย
เวลาผ่านไปสักพัก แซมก็เดินเข้ามาที่โถงของโรงเตี๊ยม ก่อนจะบอกทุกคนว่า
“คนงานขนสินค้าขึ้นเสร็จแล้วครับ พรุ่งนี้พวกเราจะออกเดินทางกันนะครับทุกคน”
ทุกคนต่างพยักหน้ารับ ก่อนจะมานั่งร่วมวงทานอาหารกันอย่างคึกคัก แล้วจึงแยกย้ายกันไปพักผ่อน
...
เช้าวันต่อมา ทุกคนต่างเตรียมตัวกันั้แ่ตะวันยังไม่ขึ้นขอบฟ้า หลังจากทานอาหารเช้าอย่างง่าย ๆ พอตะวันเริ่มขึ้นและแสงสาดส่อง พวกเขาก็รีบออกเดินทางทันที เพราะเวลาที่กำหนดไว้ได้ผ่านไปแล้ว
เดินมาได้สักพัก เรนก็หันไปบอกลูคัสว่า
“ลูคัส นายกับพวกคุณแซมออกเดินทางไปก่อนเลยนะ ไม่ต้องรอฉัน”
พูดจบเขาก็เดินย้อนกลับไปทางเมืองทันที
แซมและคนอื่น ๆ ต่างมองหน้ากันอย่างสงสัย ก่อนจะถามลูคัสขึ้นว่า
“เอ่อ...คุณลูคัสครับ คุณเรนเขาจะไปไหนเหรอครับ?”
ลูคัสเองก็ทำหน้างงเล็กน้อย ก่อนจะตอบว่า
“ผมก็ไม่รู้เหมือนกันครับ เขาอาจจะลืมของอะไรไว้ก็ได้ พวกเราออกเดินทางกันต่อเถอะครับ”
ทุกคนจึงเดินทางกันต่อไป
...
เวลาผ่านไป พวกเขาเดินทางออกมาจนถึงรอบนอกของเขตป่าแห่งภูติ
จู่ ๆ ก็มีเสียงฝีเท้าดังออกมาจากป่าด้านข้าง
ทุกคนใทันทีและรีบจับอาวุธเตรียมพร้อม
“เอ่อ ทุกคน ผมเองครับ เรน”
เสียงคุ้นเคยดังขึ้น
เรนเดินออกมาจากป่าช้า ๆ ก่อนจะพูดขึ้นว่า
“ผมลืมอะไรบางอย่างไว้ เลยกลับไปเคลียร์นิดหน่อย ตอนนี้เรียบร้อยแล้วครับ”
ทุกคนจึงถอนหายใจโล่งอก ก่อนจะเดินทางต่อ
ไม่นานนัก พวกเขาก็หยุดพักกลางวันเพื่อทานอาหารกันเล็กน้อย แล้วจึงออกเดินทางต่อ
ใน่เย็น พวกเขาก็มาถึงอาณาจักรบลูฮีว ซึ่งเป็สถานที่ที่เคยมาพักตอนขามา จึงตัดสินใจพักค้างคืนที่นี่อีกครั้ง ก่อนจะออกเดินทางต่อในเช้าวันถัดไป
แซมพูดขึ้นกับทุกคนว่า
“ขากลับเราจะเดินทางได้ไวขึ้น เพราะไม่มีสิ่งขัดขวางระหว่างทาง ผมคิดว่าอีกประมาณสองวันก็น่าจะถึงอาณาจักรเนบิวล่าแล้วครับ”
ทุกคนพยักหน้าเข้าใจ ก่อนจะออกเดินทางกันต่อ
สองวันต่อมา พวกเขาก็มาถึงจุดหมาย
แซมกล่าวขอบคุณทุกคนที่ช่วยพาเขาไปถึงป่าแห่งภูติ และช่วยให้การแลกเปลี่ยนสินค้าสำเร็จลุล่วง ก่อนจะจ่ายค่าตอบแทนให้กับทุกคน แล้วต่างฝ่ายก็เตรียมแยกย้ายกัน
แต่ก่อนที่กลุ่มของเรจะจากไป เขาได้เดินเข้ามาหาเรนกับลูคัส ก่อนจะพูดว่า
“สักวันหนึ่งพวกเราคงได้พบกันและร่วมทางกันอีกครั้งนะครับ เป็การเดินทางที่คุ้มค่าและสนุกมากครับ”
