ฉันเข่าไปที่แก้มซ้ายของเขาอย่างแรงจนหน้าเขาหันไปอีกทาง ลีวายชะงักไปในขณะที่ฉันรีบไถลตัวออกมาจากร่างของเขาและพยายามปกปิดร่างกึ่งเปลือยของตัวเองเอาไว้ด้วยผ้าเช็ดตัวบางๆ ที่แขวนเอาไว้ใกล้ๆ ลีวายจับใบหน้าข้างที่ถูกเข่ากระแทกเอาไว้และเงยหน้าขึ้นมองฉันด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจ
“เธอก็เป็ซะแบบนี้” เขาพูดเสียงเย็นอย่างที่ฉันไม่เคยได้ยิน แววตาของเขาแข็งกร้าวอย่างไม่พอใจ ใบหน้าของเขาเป็รอยช้ำสีม่วงเข้มเนื่องจากถูกกระแทกอย่างแรง “เพราะเธอเอาแต่หวงเนื้อหวงตัว แตะต้องไม่ได้ – แค่เื่แค่นี้มันจะทำให้เธอเสียหายสักแค่ไหนเชียว!”
อะไรนะ?
เสียหายสักแค่ไหนงั้นเหรอ!?
เมื่อกี้เขาพูดว่ามันเสียหายสักแค่ไหนงั้นสินะ!!?
“ออกไป!” ฉันพูดเสียงแข็ง “ไสหัวไปเดี๋ยวนี้!”
“ของขวัญ – ” เขาแยกเขี้ยว “เพราะเป็แบบนี้ไง – เธอถึงได้น่าเบื่อ!!”
“ฉันบอกว่า – ออกไปให้พ้น!!”
ฉันแผดเสียงพร้อมกับที่เสียงกริ่งดังขึ้นมา ลีวายขบเขี้ยวเคี้ยวฟันก่อนจะคว้าเสื้อของเขาขึ้นมาสวมและเดินออกไปอย่างรวดเร็วและเดาว่าเขาคงจะไม่กลับมาเจอฉันอีกและ… นี่เรียกว่าเลิกกัน – และมันทำให้ฉันคิดได้ว่า บางทีสาเหตุที่ฉันได้ย้อนกลับมาใน่เวลานี้มันเป็เพราะอะไร
ความรู้สึกทุกอย่างมันประเดประดังเข้ามาในหัวของฉันอย่างห้ามไม่ได้ ร่างของฉันทรุดลงที่พื้นอย่างรวดเร็วและรู้ตัวอีกทีคือร่างทั้งร่างสั่นไปหมด สองแขนยกขึ้นมากอดตัวเองโดยอัตโนมัติก่อนที่น้ำตาจะไหลลงมาอาบสองแก้มโดยไม่อาจห้ามได้
ฉันรู้สึกกลัวและผิดหวัง มันไม่ใช่ว่าฉันไม่รู้ว่าลีวายจะทำแบบนี้อีกครั้ง ฉันยังจำได้อยู่ว่าในครั้งก่อนเขาทำอะไรกับฉัน – และในครั้งนี้ฉันก็เกือบที่จะแก้ไขอะไรไม่ได้ – แถมเหมือนลึกๆ แล้วฉันยังมีความหวังว่า การแสดงตอบรับจากลีวายจะไม่ใช่อะไรแบบนี้
การที่คนเราตั้งความหวังเอาไว้มากๆ ก็เหมือนกับกำลังทำให้ตัวเองขึ้นไปอยู่บนจุดที่สูงที่สุดและตกลงมาอย่างรวดเร็ว มันทั้งเ็ปและรู้สึกราวกับโลกจะพังทลายลงไป ไม่รู้ว่านานเท่าไหร่ที่ฉันนั่งร้องไห้อยู่อย่างนั้นจนกระทั่งเสียงประตูห้องเปิดออกอีกครั้งหนึ่ง และครั้งนี้ทำให้ฉันรู้สึกว่าบางทีลีวายอาจจะกลับมาเพื่อขอโทษ
แต่มันไม่ได้เป็แบบนั้น
“ขวัญ! ทำไมแกไม่ล็อคประตูห้อง” เสียงแหลมสูงะโดังมาจากด้านนอก แสงแห่งความหวังของฉันดับวูบลงไป แต่ในขณะเดียวกันความรู้สึกของฉันมันกลับดีขึ้นราวกับได้ยาดีมาเยียวยา “ขวัญ! ไอ้ขวัญโว้ย! เตรียมตัวเสร็จหรือยัง – ไอ้บ้าลีวายมันยังอยู่ไหม อย่าให้มันนอนทับที่ของฉันเชียวนะ!”