เรนกับลูคัสพยักหน้าตอบรับพร้อมรอยยิ้ม
จากนั้นเรนก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้ เขาหยิบผลึกบางอย่างออกมา แล้วยื่นให้เร
“เอานี่ไป อัญมณีสื่อสาร ถ้านายมีเื่อะไร ก็ส่งพลังเวทเข้าไปในนั้น มันจะบอกตำแหน่งของนายกับฉัน”
เรรับมันไว้อย่างขอบคุณ ก่อนที่ทุกคนจะแยกย้ายกันไป
เรนถอนหายใจเบา ๆ
“เฮ้อ…ในที่สุดก็จบสักที ฉันนึกว่าจะเจออะไรที่ท้าทายกว่านี้ซะอีก”
เขาหันไปมองลูคัสก่อนจะยิ้ม
“แค่นี้เราก็มีเงินพอสมควรแล้ว ไปซื้อของใช้กันหน่อยเถอะ”
พูดจบเรนก็เดินนำไปยังถนนสายต่าง ๆ ในเมือง ลูคัสเดินตามเพื่อนของเขาไปอย่างสบายอารมณ์
จนกระทั่งทั้งสองหยุดอยู่หน้าร้านอาหารขนาดใหญ่ที่ดูหรูหราโอ่อ่า
“นี่ลูคัส ไหน ๆ ก็ยังไม่ได้กินอะไรจริงจัง พวกเราไปลองกินร้านนั้นกันไหม”
ลูคัสมองตามที่เรนชี้ ก่อนจะอุทาน
“โห…นี่มันร้านของพวกขุนนางชั้นสูงเลยนะ ใหญ่โตจริง ๆ”
ทั้งสองจึงเดินเข้าไปในร้านอย่างเงียบ ๆ
ภายในเป็ห้องโถงขนาดใหญ่ แสงไฟสว่างทั่วทุกมุม ประดับด้วยแก้วและของตกแต่งแวววาวมากมาย
พวกเขาไปนั่งที่โต๊ะมุมหนึ่ง ก่อนจะมีพนักงานเดินเข้ามาถามอย่างสุภาพ
“พวกคุณจะรับอะไรดีครับในมื้อนี้”
เรนและลูคัสสั่งอาหาร ก่อนที่พนักงานจะเดินนำรายการไปส่งที่ครัว
ทั้งสองนั่งคุยกันเบา ๆ สักพัก อาหารก็ถูกนำมาวางบนโต๊ะอย่างสวยงาม
ลูคัสมองอาหารตรงหน้าอย่างตื่นเต้น
“โห นาน ๆ มากินอะไรแบบนี้ก็ดีเหมือนกันนะ”
เรนหัวเราะเบา ๆ
ทั้งสองเริ่มทานอาหารอย่างเอร็ดอร่อย
แต่แล้ว…
ก็มีชายคนหนึ่งเดินเข้ามาที่โต๊ะของพวกเขา
“หึ นึกว่าใคร ที่แท้ก็พวกตัวเหม็นจากกิลด์นักผจญภัยนี่เอง”
ลูคัสชะงักเล็กน้อย ก่อนจะหันไปมองชายคนนั้นแวบหนึ่ง แล้วกลับมากินต่อเหมือนไม่สนใจ
ชายคนนั้นเริ่มเสียงดังขึ้น
“แกทำเป็ไม่เห็นฉันงั้นเหรอ!”
ผู้คนรอบร้านเริ่มหันมามอง
บางคนเริ่มซุบซิบกัน
“นั่นมันคุณชายจากตระกูลขุนนางไม่ใช่เหรอ”
“ใช่ ๆ เขาเลย”
ชายคนนั้นพูดต่อด้วยน้ำเสียงดูถูก
“พวกแกมีเงินจ่ายหรือไง ถึงกล้าเข้ามากินในร้านนี้ พวกหนูสกปรก”
เรนพูดขึ้นเบา ๆ
“ไปเถอะ เราไม่อยากมีเื่”
แต่ชายคนนั้นกลับหัวเราะลั่น
ก่อนจะปัดจานอาหารของทั้งสองคนตกลงพื้นจนหมด
“แบบนี้มันดูถูกกันนี่นา คิดว่าฉันจะกลัวพวกแกหรือไง!”