“ที่ของแกบ้าบออะไรยะ” ฉันะโกลับไปพร้อมหัวเราะเล็กน้อย บ้าเอ้ย! ยัยต้นหอมจะทำให้ฉันเป็ไบโพล่า “เออ รอก่อนแปปนึง – เดี๋ยวฉันออกไป"
“นี่ยังไม่พร้อมอีกเหรอ ดีนะฉันรีบมากดดันแกที่ห้อง” เสียงของต้นหอมดังมาจากประตูห้อง แน่นอนว่าฉันรู้ได้ทันทีว่าต้นหอมมายืนอยู่หน้าห้องแล้วจึงไม่รอช้าที่จะนำผ้าเช็ดตัวผืนเดิมมาห่อร่างกายตัวเองอย่างรวดเร็วและยกแขนขึ้นมาเช็ดคราบน้ำตาออกไปจากใบหน้า “ฉันจะรออยู่ข้างนอกเนี่ยแหละ รีบๆ เข้าล่ะ!”
“เออ – ไปสายหน่อยมันไม่ตายหรอก!”
*************
“โอเค ฉันว่านี่มันก็วุ่นวายนิดๆ นะ”
ฉันพูดขึ้นเมื่อเราขับรถมาถึงฮอลล์และเดินมาต่อแถวเตรียมตัวเข้าชมคอนเสิร์ต ผู้คนมากมายกำลังต่อแถวเรียงรายกันเยอะแยะทั้งชายและหญิง ผู้หญิงสามสี่คนที่ยืนต่อแถวอยู่ด้านหน้าของเราสองคนกำลังพูดคุยกันอย่างเมามันส์พร้อมกับทำท่าทางคลั่งไคล้อย่างกับจะตามคนพวกนั้นกลับบ้านได้เลย
“โอ๊ว เธอคิดว่าวันนี้เขาจะสบตากับเราไหม” ผู้หญิงคนแรกพูด
“อยากให้เขาสบตากับฉันจัง” ผู้หญิงอีกคนกรี๊ดกร๊าด “ฉันอยากให้เขามายืนอยู่ตรงหน้าฉันแล้วพูดชื่อฉันสักครั้ง – ฉันคงจะเป็ลมไปแน่ๆ เลยถ้าเกิดว่าเจออะไรแบบนั้นจริงๆ”
“ตอนนี้แค่คิดถึงเขาฉันก็รู้สึกว่าฉันจะละลายไปกับพื้นนี่แล้ว – ”
เอ่อ – ฉันว่าแบบนั้นมันก็ไม่ค่อยดีนักนะ
“เห็นไหมล่ะ” ต้นหอมสะกิดสีข้างฉันยิกๆ “มีแต่คนคลั่งรักวงนี้ โดยเฉพาะนักร้องนำ”
“จ้า – ก็หวังว่าเธอคงจะไม่เป็แบบนั้น”
“แล้วเธอจะรู้”
ไม่นานหลังจากเราสองคนเดินเข้าไปในฮอลล์ สาวๆ ทั้งหลายมีท่าทางตื่นเต้นอย่างมาก ในขณะที่เราทุกคนยืนอยู่ด้านหน้าเวที ต้นหอมดูมีความสุขมากเมื่อได้ที่ยืนแถวหน้า ฉันไม่คิดเลยว่าต้นหอมจะอยากเจอพวกเขามากๆ จนถึงขั้นซื้อตั๋วแถวหน้าของคอนเสิร์ตในครั้งนี้ ทั้งที่ปกติแล้วเป็คนที่ไม่ค่อยจะทุ่มเงินกับอะไรมากมายแท้ๆ
พวกเรายืนได้สักพักแสงไฟบนเวทีก็ดับลง เสียงเดินอย่างช้าๆ ขึ้นมาบนเวทีและในระหว่างนั้นมีเสียงพูดคุยกันอย่างตื่นเต้น จนในที่สุดเสียงเดินก็หยุดลงพร้อมกับเสียงกีตาร์ดังคลอขึ้นมาเบาๆ และแสงไฟดวงหนึ่งก็ส่องไปยังเ้าของเสียงนั้น ชายหนุ่มร่างสูงเรือนผมสีแดงเพลิงกำลังดีดมันอยู่กลางเวที เสียงที่ไม่หนักมากและบรรเลงอย่างตั้งใจนั้นสะกดสายตาของเหล่าผู้ชมที่อยู่ด้านล่างได้เป็อย่างดี
อีกครู่หนึ่งเสียงกีตาร์อีกตัวก็ดังขึ้นมาอีกพร้อมกับการเล่นประสานเสียงไปพร้อมกันกับเสียงเบสที่ดังตามขึ้นมา เสียงกรี๊ดค่อยๆ ดังขึ้นมาเรื่อยๆ ราวกับว่ากำลังรอจังหวะกันอยู่ อีกครู่หนึ่งเสียงกลองก็ดังขึ้นมาและเปิดเป็จังหวะเพลงขึ้นต้นอย่างเรียบง่าย ไม่ได้กระแทกหูเหมือนเสียงกรีดร้องหรือเสียงเบสหนักๆ อย่างที่เคยได้ยินจากเพื่อนสมัยเรียน แสงไฟเ่าั้กำลังส่องไปยังนักดนตรีที่อยู่บนเวที
ต้นหอมไม่ได้โหก พวกเขาทั้งหมดมีใบหน้าที่เรียกได้ว่าเป็ลูกรักพระเ้าและดูเหมือนว่าพวกเขาจะถูกสร้างสรรค์และปั้นแต่งมาเป็อย่างดี – โดยเฉพาะวิธีการเล่นดนตรีของพวกเขานั้นเข้ากันได้ดีราวกับว่าเกิดมาเพื่อกันและกัน มันช่างงดงามและเต็มไปด้วยพลังอย่างน่าประหลาด
และในที่สุดแสงสว่างสุดท้ายก็ส่องลงมาที่ร่างสูง เ้าของเรือนผมสีดำคลับที่ถูกจัดทรงและดูแลอย่างดี ราวกับว่าหน้าของเขาถูกปั้นอย่างดียิ่งกว่าคนอื่นๆ ในวงของเขา ใบหน้าเรียวคม รูปกรามชัดแม้ว่าจะอยู่ในที่มืดสลัวและจมูกโด่งเป็สันรับกับใบหน้า ดวงตาเรียวคมสีฟ้าน้ำทะเลประกายในความมืด คิ้วเข้มสีน้ำตาลทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างบนใบหน้ารวมกันได้อย่างงดงาม
นั่นมัน...
“กรี๊ดดดดด เอเดน!!!”
อา... เขาคือเอเดน คือเอเดนนั่นเองน่ะเหรอ
ครั้งที่แล้วฉันไม่ได้สนใจว่าต้นหอมพามาคอนเสิร์ตวงอะไร หน้าตานักร้องเป็ยังไงด้วยซ้ำ เพราะฉันเลือกที่จะนอนกกอยู่กับลีวายที่ห้องและทิ้งให้ต้นหอมมาที่นี่คนเดียว -- อา… ฉันพอจะเข้าใจแล้วว่าทำไมทุกคนถึงอยากให้เขาสบตากับพวกเธอนัก และฉันก็คิดแบบเดียวกับพวกเธอตอนนี้
ขอเพียงแค่ได้สบตากับเขาสักครั้ง เพื่อต่อความหวังเล็กๆ ที่เขาเองก็อาจจะจำฉันได้ แล้วก็ย้อนเวลากลับมาเหมือนกัน...