เรนมองหน้าเขานิ่ง ๆ
ก่อนจะพูดขึ้น
“อ้อ…แกนี่เอง ไอ้คนที่ฉันดีดนิ้วใส่เมื่ออาทิตย์ก่อนจนเกือบตายน่ะ”
ลูคัสหัวเราะทันที
“อ๋อ เ้าเซลิส วันนั้นโดนไปนิดเดียว จำไม่ได้หรือไง”
เซลิสหน้าแดงด้วยความโกรธ
“พวกแก! วันนั้นฉันประมาทไป วันนี้พวกแกไม่รอดแน่!”
จากนั้นเขาก็สั่งให้คนไปเรียกใครบางคนออกมาจากมุมร้าน
เมื่อชายคนนั้นเดินออกมา
ผู้คนในร้านต่างตกตะลึง
“นะ…นั่นมัน!”
“ท่านลอย!”
“นักผจญภัยระดับ S!”
ผู้คนรีบถอยห่างทันที
ลอย หนึ่งในนักผจญภัยระดับ S ของอาณาจักรเนบิวล่า ผู้แข็งแกร่งอันดับต้น ๆ ของเมืองแห่งนี้
ลูคัสลุกขึ้นยืนอย่างไม่เกรงกลัว
“หือ…วันนี้มีคนหนุนหลังนี่เอง ถึงได้ทำตัวอวดดีแบบนั้น”
ลอยมองลูคัสั้แ่หัวจรดเท้า ก่อนจะพูดขึ้นอย่างเ็า
“แกสินะที่ทำคุณชายเซลิสในวันนั้น”
ลูคัสยักไหล่นิด ๆ
“ก็ใช่ แล้วจะทำไม”
บรรยากาศในร้านเริ่มตึงเครียดขึ้นเรื่อย ๆ จนพนักงานในร้านต้องรีบวิ่งเข้ามาห้าม
“เอ่อ…คุณลูกค้าครับ ถ้าจะมีเื่กัน รบกวนไปที่ลานฝึกด้านนอกจะดีกว่านะครับ”
ลอยพยักหน้าเล็กน้อย
“ก็ดีเหมือนกัน”
ลูคัสหันไปมองเรนที่ยังนั่งเคี้ยวขนมอย่างไม่สนใจอะไร
“ไปดูหน่อยไหม”
เรนยักไหล่เบา ๆ
“แล้วแต่นาย”
ไม่นานนัก ทุกคนก็เดินออกจากร้านไปยังลานฝึกขนาดใหญ่ด้านนอกเมือง
ลานฝึกแห่งนี้กว้างมาก มีกำแพงหินหนาหลายสิบเมตรล้อมรอบไว้ราวกับสนามประลอง
ผู้คนที่อยู่ในร้านต่างตามออกมาดูด้วยความตื่นเต้น บางคนเริ่มตั้งวงเดิมพันกันอย่างคึกคัก
“ข้าลงลอยสิบเหรียญ!”
“ใครมันจะสู้ระดับ S ได้กัน!”
เสียงเชียร์เริ่มดังขึ้นรอบสนาม
ลูคัสเดินเข้าไปกลางลานอย่างสบาย ๆ เหมือนกำลังเดินเล่น
ส่วนลอยเดินตามเข้ามาอย่างเงียบ ๆ
สายตาของเขาจับจ้องไปที่ลูคัสตลอดเวลา
เซลิสยืนอยู่ด้านข้างสนามพร้อมรอยยิ้มเยาะ
“สั่งสอนมันให้หนักเลยท่านลอย!”
ลอยถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะชักดาบออกจากฝัก
เคร้ง—
เสียงโลหะดังสะท้อนก้องไปทั่วสนาม
ทันทีที่ดาบถูกชักออกมา พลังเวทบางอย่างก็เริ่มแผ่ออกมาจากร่างของเขา
พื้นหินใต้เท้าสั่นเล็กน้อย
ผู้ชมรอบสนามต่างถอยออกไปอีกหลายก้าว
“พลังเวทนี่มัน…”
“สมกับเป็นักผจญภัยระดับ S จริง ๆ”
เสียงซุบซิบดังขึ้นไม่หยุด
ลอยยกดาบขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะพูดกับลูคัส
“แกยังมีโอกาสอยู่นะ”
“คุกเข่าขอโทษคุณชายเซลิสซะ แล้วเื่นี้จะจบ”
ลูคัสเอียงคอเล็กน้อย
“โธ่…คำพูดแบบนั้นฟังจนเบื่อแล้ว”
เขาค่อย ๆ ชักดาบของตัวเองออกมา
ดาบสีดำเรียบง่าย ไม่มีลวดลายหรูหราเหมือนของลอย
“ถ้าจะสู้ก็รีบ ๆ หน่อย”
คำพูดนั้นทำให้ผู้ชมทั้งสนามฮือฮา
ลอยหรี่ตาลงทันที
“แกนี่มัน…”
ฟุ่บ!
ในวินาทีต่อมา ลอยก็พุ่งตัวออกไปทันที
ความเร็วของเขาเร็วราวกับสายลม
ดาบพุ่งเข้าฟันลงมาทางลูคัสอย่างรุนแรง
เคร้ง!!!
เสียงโลหะกระแทกกันดังสนั่น
ประกายไฟกระเด็นออกไป
ผู้ชมหลายคนเบิกตากว้าง
เพราะลูคัสยืนอยู่ตรงนั้น
มือข้างเดียวถือดาบรับการโจมตีไว้ได้อย่างสบาย
“โอ้?”
ลอยพูดเบา ๆ
“รับได้งั้นเหรอ”
ลูคัสยิ้มมุมปาก
“แรงแค่นี้เองเหรอ”
เสียงฮือฮาดังขึ้นทันที
“หมอนั่นรับการโจมตีของลอยได้!”
“มันเป็ใครกันแน่!”
เรนที่ยืนดูอยู่ด้านข้างถอนหายใจเบา ๆ
ก่อนจะหยิบขนมขึ้นมากินต่อ
“ลูคัส…อย่าทำลานฝึกพังล่ะ”
ลูคัสหัวเราะ
“จะพยายามละกัน”
ลอยะโถอยออกมาหนึ่งก้าว
สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปทันที
จากความดูถูก…กลายเป็ความจริงจัง
“ดูเหมือนชั้นจะประเมินแกต่ำไป”
ลูคัสหมุนดาบเล่นในมือเบา ๆ
“เพิ่งรู้เหรอ”
ลมเริ่มพัดแรงขึ้นในสนามฝึก
พลังเวทของลอยเริ่มหนาแน่นขึ้นเรื่อย ๆ
พื้นหินเริ่มแตกร้าวเป็เส้นบาง ๆ
ผู้ชมบางคนเริ่มถอยออกไปจนชิดกำแพง
เซลิสเริ่มมีสีหน้าตื่นเต้น
“ใช่แล้วท่านลอย! เอาจริงซะ!”
ลอยไม่ตอบ
สายตาของเขาจ้องลูคัสอย่างเคร่งเครียด
“บอกชื่อแกมาซะ”
เขาพูดขึ้น
ลูคัสยิ้มเล็กน้อย
“ลูคัส”
ลอยพยักหน้าเบา ๆ
“จำไว้ซะลูคัส”
“นี่จะเป็บทเรียนสุดท้ายของแก”
ทันใดนั้นพลังเวทของลอยก็พุ่งขึ้นอย่างรุนแรง
ลมหมุนวนรอบตัวเขา
ดาบในมือเริ่มเปล่งแสงสีฟ้า
ผู้ชมหลายคนถึงกับกลืนน้ำลาย
“ท่าไม้ตายของลอย!”
แต่ในขณะนั้นเอง
ลูคัสกลับยืนอยู่เฉย ๆ
ก่อนจะพูดขึ้นอย่างเบื่อ ๆ
“ในที่สุดก็เอาจริงสักที”
เขาค่อย ๆ ยกดาบขึ้น
พลังบางอย่างเริ่มแผ่ออกมาจากร่างของเขา
เรนที่ยืนดูอยู่ด้านข้างหรี่ตาเล็กน้อย
“อืม…เริ่มแล้วสินะ”
และในวินาทีต่อมา
ทั้งสองก็พุ่งเข้าหากันอีกครั้ง
การต่อสู้ที่แท้จริง
เพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น....