"เพียงแค่จับมือฉันเอาไว้ให้มั่นคง แล้วโผบินไปด้วยกัน
ไม่มีอะไรอย่างอื่นนอกจากปีกที่แสนหลอกลวง
ผมมีคำตอบอยู่ในใจอยู่แล้ว
ในขณะที่โลกเรายังเต็มไปด้วยหายนะ
แต่คุณก็ยังตามเข้ามาหลอกผมให้เจ็บช้ำ
ได้โปรด, ทิ้งให้ผมตายอยู่ที่นี่เถอะ
ช่วยให้ผมจากไปอย่างสงบที"
เสียงของเขาที่เปล่งออกมาจากลำคอนั้นทำให้ฉันน้ำตาคลออย่างช่วยไม่ได้ – มันไม่สามารถบรรยายออกมาเป็คำพูดได้เลยว่ามันช่างงดงามมากขนาดไหน เสียงทุ้มขับร้องไปตามจังหวะที่เข้ากันและมันทำให้ฉันได้รู้ว่าทำไมพวกเขาถึงตั้งชื่อวงว่า ไซเรน ภาพที่เขากำลังขับร้องเสียงเพลงนั้นทำให้ฉันไม่อาจละสายตาไปจากเขาได้เลย
ความสามารถของมือกลองตีเป็จังหวะเข้ากับเนื้อร้องโดยไม่พลาดแม้แต่จังหวะเดียว กีตาร์ทั้งสองใช้ความสามารถนิ้วของพวกเขาได้อย่างยอดเยี่ยมสรรสร้างเสียงเพลงที่ฉันไม่เคยได้ยินที่ไหนมาก่อน และมือเบสเติมเต็มเนื้อเพลงทั้งหมดด้วยเสียงของมันโดยที่ไม่พลาดแม้แต่คีย์เดียว
“ฉันบอกแล้วว่าเธอต้องหลงรักเขา”
ใช่ – ต้นหอมพูดถูก ไม่ใช่ว่าหลงรัก แต่รักไปแล้วต่างหาก รักมาั้แ่เรายังไม่ได้ตายจากกัน...
แต่ในวินาทีเดียวกันนั้นลมหายใจฉันขาดห้วงและตัวของฉันแข็งทื่อโดยที่ไม่สามารถควบคุมได้ ไม่รู้ว่าฉันคิดไปเองหรือเปล่า – ดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลคู่นั้นเลื่อนลงมาสบเข้ากับดวงตาของฉัน ถ้ามันเป็แค่วูบเดียวฉันคงคิดว่าฉันคิดไปเอง แต่มันกลับไม่ใช่ – เราสองคนสบตากันเนิ่นนานราวกับว่าโลกนี้มีเพียงแค่เราสองคน
ฉันไม่ได้พยายามจะหันหน้าหนี แต่อีกใจหนึ่งฉันก็ไม่ได้อยากให้เขามองฉันแบบนี้ มันรู้สึกเหมือนกับกำลังถูกแผดเผาด้วยสายตานั้น – ฉันไม่อยากให้เขาคิดว่าฉันเป็เหมือนสาวๆ พวกนั้นที่หวังว่าจะได้ความรักจากเขา มันจะสั่นคลอนความภาคภูมิใจของฉัน แต่ฉันกลับไม่สามารถหันไปมองทางอื่นได้ ไม่มีกล้ามเนื้อส่วนไหนของฉันในร่างกายนี้ที่จะทำตามคำสั่งของฉันเลย
เพราะในส่วนลึกแล้ว ฉันก็ยังหวังให้เขาจดจำฉันได้ในสักเสี้ยววินาที
"ได้โปรดช่วยให้ผมหลับให้สบายทีเถิดท่านมัจจุราช
กางปีกของคุณอีกครั้งสิท่านมัจจุราช
บินนำผมไปข้างหน้าสิท่านมัจจุราช
เอ้ะ… แต่ทำไมผมหายใจไม่ออกกันนะ ท่านมัจจุราช?"
*************
*เนื้อเพลงดัดแปลงมาจากเพลง Evil Angel - Breaking Benjamin อลบั้ม Phobia วางจำหน่ายในปี 2549 (2006)